พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 489 (เล่ม 67)

[๖๕๘] นิพพานอันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ ไม่มี
อุปมาในที่ไหน ๆ ข้าพระองค์จักถึง (อนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุ) โดยแท้ ความสงสัยในนิพพานนี้มิได้มีแก่
ข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็น
ผู้มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้.
[๖๕๙] อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิ
ทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจาก
ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า นิพพานอันอะไร ๆ นำไปไม่ได้
ในอุเทศว่า อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ดังนี้.
คำว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ความว่า อันราคะ โทสะ โมหะ
ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความ
ตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือด้วย
ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง
ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง
นำไปไม่ได้ เป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็น
ธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้.
อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็น
เครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า นิพพาน อันไม่กำเริบ ในคำว่า อสงฺกุปฺปํ
ดังนี้.
ความเกิดขึ้นแห่งนิพพานใด ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพาน
นั้นมิได้มี ย่อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน

489
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 490 (เล่ม 67)

มั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ไม่กำเริบ.
[๖๖๐] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้
ได้แก่ นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา ไม่มีข้อ
เปรียบเทียบ ไม่มีสิ่งเสมอ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีอุปมา.
คำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ ในที่ไร ๆ ในที่
บางแห่ง ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาในที่ไหน ๆ.
[๖๖๑] คำว่า จักถึงโดยแท้ ในอุเทศว่า อทฺธา คมิสฺสามิ น
เมตฺถ กงฺขา ดังนี้ ความว่า จักถึง คือ จักบรรลุ ถูกต้อง ทำให้แจ้ง
โดยแท้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักถึงโดยแท้.
คำว่า ความสงสัยในนิพพานนั้นมิได้มีแก่ข้าพระองค์ ความว่า
ความสงสัย ความลังเลใจ ความไม่แน่ใจ ความเคลือบแคลง ในนิพพาน
นั้น มิได้มี คือ ไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ ความสงสัยนั้นอันข้าพระองค์
ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย
ไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์จักถึงโดยแท้ ความสงสัย
ในนิพพานนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์.
[๖๖๒] คำว่า ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นผู้มี
จิตน้อมไปอย่างนี้ ในอุเทศว่า เอวํ มํ ธาเรหิ อธิมุตฺตจิตฺตํ ดังนี้
ความว่า ขอพระองค์โปรดทรงกำหนดข้าพระองค์อย่างนี้.

490
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 491 (เล่ม 67)

คำว่า มีจิตน้อมไป ความว่า เป็นผู้เอนไปในนิพพาน โอนไป
ในนิพพาน เงื้อมไปในนิพพาน น้อมจิตไปในนิพพาน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่ามีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้
เพราะฉะนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
นิพพานอันอะไร ๆ นำไปไม่ได้ ไม่กำเริบ ไม่มี
อุปมาในที่ไหน ๆ ข้าพระองค์จักถึง (อนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุ) โดยแท้ ความสงสัยในนิพพานนี้มิได้มีแก่
ข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระองค์ ว่าเป็นผู้
มีจิตน้อมไปแล้วอย่างนี้.
จบปารายนวรรค
อรรถกถาโสฬสมาณวกปัญหานิทเทส
ต่อแต่นี้ไป พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะสรรเสริญเทศนา จึงได้กล่าว
คำมีอาทิว่า อิทมโวจ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนี้แล้ว ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทมโวจ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส
ปารายนสูตรนี้แล้ว. บทว่า ปริจาริกโสฬสนฺนํ คือ พราหมณ์ ๑๖ คน
พร้อมกับท่านปิงคิยะผู้เป็นบริวารของพาวรีพราหมณ์. หรือพราหมณ์
๑๖ คนผู้เป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะ. คือพราหมณ์นั้น
นั่นเอง. ณ ที่นั้นบริษัท ๑๖ นั่งข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย และ
ข้างขวา ๖ โยชน์ นั่งตรงไป ๑๒ โยชน์. บทว่า อชฺฌิฏฺโฐ ทูลเชื้อเชิญ

491
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 492 (เล่ม 67)

