พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 119 (เล่ม 68)

การไม่ย่อท้อ การไม่หมุนกลับในปธานความเพียร อันพระ-
ธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวแล้วด้วย คำว่า อสัลลีนัตตะ ปหิตัตตะ
เพราะเป็นคำอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลาย พึงศึกษา
อย่างนี้ว่า จักเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่า
จะเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เนื้อ
และเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด, ยังไม่บรรลุ
ผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ ด้วย
ความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ
แล้วไซร้ ก็จักไม่หยุดความเพียรเลยดังนี้เป็นต้น๑.
ก็วิริยะ - ความเพียรอันเป็นไปแล้วด้วยดี พ้นแล้วจากโกสัชชะ
- ความเกียจคร้าน และอุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน พระธรรมเสนาบดี
สารีบุตรกล่าวแล้วด้วยคำว่าปัคคหัฏฐะ.
คำว่า วีริยารมฺเภ ญาณํ - ญาณในการปรารภความเพียร
ความว่า ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่า วีริยะ, หรือ วีรกรรม
ของผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย ชื่อว่า วีริยะ, หรือ ชื่อว่า วีริยะ เพราะเป็น
๑. องฺ. ทุก. ๒๐/๒๕๑.

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 120 (เล่ม 68)

กิจอันบุคคลพึงให้ดำเนินไปพึงให้เป็นไปได้ด้วยวิธี, ด้วยนัย, ด้วยอุบาย.
วีริยะนี้นั้น มีความอุตสาหะเป็นลักษณะ, มีการอุปถัมภ์ สห-
ชาตธรรมเป็นกิจ, มีการไม่ย่อท้อเป็นอาการปรากฏเฉพาะหน้า, มีความ
สังเวชเป็นเหตุใกล้ โดยพระบาลีว่า เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียร
ไว้โดยแยบคาย ดังนี้เป็นต้น, หรือมีเหตุเป็นเครื่องเริ่มความเพียรเป็น
เหตุใกล้.
การปรารภความเพียรโดยชอบ พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งสมบัติ
ทั้งปวง. ความริเริ่มกล่าวคือวิริยะ ชื่อว่า วีริยารัมภะ - เริ่มความเพียร.
ท่านห้ามความริเริ่มที่เหลือด้วยวีริยารัมภศัพท์นี้. จริงอยู่ อารัมภ ศัพท์
นี้มาแล้วในอรรถเป็นอเนกมีอรรถว่า กรรม, อาบัติ, กิริยา, วีริยะ,
หิงสา, วิโกปนะ.
ก็คำว่า อารมฺโภ แปลว่า กรรม มาในคาถานี้ว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทุกข์ทั้งหมด
ย่อมเกิดเพราะ กรรม เป็นปัจจัย, ความเกิดขึ้นแห่ง
ทุกข์ย่อมไม่มีเพราะการดับแห่ง กรรม ทั้งหลาย๑.
๑. ขุ.สุ. ๒๕/๔๐๐.

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 121 (เล่ม 68)

คำว่า อารมฺโภ แปลว่า อาบัติ มาในคำนี้ว่า ปรารภจะล่วง
อาบัติ ด้วย ย่อมเดือดร้อนด้วย๑.
อารมฺโภ แปลว่า กิริยา เป็นเครื่องยกเสาสำหรับผูกสัตว์บูชายัญ
มาในคำนี้ว่า มหายัญทั้งหลาย ที่มีการจะต้อง ริเริ่ม มาก, มหายัญ
เหล่านั้น หามีผลมากไม่๒.
อารมฺโภ แปลว่า วีริยะ มาในคำนี้ว่า ท่านทั้งหลายจง ริเริ่ม,
จงก้าวไป, จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา๓.
อารมฺโภ แปลว่า หิงสา - ฆ่า, เบียดเบียน มาในคำนี้ว่า
ชนทั้งหลาย ย่อมฆ่า สัตว์เจาะจงเฉพาะพระสมณโคดม๔.
อารมฺโภ แปลว่า วิโกปนะ - การพรากมีการตัดการหัก เป็นต้น
มาในคำนี้ว่า เป็นผู้เว้นขาด จากการพราก พืชคามและภูตคาม๕.
แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา วีริยะ เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวไว้ว่า ความริเริ่ม กล่าวคือวีริยะ - ความเพียร ชื่อว่า วีริยา-
รัมภาปรารภความเพียร วีริยะนี้แลท่านเรียกว่า อารัมภะ ด้วย
๑. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๔๒. ๒. องฺ. จตุกฺก. ๒๑/๓๙. ๓. สํ. ส. ๑๕/๖๑๗.
๔. ม. ม. ๑๓/๕๖. ๕. ม. มู. ๑๒/๓๓๓.

