พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 89 (เล่ม 68)

อุปปัชชนัฏฐาน - ที่เป็นที่เกิด ดุจในประโยคว่า กามาวจรจิต อันเป็น
ที่เกิดแห่งสุขเวทนา เป็นต้น. แต่ในที่นี้ย่อมเป็นไปในโกฏฐาสะคือ
ส่วน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ย่อมเป็นไปในอรรถว่า ปริจเฉทะ
แปลว่ากำหนด ก็มี.
๑๙. อรรถกถาธัมมนานัตตญาณุทเทส
ว่าด้วย ธัมมนานัตตญาณ
คำว่า นวธมฺมววตฺถาเน - ในการกำหนดธรรม ๙ ความว่า
ในการกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างละ ๙ ด้วยสามารถแห่งกามาวจรกุศล-
จิต, ด้วยสามารถแห่งจิตมีความปราโมทย์เป็นมูล, และด้วยสามารถ
แห่งจิตมีมนสิการเป็นมูล.
ก็บรรดาญาณทั้ง ๕ เหล่านี้ อัชฌัตตธรรม เป็นธรรมอันพระ-
โยคีบุคคลพึงกำหนดูก่อน. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าววัตถุนานัตตญาณ
ญาณในความต่าง ๆ แห่งวัตถุไว้เป็นที่ ๑, จากนั้นก็พึงกำหนดอารมณ์
แห่งนานัตตธรรมเหล่านั้น ฉะนั้นในลำดับ ต่อจากนั้นวัตถุนานัตต-
ญาณนั้น ท่านจึงกล่าวโคจรนานัตตญาณ คือญาณในความต่างกันแห่ง
อารมณ์, ญาณอีก ๓ อื่นจากนั้น ท่านกล่าวโดยอนุโลมการนับด้วย
สามารถแห่งธรรม ๓,๔ และ ๙.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 90 (เล่ม 68)

๒๐. อรรถกถาญาตัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย ญาตัฏฐญาณ
บัดนี้ ปริญญา ๓ คือ การกำหนดรู้นามรูปโดยประเภทนั้นแล
เป็นญาตปริญญา, ต่อจากนั้นก็เป็นตีรณปริญญา, ในลำดับต่อไปก็เป็น
ปหานปริญญา, และภาวนาการเจริญและสัจฉิกิริยาการทำให้แจ้ง ก็
ย่อมมีเพราะเนื่องด้วยปริญญา ๓ นั้น, เพราะฉะนั้นท่านจึงยกเอาญาณ
ทั้ง ๕ มีญาตัฏฐญาณเป็นต้น ขึ้นแสดงต่อจากธัมมนานัตตญาณ.
ก็ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา, ตีรณปริญญาและปหานปริญญา.
ในปริญญาทั้ง ๓ นั้น ดังนี้
ปัญญาอันเป็นไปในการกำหนดลักษณะโดยเฉพาะ ๆ แห่งสภาว-
ธรรมเหล่านั้น ๆ อย่างนี้ว่า รูปมีการแตกดับไปเป็นลักษณะ, เวทนามี
การเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ ชื่อว่า ญาตปริญญา.
วิปัสสนาปัญญาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ ยกสามัญลักษณะ
แห่งสภาวธรรมเหล่านั้น ๆ ขึ้นเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ อนิจฺจํ
ทุกฺขํ อนตฺตา รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, เวทนา อนิจฺจา
ทุกฺขา อนตฺตา เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาดังนี้ ชื่อว่า
ตีรณปริญญา.

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 91 (เล่ม 68)

