พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 49 (เล่ม 68)

ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า วิการ - ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ใน
คำเป็นต้นว่า
ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม๑ ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า คุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า
พุทธธรรม ๖๒ ... ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า
ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่า ธัมมปฏิสัมภิทา๓ ดังนี้.
ธมฺมศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า
ธาตุนั้น ตั้งอยู่แล ชื่อว่า ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม๔ ดังนี้.
ธมฺมศัพท์นี้นั้น พึงเห็นว่าลงในอรรถว่า ปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรม
ที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะ
ของตน, หรือ อันปัจจัยทรงไว้, หรือ ย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน.
หรือ ผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบาย
ทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตน ๆ. หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้
ด้วยจิต, ตามสมควร. แต่ในที่นี้ ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า อัน
ปัจจัยทั้งหลายของตน ทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อม
ตั้งขึ้น คือ ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น
๑. องฺ.ทสก. ๒๔/๑๐๗. ๒. ขุ.มหา. ๒๙/๒๓๑. ๓. อภิ.วิ. ๓๕๑๗๗๙.
๔. สํ.นิ. ๑๖/๖๑.

49
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 50 (เล่ม 68)

ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ธรรมฐิติ. คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,
ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่า ธัมมัฏฐิติญาณ.
ก็ ธัมมัฏฐิติญาณนี้ มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูป
ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร
เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ใน
สมาธิภาวนามยญาณแล้วกำหนดนามรูป.
หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูป
ววัตถามญาณ อย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่า ธัมมัฏฐิติญาณ
เล่า ? ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ล้วน
สำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัย
เกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการ
กำหนดปัจจัยได้. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณ
อันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้น สำเร็จแล้วในก่อน ก็ยอมเป็น
ญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่า ธัมมัฏฐิติญาณ นั่นแล.
หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา
ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมี
จิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า ? ตอบว่า เพราะ
สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.
สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

50
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 51 (เล่ม 68)

หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็น
แจ้งได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคี
บุคคลเมื่อเห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดย
ประการนั้น, ในกาลนั้น วิปัสสนา และสมถะ
เป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.
เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห
ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย
เป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่
ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้อง
ขวนขวายอยู่ตราบนั้น.
๕. อรรถกถาสัมมสนญาณุทเทส
ว่าด้วย สัมมสนญาณ
ชื่อว่า อดีต เพราะอรรถว่า ถึงแล้ว ถึงยิ่งแล้ว ก้าวล่วงแล้ว
ซึ่งสภาวะของตนหรือ ขณะมีอุปปาทขณะเป็นต้น, ชื่อว่า อนาคต
เพราะอรรถว่า ไม่ถึงแล้ว ไม่ถึงพร้อมแล้ว แม้ซึ่งสภาวะของตนและ
ขณะมีอุปาทขณะเป็นต้นทั้ง ๒ นั้น, ชื่อว่า ปัจจุบัน เพราะอรรถว่า

51
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 52 (เล่ม 68)

บรรลุแล้ว ถึงแล้ว เป็นไปแล้วเพราะอาศัยเหตุนั้น ๆ จนล่วงขณะมี
อุปาทขณะเป็นต้น ในคำนี้ว่า อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ
สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา. ในกาล ในขณะสืบต่อและในปัจจุบัน
ในที่นี้ประสงค์เอาปัจจุบันสันตติ คือปัจจุบันที่กำลังสืบต่อ. ปัญญา
ในการรวบรวมเอาธรรม คือขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน
เหล่านั้นเข้าไว้ในขันธ์หนึ่ง ๆ แล้วทำให้เป็นกองด้วยสามารถกลาปะ
คือหมวดหมู่แล้ว กำหนด วินิจฉัย ตัดสินได้.
ญาณคือปัญญาในการถูกต้อง เลือกเฟ้น เพ่งพินิจด้วยดี อธิบาย
ว่า ญาณในการพิจารณาในเบญจขันธ์โดยความเป็นหมวดหมู่ (กลาปะ)
ชื่อว่า สมฺมสเน ญาณํ แปลว่า ญาณในการพิจารณาเบญจขันธ์.
จริงอยู่ กลาปสัมมสนญาณนี้ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้
ธัมมัฏฐิติญาณเป็นเครื่องกำหนดปัจจัยของนามรูป ในลำดับแห่งนาม-
รูปววัตถานญาณ ยกแต่ละขันธ์ ๆ ที่กำหนดไว้แล้วในก่อนขึ้นสู่พระ-
ไตรลักษณ์แล้วเห็นแจ้งอยู่ โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยแห่งพระบาลี
เป็นต้นว่า
พระโยคีบุคคลกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต
อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม
ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 53 (เล่ม 68)

ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณประการ
หนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้. เป็นสัมมสนญาณ
ประการหนึ่ง, กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้ก็เป็นสัมม-
สนญาณประการหนึ่ง.๑
๖. อรรถกถาอุทยัพพยานุปัสสนาญาณุทเทส
ว่าด้วย อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ
คำว่า ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา
ความว่า ปัญญาในการเห็นความแปรไป คือความดับไปแห่งธรรมคือ
เบญจขันธ์ ในภายในที่เป็นปัจจุบันด้วยอำนาจสันตติ. จิตแม้กำหนด
ความเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ครั้นเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับไป
ดังนี้ ก็ชื่อว่าตั้งอยู่ในความแตกดับไปเหมือนกัน, เพราะฉะนั้น พึง
ทราบว่า การเกิดขึ้นแม้ไม่ได้กล่าวไว้แล้วก็เป็นอันกล่าวไว้เหมือนกัน.
อีกอย่างหนึ่ง การเกิดขึ้นแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นอันกล่าว
แล้วด้วยทัสนะ เพราะสำเร็จการเห็นความเกิดขึ้น.
๑. ขุ.ป. ๓๑/๙๙.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 54 (เล่ม 68)

จริงอยู่ เว้นอุทยะคือการเกิดขึ้นเสีย ความเกิดขึ้นแห่งธรรม
ทั้งหลาย ก็ย่อมไม่สำเร็จ, เพราะฉะนั้น แม้เมื่อไม่กล่าวว่า ปัญญา
ในการตามเห็นความเกิดขึ้นและความแปรไปแห่งปัจจุบันธรรมทั้งหลาย
ก็พึงทราบว่า เป็นอันกล่าวแล้วเหมือนกัน.
อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้บรรลุ
สัมมสนญาณ ตามที่กล่าวแล้วในลำดับว่า ก็การเห็นความเกิดขึ้น
ย่อมสำเร็จเพราะคำนั้นกำหนดตามพระบาลีว่า อุทยพฺพยานุปสฺสเน
ญาณํ แปลว่า ปัญญาในการตามเห็นการเกิดและความดับไป ดังนี้
แล้ว ก็กำหนดการเกิดขึ้นและความดับไปในสังขารธรรมที่กำลังปรากฏ
ในสัมมสนญาณนั่นเอง แล้วปรารภอุทยัพพยานุปัสสนาเพื่อทำการ
กำหนดสังขารธรรมทั้งหลาย. เพราะว่าญาณนั้น ท่านเรียกว่า อุทยัพ-
พยานุปัสสนา เพราะตามเห็นความเกิดและความดับ.
๗. อรรถกถาวิปัสสนาญาณุทเทส
ว่าด้วย วิปัสสนาญาณ
คำว่า อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ความว่า รู้ เห็น อารมณ์มี
รูปขันธ์เป็นต้น เพราะพิจารณาโดยความเป็นภังคะ คือแตกดับไป.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 55 (เล่ม 68)