คือทูลวิงวอน. บทว่า อตฺถมญฺญาย รู้ทั่วถึงอรรถ คือรู้ทั่วถึงอรรถ
แห่งบาลี. บทว่า ธมฺมมญฺญาย รู้ทั่วถึงธรรม คือรู้ทั่วถึงธรรมแห่งบาลี.
บทว่า ปารายนํ เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้. มาณพทั้งหลาย เมื่อจะ
ประกาศชื่อของพราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า อชิโต ฯ ล ฯ พุทฺธเสฏฺฐ-
มุปาคมุํ มาณพทั้งหลาย คือ อชิตะ ฯ ล ฯ ได้พากันมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐที่สุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนจรณํ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจรณะ
ถึงพร้อมแล้ว คือผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยปาติโมกข์ศีลเป็นต้น อันเป็น
ปทัฏฐานแห่งนิพพาน. บทว่า อิสึ คือ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้.
บทว่า อุปาคมึสุ มาเฝ้า คือเข้าไปใกล้. บทว่า อุปสงฺกมึสุ
เข้ามาเฝ้า คือเข้าไปไม่ไกล. บทว่า ปยิรุปาสึสุ เข้ามานั่งใกล้ คือนั่ง
ในที่ใกล้. บทว่า ปริปุจฺฉึสุ คือ ทูลถามแล้ว. บทว่า ปริปญฺหึสุ คือ
สอบถามแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โจทยึสุ คือ สอบถาม. บทว่า
สีลาจารนิปฺผตฺติ คือ ความสำเร็จแห่งศีลและอาจาระอันสูงสุด. อธิบายว่า
ศีลสำเร็จด้วยมรรค. บทว่า คมฺภีเร ที่ลึก เป็นคำตรงกันข้ามกับความ
เป็นธรรมง่าย. บทว่า ทุทฺทเส เห็นได้ยาก คือชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึก
ไม่สามารถจะเห็นได้ง่าย. บทว่า ทุรนุโพเธ รู้ได้ยาก คือชื่อว่ารู้ได้ยาก
เพราะเห็นได้ยาก คือตรัสรู้ได้ยาก ไม่สามารถจะตรัสรู้ได้ง่าย. บทว่า
สนฺเต สงบ คือดับ. บทว่า ปณีเต ประณีต คือถึงความเป็นเลิศ
ทั้งสองบทนี้ท่านกล่าวหมายถึงโลกุตรธรรมอย่างเดียว. บทว่า อตกฺกา-
วจเร ไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยความตรึก คือไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยญาณเท่านั้น

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 493 (เล่ม 67)

บทว่า นิปุเณ คือ ละเอียดอ่อน. บทว่า ปณฺฑิตเวทนีเย คือ อัน
บัณฑิตผู้ปฏิบัติชอบพึงรู้ได้.
บทว่า โตเสสิ ทรงให้ยินดี คือให้ถึงความยินดี. บทว่า วิโตเสสิ
ให้ยินดียิ่ง คือให้เกิดโสมนัสหลาย ๆ อย่าง. บทว่า ปสาเทสิ ให้
เลื่อมใส คือได้ทำให้พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลื่อมใส. บทว่า อาราเธสิ
ให้พอใจ คือให้ยินดี ให้ถึงความสำเร็จ. บทว่า อตฺตมเน อกาสิ ทำให้
พอใจ คือทำให้เบิกบานด้วยโสมนัส.
ต่อไป บทว่า พฺรหฺมจริยมจรึสุ คือ ได้ประพฤติมรรคพรหมจรรย์.
เพราะฉะนั้น บทว่า ปารายนํ เป็นอันท่านกล่าวถึงทางแห่งนิพพาน
อันเป็นฝั่งแห่งมรรคพรหมจรรย์นั้น. พึงเชื่อมว่า ปารายนมนุภาสิสฺสํ
เราจักกล่าวปารายนสูตร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตร
แล้ว ชฎิล ๑๖,๐๐๐ คนได้บรรลุพระอรหัต. เทวดาและมนุษย์นับได้
๑๔ โกฏิ ที่เหลือได้ตรัสรู้ธรรม. สมดังที่โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
พระพุทธเจ้ายังเทวดาและมนุษย์ ๑๔ โกฏิ ให้บรรลุ
อมตธรรม ณ ปารายนสมาคม อันรื่นรมย์ที่ปาสาณกเจดีย์.
เมื่อจบพระธรรมเทศนา พวกมนุษย์มาจากที่นั้น ๆ ด้วยอานุภาพ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ปรากฏในคามและนิคมเป็นต้นของตนๆ แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุ ๑๖,๐๐๐ รูปแวดล้อม ก็ได้เสด็จไปยัง
กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น ท่านปิงคิยะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปบอกพาวรีพราหมณ์ ถึงการ
บังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า เพราะข้าพระองค์ปฏิญาณไว้แก่พาวรี-
พราหมณ์นั้น. ลำดับนั้น ท่านปิงคิยะได้รับอนุญาตจากพระผู้มีพระภาคเจ้า