ก็วิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ เป็นไปด้วยสามารถแห่ง
การละวิปลาสทั้งหลาย มีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น ในธรรมทั้งหลาย
เหล่านั้นเสียได้นั่นแล ชื่อว่า ปหานปริญญา.
บรรดาปริญญาทั้ง ๓ นั้น ตั้งต้นแต่สังขารปริจเฉทญาณ ญาณ
ในการกำหนดสังขารธรรม จนถึงปัจจยปริคคหญาณ ญาณในการ
กำหนดสังขารธรรมโดยความเป็นปัจจัย เป็นภูมิของญาตปริญญา.
เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอด
ลักษณะโดยเฉพาะ ๆ ของสภาวธรรมทั้งหลายได้.
ตั้งแต่กลาปสัมมสนญาณ ญาณในการพิจารณาสังขารธรรมโดย
กลาป จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่ง
การเกิดขึ้นและดับไปของสังขารธรรม เพราะในระหว่างนี้ ความเป็น
อธิบดีย่อมมีแก่พระโยคีบุคคลผู้แทงตลอดสามัญลักษณะได้.
ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณในการเห็นอยู่เนือง ๆ ซึ่ง
ความดับไปแห่งสังขารธรรมขึ้นไป เป็นภูมิแห่งปหานปริญญา. เพราะ
จำเดิมแต่นั้นไปความเป็นอธิบดีย่อมมีแก่อนุปัสสนา ๗ อันจะให้สำเร็จ
การละวิปลาสมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น ได้อย่างนี้คือ เมื่อพิจารณา
เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ก็ย่อมละนิจสัญญาวิปลาสได้, เมื่อ
พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ก็ละสุขสัญญาวิปลาสได้, เมื่อพิจารณา
เห็นโดยความเป็นอนัตตา ก็ละอัตตสัญญาวิปลาสได้, เมื่อเบื่อหน่าย

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 92 (เล่ม 68)

ก็ละความเพลิดเพลินได้, เมื่อคลายกำหนัด ก็ละราคะได้, เมื่อให้ดับ
ก็ละสมุทัยได้, เมื่อสละคืนก็ละความถือมั่นเสียได้๑ ดังนี้.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อภิญฺญาปญฺญา ได้แก่ ปัญญาเป็น
เครื่องรู้ตามสภาวะมีรุปปนลักษณะ คือ รูปมีอันแตกดับไปเป็นลักษณะ
เป็นต้น แห่งสภาวธรรมทั้งหลาย. จริงอยู่ ปัญญานั้นท่านเรียกว่า
อภิญญา เพราะอธิบายด้วยอภิศัพท์มีอรรถว่างามดังนี้ คือ การรู้งาม
ด้วยสามารถแห่งการรู้สภาวะของธรรมเหล่านั้น ๆ.
คำว่า ญาตฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่ารู้ ได้แก่ญาณ อัน
มีความรู้เป็นสภาวะ.
๒๑. อรรถกถาตีรณัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย ตีรณัฏฐญาณ
คำว่า ปริญฺญาปญฺญา - ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องรู้. จริงอยู่
ปัญญานั้น ท่านเรียกว่า ปริญญา เพราะอธิบายด้วย ปริ ศัพท์ มี
อรรถว่า ซึมซาบไปรอบ ดังนี้คือ ความรู้ที่ซึมซาบไปด้วยสามารถแห่ง
สามัญลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น หรือด้วยสามารถแห่งการเข้าถึง
กิจของตน.
๑. ขุ.ป. ๓๑/๑๑๒.

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 93 (เล่ม 68)

คำว่า ตีรณฏฺเฐ ญาณํ ญาณในอรรถว่าใคร่ครวญ ได้แก่ ญาณ
มีการเข้าไปใคร่ครวญเป็นสภาวะ หรือมีการพิจารณาเป็นสภาวะ.
๒๒. อรรถกถาปริจจาคัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย ปริจจาคัฏฐญาณ
คำว่า ปหเน ปญฺญา - ปัญญาในการละ ความว่า ปัญญา
เป็นเครื่องละวิปลาสทั้งหลายมีนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น, หรือธรรม-
ชาติใดย่อมละนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้นได้ ฉะนั้นธรรมชาตินั้น ชื่อว่า
ปชหนาปัญญา, อีกอย่างหนึ่ง พระโยคีบุคคลย่อมละนิจสัญญาวิปลาส
ได้ด้วยญาณนั้น ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่า ปหานํ ญาณํ - ญาณเป็น
เครื่องละนิจสัญญาวิปลาส,
คำว่า ปริจฺจาคฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่าสละ ได้แก่
ญาณมีการสละนิจสัญญาวิปลาสเป็นต้น เป็นสภาวะ.
๒๓. อรรถกถาเอกรสัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย เอกรสัฏฐญาณ
คำว่า ภาวนาปญฺญา - ปัญญาเป็นเครื่องอบรม ได้แก่ปัญญา
เป็นเครื่องเจริญ.

