พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 109 (เล่ม 68)

คำว่า โสฬสหิ - ญาณจริยา ๑๖ ได้แก่ อนุปัสนา ๘ มี
อนิจจานุปัสนาเป็นต้น, โลกุตระ ๘ คือ มรรค ๔ ผล ๔ จึงรวม
เป็น ๑๖.
คำว่า ญาณจริยาหิ - ญาณจริยาทั้งหลาย ได้แก่ ความเป็น
ไปแห่งญาณ.
คำว่า นวหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ ได้แก่ รูปาวจรสมาธิ ๔
อรูปาวจรสมาธิ ๔ กับทั้งอุปจาระอีก ๑ จึงรวมเป็น ๙.
คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาในความเป็นผู้มีความ
ชำนาญ ความว่า อิสริยะความเป็นใหญ่เป็นไปตามสบายโดยพลัน
ชื่อว่า วสะ - อำนาจ, วสะคืออำนาจนั้นมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้น
ผู้นั้นชื่อว่า วสี - ผู้มีอำนาจ, ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีวสี ชื่อว่า วสีภาวะ,
วสีภาวะนั่นแหละ ชื่อว่า วสิภาวตา ดุจ ปาฏิกุลฺยเมว ความเป็น
ของปฏิกูลนั่นแหละ ชื่อว่า ปาฏิกุลฺยตา ฉะนั้น. ปัญญามีตัวอย่างดังนี้
มีอธิบายว่า ปัญญาในวสิภาวตา คือปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ
แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะ สิ อักษรแล้วสวด.
จ ศัพท์ ต้องสัมพันธ์ควบกับ สมนฺนาคตตฺตา จ - เพราะ
ประกอบแล้วด้วย, ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา จ - เพื่อระงับสังขารทั้ง ๓ ด้วย,
ญาณจริยาหิ จ - ด้วยจริยาทั้งหลายด้วย, สมาธิจริยาหิ จ - ด้วยสมาธิ
จริยาด้วย.

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 110 (เล่ม 68)

คำว่า นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณในนิโรธสมาบัติ
ความว่า ญาณอันเป็นนิมิตแห่งนิโรธสมาบัติ อุปมาเหมือนเสือเหลือง
จะลูกฆ่าก็เพราะลายเสือ.
คำว่า นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธสมาบัติ ความว่า สักว่าไม่มี
เนวสัญญานาสัญญายตนะ, จะว่าเป็นธรรมใดธรรมหนึ่งมิใช่, เป็น
เพียงบัญญัติ. และชื่อว่า นิโรธ เพราะเหตุสักว่าไม่มี, อนึ่ง อัน
พระอริยบุคคลผู้เข้าอยู่ ชื่อว่า ย่อมเข้า ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า
สมาบัติ.
๓๕. อรรถกถาปรินิพพานญาณุทเทส
ว่าด้วย ปรินิพพานญาณ
คำว่า สมฺปชานสฺส - ผู้มีสัมปชัญญะ ความว่า พระโยคี
บุคคลใด ย่อมรู้โดยประการทั้งหลายด้วยดี ฉะนั้น พระโยคีบุคคลนั้น
ชื่อว่า สัมปชาโน ผู้รู้ด้วยดี, แห่งพระโยคีบุคคลนั้นผู้รู้ด้วยดี.
คำว่า ปวตฺตปริยาทาเน - ในการครอบงำปวัตตขันธ์ ความว่า
ความเป็นไปแห่งขันธ์ ชื่อว่า ปวัตตะ, อธิบายว่า การเกิดขึ้น. ความ
เป็นไปแห่งกิเลสด้วย ความเป็นไปแห่งขันธ์ด้วย. การครอบงำ ความ
สิ้นไป ความไม่เป็นไปแห่งปวัตตขันธ์นั้น ชื่อว่า ปวตฺตปริยาทานํ -
การครอบงำปวัตตขันธ์. ในการครอบงำปวัตตขันธ์นั้น.