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 494 (เล่ม 67)

แล้ว ได้ไปถึงฝั่งโคธาวรีด้วยยานพาหนะ แล้วจึงเดินไปด้วยเท้ามุ่งหน้า
ไปยังอาศรม. พาวรีพราหมณ์นั่งแลดูต้นทาง เห็นท่านปิงคิยะปราศจาก
หาบและชฎา เดินมาด้วยเพศของภิกษุ ก็สันนิษฐานเอาว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติแล้วในโลก จึงถามท่านปิงคิยะเมื่อไปถึงแล้วว่า พระพุทธเจ้า
ทรงอุบัติแล้วในโลกหรือ. ท่านปิงคิยะตอบว่า ถูกแล้วพราหมณ์ พระ-
พุทธเจ้าประทับนั่ง ณ ปาสาณกเจดีย์ ทรงแสดงธรรมแก่พวกเรา. พาวรี-
พราหมณ์บอกว่า ข้าพเจ้าจักฟังธรรมของท่าน. ลำดับนั้นพาวรีพราหมณ์
พร้อมด้วยบริษัท บูชาท่านปิงคิยะด้วยสักการะเป็นอันมาก แล้วให้
ปูอาสนะ. ท่านปิงคิยะนั่งบนอาสนะนั้นแล้วกล่าวคำเป็นอาทิว่า ปารายน-
มนุคายิสฺส ข้าพเจ้าจักขับตามเพลงขับ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคายิสฺสํ คือ ข้าพเจ้าจักขับตามเพลง
ขับของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ยถา อทฺทกฺขิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงเห็นอย่างใด คือทรงเห็นเองด้วยการตรัสรู้จริง และด้วยญาณอันไม่
ทั่วไป. บทว่า นิกฺกาโม มิได้มีกาม คือละกามได้แล้ว. ปาฐะว่า
นิกฺกโม บ้าง. คือมีความเพียร. หรือออกจากธรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล.
บทว่า นิพฺพโน มิได้มีป่า คือปราศจากป่าคือกิเลส หรือปราศจากตัณหา
นั่นเอง. บทว่า กิสฺส เหตุ มุสา ภเณ บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุอะไร
ท่านปิงคิยะแสดงว่า บุคคลพึงพูดเท็จด้วยกิเลสเหล่าใด บุคคลนั้นละกิเลส
เหล่านั้นเสีย. ท่านปิงคิยะยังความอุตสาหะในการฟังให้เกิดแก่พราหมณ์
ด้วยบทนี้.
บทว่า อมโล ไม่มีมลทิน คือปราศจากมลทินคือกิเลส. บทว่า
วิมโล หมดมลทิน คือมีมลทินคือกิเลสหมดไป. บทว่า นิมฺมโล ไร้มลทิน

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 495 (เล่ม 67)