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 122 (เล่ม 68)

สามารถแห่งความพยายาม. ญาณในวีริยารัมภะนั้น. อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า อสลฺลีนตฺตา ปหิตตฺตา ดังนี้บ้าง, ความว่า เพราะไม่หดหู่,
เพราะไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต. ปาฐะแรกนั่นแล ถูก. แต่อาจารย์
บางพวก พรรณนาไว้ว่า ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์ คือ สติ,
ธรรมวิจยะ, วีริยะ, ปีติ ชื่อว่า อสัลลีนัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่ง
โพชฌงค์ คือ สติ, สมาธิ, ปัสสัทธิ, อุเบกขา ชื่อว่า ปหิตัตตา,
ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ ชื่อว่า ปัคคหัฏฐะ ดังนี้.
๓๙. อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณุทเทส
ว่าด้วย อัตถสันทัสนญาณ
บัดนี้ เพื่อแสดงว่า ธรรมเทศนาอันท่านผู้บรรลุมรรคผล อัน
สำเร็จด้วยสัมมาวายามะ พึงกระทำเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกดังนี้
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร จึงยกอัตถสันทัสนญาณขึ้นแสดงต่อจาก
วีริยารัมภญาณนั้น.
ในอัตถสันทัสนญาณนั้น คำว่า นานาธมฺมปฺปกาสนตา -
การประกาศธรรมต่าง ๆ ความว่า การแสดง การเทศนา โดยการ
ประกาศธรรมต่าง ๆ คือ สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง. ก็การ
ประกาศนั่นแหละ ชื่อว่า ปกาสนตา.

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 123 (เล่ม 68)

คำว่า อตฺถสนฺทสฺสเน - ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถ-
ธรรม ความว่า ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถธรรมต่าง ๆ แก่ชน
ทั้งหลายเหล่าอื่น. ธรรมทั้งหลายและอรรถทั้งหลาย ชื่อว่า อรรถธรรม
ทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง.
๔๐. อรรถกถา ทัสนวิสุทธิญาณุทเทส
ว่าด้วย ทัสนวิสุทธิญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงทัสนวิสุทธิอันเป็นเหตุแห่งการแสดงตาม
สภาวธรรม ของพระอริยบุคคลนั้นผู้กำลังแสดงให้เห็นชัดอยู่แก่ชน
ทั้งหลายเหล่าอื่นด้วยธรรมิกถา พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอา
ทัสนวิสุทธิญาณขึ้นแสดงต่อจากอัตถสันทัสนญาณนั้น.
ในทัสนวิสุทธิญาณนั้น คำว่า สพฺพธมฺมานํ เอกสงฺคหตา
นานตฺเตกตฺตปฏิเวเธ - ในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวด
เดียวกันในการแทงตลอด ธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน
ความว่า การแทงตลอดสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงสงเคราะห์
โดยความเป็นอันเดียวกัน, และความต่างกันแห่งนีวรณธรรมมีกาม-
ฉันทะเป็นต้น, กับทั้งความเป็นอันเดียวกันทั้งธรรมทั้งหลายมีเนก-
ขัมมะเป็นต้น, อธิบายว่า อภิสมัย คือ ตรัสรู้.