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 94 (เล่ม 68)

คำว่า เอกรสฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่ามีรสเดียว ได้แก่
ญาณมีกิจอันเดียวเป็นสภาวะ, หรือญาณมีรสอันเป็นสภาวะ คือวิมุตติ.
๒๔. อรรถกถาผัสสนัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย ผัสสนัฏฐญาณ
คำว่า สจฺฉิกิริยาปญฺญา - ปัญญาเป็นเครื่องกระทำพระ-
นิพพานให้แจ้ง ได้แก่ ปัญญาเป็นเครื่องกระทำพระนิพพานให้ประจักษ์
ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด หรือด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ.
คำว่า ผสฺสนฏฺเฐ ญาณํ ได้แก่ ญาณมีการได้ซึ่งพระนิพพาน
เป็นสภาวะ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดและการได้เฉพาะทั้ง ๒ นั้น
นั่นแล.
๒๕-๒๘. อรรถกถาอรรถปฏิสัมภิทาธรรมปฏิสัมภิทา
นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส
ว่าด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ ๔
บัดนี้ ญาณในการละ ในการเจริญ และในการกระทำพระ-
นิพพานให้แจ้งย่อมประกอบด้วยอริยมรรคอริยผล ฉะนั้น ท่านจึงยกเอา

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 95 (เล่ม 68)

ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อันพระอริยบุคคลนั่นแหละ จะต้องได้ขึ้นแสดงต่อ
จากผัสสนญาณนั้น.
แม้ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น อรรถะคือผลธรรมอันเกิดแต่ปัจจัย
ย่อมปรากฏดุจทุกขสัจจะ และเป็นธรรมอันใคร ๆ จะพึงรู้ได้โดยง่าย
เพราะฉะนั้นท่านจึงยก อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดงก่อน, ต่อแต่
นั้นก็ยก ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดง เพราะอรรถะนั้นเป็นวิสัย
แห่งธรรมอันเป็นเหตุ, ต่อแต่นั้นจึงยกเอานิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ
เพราะอรรถะและธรรมทั้ง ๒ นั้นเป็นวิสัยแห่งนิรุตติ, และต่อจากนิรุตติ-
ปฏิสัมภิทาญาณนั้น ท่านก็ยกเอา ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ขึ้นแสดง
เพราะเป็นไปในญาณแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้น. แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะป-
อักษะแล้วสวดก็มี.
๒๙ - ๓๑. อรรถกถาวิหารัฏฐสมาปัตตัฏฐญาณุทเทส
ว่าด้วย วิหารัฏฐญาณและสมาปัตตัฏฐญาณ
ญาณทั้งหลายอื่นจากนี้ ๓ ญาณมีวิหารัฏฐญาณเป็นต้น ท่านยก
ขึ้นแสดงต่อจากปฏิสัมภิทาญาณ เพราะเกิดแก่พระอริยบุคคลเท่านั้น
และเพราะเป็นประเภทแห่งปฏิสัมภิทา.

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 96 (เล่ม 68)

จริงอยู่ วิหารัฏฐญาณ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, สมาปัตตัฏฐญาณ
เป็นอรรถปฏิสัมภิทา. แท้จริง ญาณในสภาวธรรม ท่านกล่าวไว้ใน
ปฏิสัมภิทากถา๑ว่า ธรรมปฏิสัมภิทา. ส่วนญาณในนิพพานเป็น
อรรถปฏิสัมภิทานั่นแหละ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า วิหารนานตฺเต - ในความต่างแห่ง
ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ความว่า ในธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือวิปัสสนา
ต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น.
คำว่า วิหารฏฺเฐ - ในอรรถว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่ ได้แก่
ในธรรมเป็นเครื่องอยู่คือมีวิปัสสนาเป็นสภาวะ.
คำว่า วิหาโร ได้แก่ วิปัสสนาพร้อมด้วยสัมปยุตธรรมนั่นเอง๒.
คำว่า สมาปตฺตินานตฺเต - ในความต่างแห่งสมาบัติ ความว่า
ในผลสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตนิพพานเป็นต้น.
คำว่า สมาปตฺติ - สมาบัติ ได้แก่ จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย
อันเป็นโลกุตรผล.
คำว่า วิหารสมาปตฺตินานตฺเต ในวิหารธรรมและความ
ต่างแห่งสมาบัติ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งญาณทั้ง ๒.
๑. ขุ.ปุ. ๓๑/๖๐๓. ๒. สัมปยุตธรรม ได้แก่ มหากุสลญาณสัมปยุตจิต ๔
เจตสิก ๓๕ (เว้นอัปปมัญญา ๒ เพราะในขณะวิปัสสนาเกิดไม่มีสัตวบัญญัติ
เป็นอารมณ์, และปัญญาเจตสิกอีก ๑ เพราะปัญญาเป็นตัววิปัสสนา)