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 111 (เล่ม 68)

คำว่า ปรินิพฺพาเน ญาณํ - ญาณในปรินิพพาน ความว่า
ญาณอันเป็นไปแล้ว ในกิเลสปรินิพพานและขันธปรินิพพานนั้น ของ
พระอรหันต์ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งความดับไป คือความไม่เป็นไปแห่งกิเลส
ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น และอนุปาทิเสสปรินิพพานดับกิเลสและ
ขันธ์โดยไม่เหลือ.
๓๖. อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย สมสีสัฏฐญาณ
คำว่า สพฺพธมฺมานํ - แห่งธรรมทั้งปวง ความว่า แห่งธรรม
อันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง.
คำว่า สมฺมาสมุจฺเฉเท - ในการตัดขาดโดยชอบ ความว่า
ในความดับด้วยดี ด้วยการตัดขาดสันตติด้วย.
คำว่า นิโรเธ จ อนุปฏฺฐานตา - ในความดับด้วยในความ
ไม่ปรากฏด้วย ความว่า ดำเนินไปในนิโรธ ในความไม่ปรากฏอีก,
อธิบายว่า ไม่เกิดขึ้นอีก.
จ อักษรต้องสัมพันธ์ควบกับ สมฺมาสมุจฺเฉเท จ - ในการ
ตัดขาดด้วยด้วย, นิโรเธ จ - ในความดับด้วย, อนุปฏฺฐนาตา จ -
ในความไม่ปรากฏด้วย.

111
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 112 (เล่ม 68)

คำว่า สมสีสฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถแห่งธรรมอันสงบ
และเป็นประธาน ความว่า ธรรม ๓๗ ประการมีเนกขัมมะเป็นต้น
ชื่อ สมะ - ธรรมอันสงบ, ธรรม ๑๓ ประการมีตัณหาเป็นต้น ชื่อ
สีสะ - ธรรมอันเป็นประธาน. ชื่อว่า สมะ เพราะปัจนิกธรรมทั้งหลาย
สงบ, ชื่อว่า สีสะ เพราะเป็นประธานตามสมควรแก่การประกอบ
และเพราะเป็นยอด.
ธรรมอันสงบมีเนกขัมมะเป็นต้น และธรรมอันเป็นประธาน
มีสัทธาเป็นต้น ในอิริยาบถหนึ่งก็ดี ในโรคหนึ่งก็ดี ในชีวิตินทรีย์
หนึ่งด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาคก็ดี มีอยู่แก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้น
จึงชื่อว่า สมสีสี ผู้มีธรรมอันสงบและธรรมอันเป็นประธาน, อรรถะ
คือเนื้อความแห่งสมสีสี ชื่อว่า สมสีสัฏฐะ ในอรรถะแห่งสมสีสะนั้น,
อธิบายว่า ในความเป็นสมสีสี.
ความเป็นแห่งสมสีสีย่อมมีแก่พระอรหันต์เท่านั้นผู้ปรารภวิปัส-
สนาในอิริยาบถหนึ่ง หรือในโรคหนึ่ง หรือในชีวิต ด้วยการสืบต่อ
กันโดยเสมอภาค แล้วบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ ในอิริยาบถนั้นนั่นเอง
หรือในโรค ในชีวิต ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาค ปรินิพพานอยู่
ในขณะนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ญาณในความเป็นแห่ง
สมสีสีดังนี้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปุคคลบัญญัติปกรณ์และอรรถ-
กถาแห่งปกรณ์ว่า

112
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 113 (เล่ม 68)