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 124 (เล่ม 68)

ก็ปฏิเวธนั้น ได้แก่ มรรคปัญญา ๑ ผลปัญญา ๑. มรรคปัญญา
เป็นปฏิเวธเพราะกำลังแทงตลอดด้วยการตรัสรู้สัจจะในขณะตรัสรู้สัจจะ,
ผลปัญญา เป็นปฏิเวธ เพราะแทงตลอดแล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยใน คำว่า เอกสงฺคหตา ดังต่อไปนี้ :-
สังคหะ- การสงเคราะห์ มี ๔ อย่างคือ ชาติสังคหะ - สงเคราะห์
โดยชาติ, สัญชาติสังคหะ - สงเคราะห์โดยสัญชาติ, กิริยาสังคหะ-
สงเคราะห์โดยการกระทำ, คณนสังคหะ - สงเคราะห์โดยการนับ.
บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น สังคหะนี้ว่า กษัตริย์ทั้งปวงจงมา,
พราหมณ์ทั้งปวงจงมา, แพศย์ทั้งปวงจงมา, ศูทรทั้งปวงจงมา, หรือ
ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, และสัมมาอาชีวะ,
ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ในสีลขันธ์๑ ดังนี้ ชื่อว่า ชาติสังคหะ.
เพราะว่าในที่นี้ กษัตริย์เป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์
เป็นอันเดียวกันโดยชาติ ดุจในฐานะแห่งคำที่กล่าวว่า คนชาติเดียวกัน
จงมา ดังนี้.
สังคหะนี้ว่า ชนชาวโกศลทั้งปวงจงมา, ชนชาวมคธทั้งปวง
จงมา, ชนชาวภารุกัจฉกะจงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมา-
วายามะ, สัมมาสติ, และสัมมาสมาธิ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์
ลงในสมาธิขันธ์๑ ดังนี้ ชื่อว่า สัญชาติสังคหะ. เพราะว่าในที่นี้
๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๘.

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 125 (เล่ม 68)

ชนชาวโกศลเป็นต้น ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอัน
เดียวกันโดยที่เป็นที่เกิด โดยที่เป็นที่อยู่อาศัย ดุจในฐานะแห่งคำที่
กล่าวว่า คนสัมพันธ์กันโดยชาติ ในที่เดียวกันจงมา ดังนี้.
สังคหะนี้ว่า นายควาญช้างทั้งปวงจงมา, นายสารถีฝึกม้าทั้งปวง
จงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาทิฏฐิ, และสัมมาสังกัปปะ,
ธรรมเหล่านี้ท่านสงเคราะห์ลงในปัญญา๑ ดังนี้ ชื่อว่า กิริยาสังคหะ.
เพราะว่านายควาญช้างเป็นต้นเหล่านั้นทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอัน
เดียวกันด้วยการกระทำคือกิริยาของตน.
สังคหะนี้ว่า จักขายตนะ ย่อมถึงการนับโดยขันธ์เป็นไฉน ?
จักขายตนะย่อมถึงการนับได้ด้วยรูปขันธ์. หากว่า จักขายตนะย่อมถึง
การนับได้ด้วยรูปขันธ์, ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จักขายตนะ
ท่านนับสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์๒ ดังนี้ ชื่อว่า คณนสังคหะ. ในที่นี้
ท่านประสงค์เอาคณนสังคหะนี้.
การกำหนดนับสงเคราะห์ธรรมเป็นแผนก ๆ โดยความเป็นอัน
เดียวกัน ในอาการ ๑๒ มีตถัฏฐะ - สภาพตามความเป็นจริงเป็นต้น มี
แก่สังคหะเหล่านั้น ฉะนั้น สังคหะเหล่านั้น จึงชื่อว่า เอกสังคหา,
ความเป็นแห่งเอกสังคหะ ชื่อว่า เอกสังคหตา - การสงเคราะห์ธรรม
ต่าง ๆ โดยความเป็นอันเดียวกัน.
๑. ม. มู. ๑๒/๕๐๘. ๒. อภิ. ก. ๓๗/๑๑๒๘.

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 126 (เล่ม 68)