คือบริสุทธิ์จากมลทินคือกิเลส. บทว่า มลาปคโต ปราศจากมลทิน
คือเที่ยวไปไกลจากมลทินคือกิเลส. บทว่า มลวิปฺปหีโน ละมลทิน คือ
ละมลทินคือกิเลส. บทว่า มลวิปฺปมุตฺโต พ้นแล้วจากมลทิน คือพ้น
แล้วจากกิเลส. บทว่า สพฺพมลวีติวตฺโต ล่วงมลทินทั้งปวงได้แล้ว คือ
ล่วงมลทินคือกิเลสทั้งปวงมีวาสนาเป็นต้น. บทว่า เต วนา ป่าเหล่านั้น
คือกิเลสดังได้กล่าวแล้วเหล่านั้น.
บทว่า วณฺณูปสญฺหิตํ คือ ประกอบด้วยคุณ. บทว่า สจฺจวฺหโย
มีพระนามจริง คือประกอบด้วยพระนามจริงที่เรียกกันว่า พุทฺโธ ดังนี้.
บทว่า พฺรหฺเม คือ เรียกพราหมณ์นั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โลโก ชื่อว่า โลก เพราะอรรถว่าสลายไป.
บทว่า เอโก โลโก ภวโลโก โลกหนึ่ง ได้แก่โลกคือภพ คือวิบาก
อันเป็นไปในภูมิ ๓. ชื่อว่า ภพ เพราะมีวิบากนั้น. โลกคือภพนั่นแล
ชื่อว่า ภวโลก. ในบทว่า ภวโลโก จ สมฺภวโลโก จ นี้ โลกหนึ่งๆ
มีอย่างละสอง ๆ. ภวโลกมีสองอย่าง ด้วยอำนาจแห่งสัมปัตติภพและ
วิปัตติภพ. แม้สัมภวโลกก็มีสอง คือสัมปัตติสมภพและวิปัตติสมภพ.
ในโลกเหล่านั้น โลกคือสัมปัตติภพ ได้แก่ สุคติโลก. ชื่อว่า สัมปัตติ
เพราะโลกนั้นดี เพราะมีผลที่น่าปรารถนา. ชื่อว่า ภพ เพราะมี เพราะเป็น.
ภพ คือสัมปัตตินั่นแล ชื่อว่า สัมปัตติภพ. โลกนั้นนั่นแล ชื่อว่า โลกคือ
สัมปัตติภพ. โลกคือสัมปัตติสมภพ ได้แก่ กรรมที่ให้เข้าถึงสุคติ.
ชื่อว่า สมภพ เพราะมีผลเกิดจากกรรมนั้น. การเกิดขึ้นแห่งสมบัติ
ชื่อว่าสัมปัตติสมภพ. โลกคือสัมปัตติสมภพนั่นแล ชื่อว่าโลกคือ
สมบัติสมภพ.

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 496 (เล่ม 67)

โลกคือวิปัตติภพ ชื่อว่า อบายโลก. จริงอยู่ อบายโลกนั้น ชื่อว่า
วิปัตติ เพราะโลกนั้นน่าเกลียด เพราะมีผลที่ไม่น่าปรารถนา. ชื่อว่าภพ
เพราะมีเพราะเป็น ภพคือวิบัตินั้นแล ชื่อว่า วิปัตติภพ. โลกคือวิปัตติภพ
นั่นแล ชื่อว่าโลกคือวิปัตติภพ. โลกคือวิปัตติสมภพ ได้แก่ กรรมที่ให้
เข้าถึงอบาย. จริงอยู่ กรรมที่ให้เข้าถึงอบายนั้น ชื่อว่า สมภพ เพราะ
มีผลเกิดจากกรรมนั้น. ความสมภพแห่งวิบัติ ชื่อว่า วิปัตติสมภพ. โลกคือ
วิปัตติสมภพนั่นแล ชื่อว่า โลกคือวิบัติสมภพ. บทว่า ติสฺโส เวทนา
คือเวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุก มสุขเวทนา ๑
เป็นโลกิยะเท่านั้น. บทว่า อาหารา อาหารคือปัจจัย.
จริงอยู่ ปัจจัยเรียกว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งผลของตน. อาหาร
มี ๔ คือ กวฬิงการาหาร ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๑
วิญญาณาหาร ๑.
ชื่อว่า กวฬิงจการะ เพราะควรทำให้เป็นคำด้วยวัตถุ. ชื่อว่า อาหาร
เพราะควรกลืนกินได้. บทนี้เป็นชื่อของโอชะอันเป็นวัตถุมีข้าวสุก และ
ขนมเป็นต้น. โอชานั้นชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งรูปทั้งหลายอันมี
โอชะเป็นที่ ๘.
ผัสสะ ๖ อย่าง มีจักษุสัมผัสเป็นต้น ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมา
ซึ่งเวทนา ๓.
ชื่อว่า มโนสัญเจตนา เพราะเป็นสัญเจตนาของใจ ไม่ใช่ของสัตว์.
เหมือนเอกัคคตาของจิต หรือว่าสัญเจตนาที่สัมปยุตกับใจ ชื่อว่า
มโนสัญเจตนา. เหมือนรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย. คือกุศลเจตนาและ
อกุศลเจตนาอันเป็นไปในภูมิ ๓. ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งภพ ๓.