คำว่า ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ ความว่า
ปัญญาใดรู้ในการตามเห็น ความดับ แห่งญาณที่เกิดขึ้นแล้วเพราะ
พิจารณาอารมณ์ของญาณนั้นโดยความเป็นภังคะ คือแตกดับไป, ญาณ
นั้น ท่านกล่าวว่า วิปสฺสเน ญาณํ แปลว่า ญาณในวิปัสสนา.
บทว่า วิปสฺสนา ได้แก่ เห็น เห็นแจ้ง โดยประการต่าง ๆ.
ปาฐะว่า อารมฺมณปฏิสงฺขา ดังนี้ก็มี.
เนื้อความแห่งวิปัสสนาญาณนั้นดังต่อไปนี้
คำว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความ
แตกดับไป เป็นวิปัสสนาญาณ ท่านกล่าวไว้แล้วเพราะพิจารณา
อารมณ์โดยนัยตามที่กล่าวแล้วว่า การพิจารณา การรู้ การเห็นซึ่ง
อารมณ์. ก็วิปัสสนาย่อมถึงยอดแห่งภังคานุปัสนานั่นแหละ เพราะ
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้เป็นพิเศษว่า วิปสฺสเน ญาณํ แปลว่า
ญาณในวิปัสสนา.
มัคคามัคคญาณทัสนะ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้อุทยัพ-
พยานุปัสสนาญาณ, เพราะฉะนั้น เมื่ออุทยัพพยานุปัสสนาสำเร็จแล้ว
มัคคามัคคญาณทัสนะนั้น ก็ย่อมสำเร็จด้วย คำนั้นท่านมิได้กล่าวไว้เลย
พึงทราบว่า ญาณมีวิปัสสนาเป็นยอด ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยภังคานุ-
ปัสสนาญาณ.

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 56 (เล่ม 68)

เมื่อสังขารทั้งหลายอันพระโยคีบุคคลผู้กำหนดซึ่งอุทยัพพยะ
อันตนเห็นแจ้งแล้วด้วยอุทยัพพยานุปัสสนาแล้ว ก็ปรากฏขึ้นโดยพลัน
ทีเดียว เมื่อญาณแก่กล้าอยู่ สติก็ละอุทยะความเกิด แล้วตั้งอยู่ในภังคะ
ความดับอย่างเดียว, ภังคานุปัสสนาญาณ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้
แก่พระโยคีบุคคลนั้น ผู้เห็นอยู่ว่า ธรรมดาสังขารธรรมทั้งหลาย
เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ก็ย่อมดับไปอย่างนี้
๘. อรรถกถาอาทีนวญาณุทเทส
ว่าด้วย อาทีนวญาณ
คำว่า ภยตูปฏฺฐเน ปญฺญา มีความว่า ปัญญาในการปรากฏ
ขึ้นแห่งอุปปาทะความเกิด ปวัตตะความเป็นไป นิมิตเครื่องหมาย อายู-
หนาการประมวลมา และปฏิสนธิการเกิดในภพใหม่ โดยความเป็นภัย
คือในการเข้าไปยึดถือว่ามีภัยปรากฏอยู่เฉพาะหน้า โดยการประกอบ
ด้วยความเบียดเบียนอยู่เนือง ๆ. ย่อมปรากฏโดยความเป็นภัย ฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภยตูปัฏฐาน คืออารมณ์. ปัญญา ในภยตูปัฏฐานนั้น. อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภยตูปัฏฐาน คือปัญญา เพราะอรรถว่า ปรากฏ
โดยความเป็นภัย คำนั้นย่อมเป็นคำอธิบาย อันท่านกล่าวแล้วว่า ภยตู-
ปัฏฐาน.

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 57 (เล่ม 68)