คำว่า ทสฺสนวิสุทฺธิญาณํ - ญาณในความบริสุทธิ์แห่ง
มรรคญาณและผลญาณ ความว่า มรรคญาณและผลญาณ ชื่อว่า
ทัสนะ, ทัสนะนั่นแหละบริสุทธิ์ ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิ, ญาณคือทัสน-
วิสุทธิ ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิญาณ. มรรคญาณย่อมบริสุทธิ์ ฉะนั้นจึง
ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิ, ผลญาณก็ชื่อว่า ทัสนวิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์แล้ว.
๔๑. อรรถกถา ขันติญาณุทเทส
ว่าด้วย ขันติญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิปัสสนาญาณ ๒ ประการอันให้สำเร็จทัสน-
วิสุทธิ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกขันติญาณและปริโยคาหณญาณ
ขึ้นแสดงต่อจากทัสนวิสุทธิญาณนั้น.
ในขันติญาณนั้น คำว่า วิทิตตฺตา ปญฺญา - ปัญญาในความ
ที่ธรรมปรากฏ ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้ว เพราะรู้แจ้งซึ่งธรรม
มีรูปขันธ์เป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
คำว่า ขนฺติ ญาณํ - ขันติญาณ ความว่า ธรรมชาติใด
ย่อมรู้ธรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยงนั่งเอง ฉะนั้น จึงชื่อว่า ขันติ,
ญาณคือขันติ ชื่อว่า ขันติญาณ. ด้วยขันติญาณนี้ ย่อมห้ามอธิวาสน-

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 127 (เล่ม 68)

ขันติ. ขันติญาณนี้เป็นตรุณวิปัสสนาญาณอันเป็นไปแล้วด้วยสามารถ
แห่งสัมมสนญาณ มีการพิจารณาสังขารธรรมโดยความเป็นกลาป๑เป็นต้น.
๔๒. อรรถกถาปริโยคาหณญาณุทเทส
ว่าด้วย ปริโยคาหณญาณ
คำว่า ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา - ปัญญาอันถูกต้องซึ่งธรรม ความ
ว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วเพราะความที่แห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็น
ต้น เป็นธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วด้วยสามารถแห่งการพิจารณา
โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
คำว่า ปริโยคาหเณ ญาณํ - ญาณในการหยั่งลง ความว่า
ญาณใด ย่อมหยั่งลง ย่อมเข้าไปสู่ธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วนั่นเอง
ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า ปริโยคาหณญาณ. อาจารย์บางพวก ทำ
รัสสะ คา อักษรเสียบ้างแล้วสวด. ปริโยคาหณญาณนี้เป็นติกขวิปัสสนา-
ญาณเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งภังคานุปัสนา. แต่อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า วิปัสสนาญาณนั่นแหละ เป็นขันติญาณสำหรับผู้มีสัทธาเป็น
พาหะ, เป็นปริโยคาหณญาณสำหรับผู้มีปัญญาเป็นพาหะ. เมื่อเป็น
๑. คือยังทำลายฆนสัญญาไม่ได้.

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 128 (เล่ม 68)

เช่นนี้ ญาณทั้ง ๒ นี้ ย่อมไม่เกิดพร้อมกันแก่คนๆ หนึ่ง, ญาณที่
สาธารณะแก่พระสาวก ๖๗ ย่อมไม่เกิดขึ้นพร้อมกันแก่พระสาวกรูปหนึ่ง
ในการเกิดขึ้นพร้อมกันแห่งญาณนั้น, เพราะฉะนั้น คำของอาจารย์
บางพวกนั้น จึงไม่ถูก.
๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณุทเทส
ว่าด้วย ปเทสวิหารญาณ
ประเทสวิหารญาณอันให้สำเร็จทัสนวิสุทธิญาณของพระอรหันต์
อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวญาณอันเป็นเหตุให้สำเร็จทัสน-
วิสุทธิญาณว่า ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาอยู่ซึ่งธรรม
ทั้งสิ้นมีขันธ์เป็นต้น อันเข้าถึงวิปัสสนา, ไม่พิจารณาเอกเทสแห่งธรรม
เหล่านั้น, เพราะฉะนั้น ปเทสวิหารญาณย่อมไม่ได้แก่ปุถุชนและพระ-
เสกขบุคคลเหล่านั้น, แต่ย่อมได้ตามชอบใจแก่พระอรหันต์เท่านั้น ดังนี้
แล้วจึงยกขึ้นแสดงต่อจากปริโยคาหณญาณ.
ในปเทสวิหารญาณ คำว่า สโมทหเน ปญฺญา - ปัญญาใน
การประมวลมา ความว่า ปัญญาในการประมวลมา คือปัญญาในการ
รวบรวมมา ได้แก่ ปัญญาในการกระทำซึ่งธรรมคือเวทนาอันเป็นธรรม
พวกเดียวกันให้เป็นกอง บรรดาธรรมมีขันธ์เป็นต้น. ปาฐะว่า สโม-

128