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 497 (เล่ม 67)

บทว่า วิญฺญาณํ คือ ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ ประเภท. วิญญาณนั้น
ชื่อว่า อาหาร เพราะนำมาซึ่งนามรูปในขณะปฏิสนธิ.
บทว่า อุปาทานกฺขนฺธา คือ ขันธ์อันเกิดจากอุปาทาน ชื่อว่า
อุปาทานขันธ์. พึงเห็นว่าเป็นศัพท์ที่ลบคำในท่ามกลางเสีย. หรือขันธ์
ทั้งหลายมีเพราะอุปาทาน ชื่อว่า อุปาทานขันธ์. เหมือนไฟเกิดแต่หญ้า
ไฟเกิดแต่แกลบ. หรือขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ชื่อว่า
อุปาทานขันธ์. เหมือนบุรุษของพระราชา (ราชบุรุษ). หรือขันธ์ทั้งหลาย
มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ชื่อว่า อุปาทานขันธ์. เหมือนดอกของต้นไม้
ผลของต้นไม้.
อนึ่ง อุปาทานมี ๔ คือกามุปาทาน ถือมั่นกาม ๑ ทิฏฐุปาทาน
ถือมั่นทิฏฐิ ๑ สีลัพพตุปาทาน ถือมั่นศีลและพรต ๑ อัตตวาทุปาทาน
ถือมั่นวาทะว่าตน ๑. แต่โดยอรรถ ชื่อว่า อุปาทาน เพราะการถือไว้
อย่างมั่นคง.
อุปาทานขันธ์มี ๕ คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญู-
ปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์.
บทว่า ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ คือ
จักขวายตนะ โสดายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ.
วิญญาณฐิติ ๗ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. โลกธรรม ๘ ก็เหมือนกัน.
โลกธรรม ๘ เหล่านี้ คือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา
สรรเสริญ สุข ทุกข์ ชื่อว่า โลกธรรม เพราะเมื่อโลกยังเป็นไปอยู่
ธรรมเหล่านี้ก็หมุนเวียนไปตามโลก. ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายไม่พ้นไปจาก
โลกธรรมเหล่านั้นได้. ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 498 (เล่ม 67)

โลกธรรม ๘ เหล่านี้ย่อมเป็นไปตามโลก และโลกก็ย่อมเป็นไปตามโลก.
ธรรม ๘ เหล่านี้ โลกธรรม ๘ คืออะไร คือ ลาภ เสื่อมลาภ ฯ ล ฯ สุข
และทุกข์. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุปริวตฺตนฺติ คือ ย่อมติดตาม ไม่ละ.
อธิบายว่า ไม่กลับออกไปจากโลก. บทว่า ลาโภ ลาภของบรรพชิต
มีจีวรเป็นต้น ของคฤหัสถ์มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น. เมื่อไม่ได้ลาภ
นั้น ก็ชื่อว่า เสื่อมลาภ. ท่านกล่าวว่าไม่มีลาภ ชื่อว่า เสื่อมลาภ ไม่พึง
กำหนดเอาแค่ถึงความไม่มีประโยชน์. บทว่า ยโส คือ บริวารยศ.
เมื่อไม่ได้บริวารยศนั้น ชื่อว่า เสื่อมยศ. บทว่า นินฺทา คือ กล่าวโทษ.
บทว่า ปสํสา คือ กล่าวถึงคุณ. บทว่า สุขํ ได้แก่ กายิกสุข คือสุข
ทางกาย และเจตสิกสุข คือสุขทางใจ ของเหล่ากามาวจรบุคคลทั้งหลาย.
บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจของปุถุชน พระโสดาบัน
และพระสกทากามี. พระอนาคามีและพระอรหันต์ มีทุกข์ทางกายเท่านั้น.
บทว่า สตฺตาวาสา คือ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า
ที่เป็นที่อยู่. ที่อยู่เหล่านั้นเหมือนขันธ์ทั้งหลายที่ประกาศไว้แล้ว . ใน
วิญญาณฐิติ ๗ กับด้วยอสัญญสัตตภูมิ ๑ และเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ๑
จึงเป็นสัตตาวาส ๙. บทว่า ทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ คือ
จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ
ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ. บทว่า ทฺวาทสา-
ยตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๐ กับด้วยมนายตนะ ๑ และธรรมายตนะ ๑.
บทว่า อฏฺฐารส ธาตุโย ได้แก่ ธาตุ ๑๘ เพราะกระทำธาตุหนึ่ง ๆ ให้
เป็นอย่างละ ๓ ๆ คือจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ จนถึงมโนธาตุ
ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ.

498