ก็บุคคลชื่อว่าสมสีสี เป็นไฉน ? การสิ้น
ไปแห่งอาสวะและการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคล
ใด มีไม่ก่อนไม่หลังกัน บุคคลนี้เรียกว่า สมสีสี๑.
ฟังทราบวินิจฉัยในสมสีสีนิทเทสดังต่อไป
นี้ คำว่า อปุพฺพํ อจริมํ - ไม่ก่อน ไม่หลัง ความว่า
ไม่ใช้ในภายหน้า ไม่ใช่ในภายหลัง คือ ในคราว
เดียวกันด้วยสามารถแห่งปัจจุบันสันตติ, อธิบาย
ว่า ในคราวเดียวกันนั่นเอง.
คำว่า ปริยาทานํ - การประหาณ ได้แก่
การสิ้นไปรอบ.
คำว่า อยํ - บุคคลนี้ ความว่า บุคคลนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่าสมสีสี. ก็สมสีสี
บุคคลนี้นั้นมีอยู่ ๓ จำพวก คืออิริยาปถสมสีสี ๑,
โรคสมสีสี ๑, ชีวิตสมสีสี ๑.
บรรดาสมสีสีบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนั้น บุคคลใด กำลังจงกรมอยู่
เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังจงกรมอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน,
บุคคลใด กำลังยืนอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังยืนอยู่
๑. อภิ.ปุ. ๓๖/๓๒.

113
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 114 (เล่ม 68)

นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใด กำลังนั่งอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุ
พระอรหัต ยังนั่งอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน บุคคลนี้ชื่อว่า อิริยาปถ-
สมสีสี.
ส่วนบุคคลใด เกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาในภายใน
โรคนั่นเองแล้วบรรลุพระอรหัต แล้วปรินิพพานไปด้วยโรคนั้นนั่น
แหละ, บุคคลนี้ชื่อว่า โรคสมสีสี.
บุคคล ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน ? ศีรษะมี ๑๓๑. บรรดา
ศีรษะเหล่านั้น อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชาอันเป็นกิเลสสีสะ, จุติ
จิตย่อมครอบงำชีวิตินทรีย์อันเป็นปวัตตสีสะ, จิตที่ครอบงำอวิชชา
ครอบงำชีวิตินทรีย์ไม่ได้. จิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็ครอบงำอวิชชา
ไม่ได้. จิตที่ครอบงำอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง, และจิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์
ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ก็ทั้ง ๒ ศีรษะนี้ ของบุคคลใดย่อมถึงซึ่งการ
ครอบงำพร้อมกัน. บุคคลนั้นชื่อว่า ชีวิตสมสีสี.
ศีรษะทั้ง ๒ นี้ จะมีพร้อมกันได้อย่างไร ? มีได้เพราะพร้อมกัน
โดยวาระ. อธิบายว่า การออกจากมรรคมีในวาระใด พระอริยบุคคล
ตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ คือ
๑. ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิ, อุทธัจจะ, อวิชชา, สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ,
ปัญญา, ชีวิตินทรีย์, วิโมกข์, นิโรธะ.

114
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 115 (เล่ม 68)

ในโสดาปัตติมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,
ในสกทาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,
ในอนาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,
ในอรหัตมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๔,
แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน.
การครอบงำศีรษะทั้ง ๒ ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้ เพราะ
พร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง เพราะเหตุนั้น บุคคลนี้ ท่านจึงเรียกว่า
ชีวิตสมสีสี. ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์
เอาแล้วในที่นี้.
๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย สัลเลขัฏฐญาณ
สุตมยญาณ, สีลมยญาณ, และภาวนามยญาณ ที่เป็นบาทแห่ง
วัฏสงสาร ย่อมไม่ชื่อว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา, ญาณ
เหล่านี้ก็ดี ญาณเหล่าอื่นก็ดี เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ ท่าน
เรียกว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา ฉะนั้น เพื่อที่จะแสดง
ญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม พระธรรม

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 116 (เล่ม 68)

เสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาสัลเลขัฏฐญาณขึ้นแสดงต่อจาก สมสีสัฏฐญาณ
ณ บัดนี้.
ในสัลเลขัฎฐญาณนั้น คำว่า ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน
ปญฺญา - ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา มีสภาพต่าง ๆ
และเดช ความว่า ปัญญาในความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหนาทั้งหลาย
มีราคะเป็นต้น และนานัตตกิเลสอันเป็นสภาวะต่าง ๆ มีกามฉันทะเป็นต้น
กับทั้งกิเลสมีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นอันได้ชื่อว่า เดช เพราะอรรถว่า
เร่าร้อนเพราะอรรถว่าไม่เจือด้วยโลกุตระ, มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่าปัญญา
ในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้น.
หรือ อธิบายว่า ปัญญาอันหนา, ปัญญาอันมีสภาพ (ประเภท)
ต่าง ๆ, และปัญญาอันเป็นเดช เป็นปัญญาในการสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา
อันมีสภาพต่าง ๆ และเดช ๕ มีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้น เหล่านั้นดังนี้.
จะแสดงการสงเคราะห์ปุถุธรรม๑ และนานัตตธรรม๑ด้วยเดชทั้งหลาย
ในนิทเทสวาระ.
คำว่า สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่าขัดเกลา มี
วิเคราะห์ว่า ธรรมใด ย่อมขัดเกลา ย่อมตัดขาดปัจนิกธรรมทั้งหลาย
ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า สัลเลขะ - ขัดเกลา, ญาณในธรรม ๓๗
ประเภทมีเนกขัมมะนั้นมีการขัดเกลาเป็นสภาวะ.
๑. ปุถุธรรม และนานัตตธรรมมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 117 (เล่ม 68)

ถึงแม้สัลเลขธรรม ๔๔ ประเภทอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
ในสัลเลขสุตตันตะโดยนัยเป็นต้นว่า ชนทั้งหลายเหล่าอื่นจักเป็นผู้
เบียดเบียน, ในข้อนี้ เราจักไม่เป็นผู้เบียดเบียนดังนี้ ก็พึงทราบว่า
ท่านสงเคราะห์ด้วยสัลเลขญาณนี้เหมือนกัน.
๓๘. อรรถกถาวีริยารัมภญาณุทเทส
ว่าด้วย วีริยารัมภญาณ
บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิริยะคือสัมมัปธานอันพระโยคีบุคคลผู้ตั้ง
อยู่ในสัลเลขญาณพึงกระทำ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกวีริยา-
รัมภญาณขึ้นแสดงต่อจากสัลเลขญาณนั้น.
ในวีริยารัมภญาณนั้น คำว่า อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ-
ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และตนอันส่งไปแล้ว ความ
ว่า ชื่อว่า อสัลลีนัตตะ - มีจิตไม่หดหู่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า จิตไม่
หดหู่ ไม่ย่อท้อด้วยสามารถแห่งความเกียจคร้าน ของบุคคลนั้นมีอยู่
ดังนี้.
คำว่า อตฺตา ได้แก่จิต. ดุจคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็น
อาทิไว้ว่า

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 118 (เล่ม 68)

ก็พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป, พวกช่างศร
ย่อมดัดศรให้ตรง, ช่างถากก็ถากไม้, บัณฑิต
ทั้งหลายก็ย่อมฝึกตน๑ ดังนี้.
ชื่อว่า ปหิตัตตะ - มีตนส่งไปแล้ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า
อัตภาพอันตั้งไว้แน่วแน่ส่งไปปล่อยไป โดยไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต
ด้วยธรรมนั้นดังนี้. คำว่า อตฺตา ได้แก่ อัตภาพ. ดุจคำที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเป็นอาทิไว้ว่า
อนึ่ง ภิกษุณีใด พร่ำตีตนแล้วร้องไห้ (เป็น
ปาจิตตีย์๒).
อสัลลีนัตตะนั้นด้วย ปหิตัตตะนั้นด้วย ชื่อ อสัลลีนัตตปหิ-
ตัตตะ - มีจิตไม่หดหู่และมีตนส่งไปแล้ว. ธรรมใดย่อมประคองคือย่อม
อุปถัมภ์สหชาตธรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่า ปัคคหะ - ธรรมอันประคองสห
ชาตธรรม, ปัคคหะ ธรรมอันประคองสหชาตธรรมนั่นแหละเป็นอรรถ
ชื่อว่า ปัคคหัฏฐะ, อธิบายว่า มีการประกอบเป็นสภาวะ.
การประคองซึ่งจิตไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้ว ชื่อว่า อสัลลี-
นัตตปหิตัตตปัคคหัฏฐะ. ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และ
มีตนอันส่งไปแล้วนั้น.
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๑๖. ๒. วิ. ภิกฺขุนี. ๓/๒๑๗.

118