คำว่า อาทีนเว ญาณํ เป็นภุมมวจนะ คือสัตตมีวิภัตติ.
เพราะพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กล่าวไว้ว่า
ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏ
โดยความเป็นภัย ๑, อาทีนวญาณ ๑, นิพพิทา-
ญาณ ๑, มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญ-
ชนะเท่านั้น๑.
แม้จะกล่าวเพียงคำเดียว ( ญาณเดียว ) ก็ย่อมเป็นอันกล่าว
ทั้ง ๓ โดยประเภทแห่งการกำหนด ดุจมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น
ฉะนั้น แม้ไม่กล่าวว่า เมื่อภยตูปัฏฐานและอาทีนวานุปัสสนา สำเร็จ
แล้ว นิพพิทานุปัสสนา ก็ย่อมสำเร็จ ดังนี้ ก็พึงทราบว่า เป็น
อันกล่าวแล้วทีเดียว.
สังขารทั้งหลาย อันจำแนกไว้ในภพ ๓, กำเนิด ๔, คติ ๕,
วิญญาณฐิติ ๗, และสัตตาวาส ๙ ย่อมปรากฏเป็นมหาภัยแก่พระโยคี
บุคคลผู้เสพอยู่ เจริญอยู่ กระทำให้มากอยู่ซึ่งภังคานุปัสสนามีความ
ดับไปแห่งสังขารทั้งปวงเป็นอารมณ์ เหมือนอย่างสีหะ, เสือโคร่ง,
เสือเหลือง, หมี, เสือดาว, ยักษ์, รากษส, โคดุ, สุนัขดุ, ช้าง
ซับมันดุ, งูดุ, ฟ้าผ่า, ป่าช้า, สมรภูมิ, หลุมถ่านเพลิงที่คุกรุ่นเป็นต้น
๑. ขุ.ป. ๓๑/๕๐๗.

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ – หน้าที่ 58 (เล่ม 68)

ย่อมปรากฏเป็นภัยใหญ่แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่มีชีวิตอยู่เป็นสุข, ภยตู-
ปัฏฐานญาณ ย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะนี้ แก่พระโยคีบุคคลผู้เห็นอยู่ว่า
สังขารทั้งหลายในอดีตก็ดับไปแล้ว, ในปัจจุบันก็กำลังดับ, ถึงแม้ใน
อนาคตก็จักดับไปอย่างนี้เหมือนกัน
ในภพ, กำเนิด, คติ, ฐิติ, และสัตตาวาสทั่วทุกแห่งหน ที่
ต้านทาน ที่ซ่อนเร้น ที่ไป ที่พึ่ง ย่อมไม่ปรากฏเลยแก่พระโยคีบุคคล
ผู้เสพอยู่เจริญอยู่กระทำให้มากอยู่ ซึ่งภยตูปัฏฐานญาณนั้น, ความ
ปรารถนาก็ดี ความถือมั่นก็ดี ย่อมไม่มีในสังขารทั้งหลายอันมีใน ภพ,
กำเนิด, คติ, ฐิติ, นิวาสะ แม้สักสังขารเดียว, ภพทั้ง ๓ ปรากฏ
ดุจหลุมถ่านเพลิงที่เต็มด้วยถ่านเพลิงไม่มีเปลว, มหาภูตรูป ๔ ปรากฏ
ดุจอสรพิษที่มีพิษร้าย, ขันธ์ ๕ ปรากฏดุจเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบ,
อัชฌัตติกายตนะ ๖ ปรากฏดุจเรือนว่างเปล่า, พาหิรายตนะ ๖ ปรากฏ
ดุจโจรปล้นชาวบ้าน, วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ปรากฏดุจถูก
ไฟ ๑๑ กองลุกเผาอยู่โชติช่วง, สังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏแก่ผู้นั้น
เหมือนเป็นฝี, เป็นโรค, เป็นลูกศร, เป็นไข้, เป็นอาพาธ, ปราศจาก
ความแช่มชื่น, หมดรส, เป็นกองแห่งโทษใหญ่ เป็นเหมือนป่าชัฏที่มี
สัตว์ร้าย แม้จะตั้งขึ้นโดยอาการที่น่ารื่นรมย์แก่บุรุษผู้กลัวภัยใคร่จะมี
ชีวิตอยู่เป็นสุข เป็นเหมือนถ้ำที่มีภูเขาไฟพ่นอยู่, เป็นเหมือนสระน้ำ
ที่มีรากษสสิงสถิตอยู่ เป็นเหมือนข้าศึกที่กำลังเงื้อดาบขึ้น. เป็น

58