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 97 (เล่ม 68)

๓๒. อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณุทเทส
ว่าด้วย อานันตริกสมาธิญาณ
ญาณทั้ง ๒๑ นั้นแล อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้ประสงค์จะ
กล่าวโดยประการอื่นอีกให้พิเศษด้วยเหตุอันแสดงถึงความที่มรรคญาณ
แม้ที่กล่าวแล้วในก่อนว่า ทุภโต วุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา - ปัญญา
ในการออกและหลีกจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้ง ๒
อันให้สำเร็จวิหารญาณและสมาปัตติญาณต่อจากญาณทั้ง ๒ นั้น เป็น
ญาณอันสามารถตัดอาสวะได้เด็ดขาด และเป็นญาณอันให้ผลในลำดับ
ที่ยกขึ้นแสดงว่า อานนฺตริกสมาธิมฺหิ ญาณํ - ญาณในสมาธิอันมี
ในลำดับ ต่อจากญาณทั้ง ๒ นั้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา - ความ
บริสุทธิแห่งสมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน ความว่า จิตย่อมฟุ้งซ่านไปด้วย
ธรรมชาตินั้น ฉะนั้นธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า วิกเขปะ - ความฟุ้งซ่าน,
คำนี้เป็นชื่อของอุทธัจจะ, ธรรมชาตินี้มิใช่วิกเขปะ - ความฟุ้งซ่าน ชื่อว่า
อวิกเขปะ ไม่ฟุ้งซ่าน, คำนี้เป็นชื่อของสมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจะ.
ความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ ชื่อว่า ปริสุทธัตตะ - ความบริสุทธิ์,
ความบริสุทธิ์แห่งสมาธิ ชื่อว่า อวิกเขปปริสุทธัตตะ - ความบริสุทธิ์แห่ง
๑. สมาปัตตัฏฐญาณ, วิหารสมาปัตตัฏฐญาณ.

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 98 (เล่ม 68)

สมาธิอันไม่ฟุ้งซ่าน, ฉะนั้น อวิกเขปปริสุทธัตตา จึงมีอธิบายว่า
เพราะความเป็นแห่งความบริสุทธิ์ของสมาธิ. จริงอยู่คำนี้ เป็นตติยา-
วิภัตติบอกเหตุแห่งการตัดอาสวะได้ขาด และแห่งการให้ผลในลำดับ
แห่งตน. ในคำว่า อาสวสมุจฺเฉเท - ในการตัดอาสวะได้ขาด มี
วินิจฉัยดังต่อไปนี้
ธรรมชาติใดย่อมไหลไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อาสวะ,
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไหลไป คือย่อมเป็นไปทาง
ตาบ้าง ฯลฯ ทางใจบ้าง. อาสวะทั้งหลาย เมื่อว่าโดยธรรมย่อมไหลไป
จนกระทั่งถึงโคตรภู, หรือเมื่อว่าโดยโอกาสคือฐานภูมิอันเป็นที่อยู่ของ
สัตว์ ย่อมไหลไปจนกระทั่งถึงภวัคคภพ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อาสวะ,
อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายย่อมครอบงำทั้งธรรมนั้นด้วยทั้งโอกาสนั้น
ด้วยเป็นไป. จริงอยู่ อาอักษรนี้ มีอรรถว่ากระทำในภายใน.
เมรัยที่ชื่อว่า มทิระเป็นต้น ชื่อว่า อาสวะ เพราะเป็นเหมือน
ของดอง เพราะอรรถว่าดองอยู่นาน. จริงอยู่ เมรัยที่ชื่อว่า มทิระ
เป็นต้น เพราะดองอยู่นาน ในทางโลก ท่านย่อมเรียกว่า อาสวะ.
ก็ถ้าว่า ชื่อว่า อาสวะเพราะอรรถว่าดองอยู่นานไซร้ อาสวะเหล่านั้น
ก็ย่อมจะมีได้ สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชา
ย่อมไม่ปรากฏ, ในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่ได้มี

98