พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 469 (เล่ม 67)

ดูก่อนปิงคิยะ ท่านอยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าผู้โคตม
พระองค์นั้น ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระ-
ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่งหรือหนอ.
[๖๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี-
บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตรัสหา
อันไม่มีอันตรายแก่ท่าน นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหน ๆ.
[๖๑๐] คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เต ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระ-
สัพพัญญูในธรรมนั้น และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ชำนาญ ในพลธรรม
ทั้งหลาย.
คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์อันงาม
ในเบื้องต้น ฯ ล ฯ และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม... แก่ท่าน.
[๖๑๑] คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย
กาล ความว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ... อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้
เฉพาะตน ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ... มิได้มีกาล
อื่นคั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 470 (เล่ม 67)

มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร... ย่อมไม่ได้ในปรโลก
ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล.
[๖๑๒] รูปตัณหา... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า
ตณฺหกขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา...
เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลส ขันธ์และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่าอันตราย ในบทว่า
อนีติกํ ดังนี้ เป็นที่ละ ... เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็น
ที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย.
[๖๑๓] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า ยสฺส นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้
ได้แก่ นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา... ไม่ประจักษ์.
คำว่า ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ ... หรือทั้งภายในและภายนอก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพานไม่มีอุปมาในที่ไหน เพราะเหตุนั้น
พาวรีพราหมณ์จึงกล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี-
บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา
อันไม่มีอันตรายแก่ท่าน นิพพานมิได้มีอุปมาในที่ไหน ๆ.
[๖๑๔] ท่านพราหมณ์ อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ผู้โคดม ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ
มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่ง.
[๖๑๕] คำว่า อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 471 (เล่ม 67)

ความว่า อาตมามิได้อยู่ปราศ คือ มิได้หลีกไป มิได้ไปปราศ มิได้เว้น
จากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมามิได้อยู่
ปราศจากพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
[๖๑๖] คำว่า ท่านพราหมณ์... แม้ครู่หนึ่ง ความว่า แม้ครู่หนึ่ง
ขณะหนึ่ง พักหนึ่ง ส่วนหนึ่ง วันหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ครู่
หนึ่ง พระปิงคิยเถระเรียกพาวรีพราหมณ์ผู้เป็นลุงด้วยความเคารพว่า ท่าน
พราหมณ์.
[๖๑๗] คำว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ ความว่า
ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ... มีปัญญาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ.
[๖๑๘] แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ ในอุเทศว่า โคตมา ภูริเมธสา
ดังนี้ พระโคดมประกอบด้วยปัญญาอันไพบูลย์กว้างขวางเสมอด้วยแผ่นดิน
ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม
สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป... ทรง
ประกอบด้วยปัญญาเป็นเมธานี้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้
แล้ว จึงชื่อว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ผู้โคดมซึ่งมีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระปิงคิย-
เถระจึงกล่าวว่า
ท่านพราหมณ์ อาตมามิได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า
ผู้โคดม ซึ่งมีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ มีพระปัญญา
กว้างขวางดังแผ่นดิน แม้ครู่หนึ่ง.

471
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 472 (เล่ม 67)

[๖๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี-
บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา
อันไม่มีอันตรายแก่อาตมา นิพพานมิได้มีอุปมาในที่
ไหน ๆ
[๖๒๐] คำว่า โย ในอุเทศว่า โย เม ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความ
ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสยัมภู ... และทรงถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้
ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย.
คำว่า ธมฺมํ ในอุเทศว่า ธมฺมมเทเสสิ ดังนี้ ความว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ... ทรงประกาศแล้วซึ่งพรหมจรรย์ อันงามใน
เบื้องต้น ... และปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงแล้วซึ่งธรรม แก่อาตมา.
[๖๒๑] คำว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วย
กาล ความว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ... อันวิญญูชนทั้งหลาย
พึงรู้เฉพาะตน ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึง
เห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ในภพนี้ ... มิได้มีกาล
อื่นคั่น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล.
มนุษย์ทั้งหลายลงทุนทรัพย์ตามกาลอันควร ... ย่อมไม่ได้ในปรโลก
ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อันธรรมจารีบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล.

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 473 (เล่ม 67)

[๖๒๒] รูปตัณหา... ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า
ตณฺหกฺขยมนีติกํ ดังนี้. คำว่า ตณฺหกฺขยํ ความว่า เป็นที่สิ้นตัณหา...
เป็นที่สิ้นวัฏฏะ กิเลส ขันธ์และอภิสังขาร ท่านกล่าวว่าอันตราย ในบทว่า
อนีติกํ ดังนี้ เป็นที่ละ ... เป็นอมตนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เป็นที่สิ้นตัณหา ไม่มีอันตราย.
[๖๒๓] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า นตฺถิ อุปมา กฺวจิ ดังนี้ ได้แก่
นิพพาน. คำว่า ไม่มีอุปมา ความว่า ไม่มีอุปมา... ไม่ประจัก ษ์. คำว่า
ในที่ไหน ๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ... หรือทั้งภายในและภายนอก เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า นิพพาน ไม่มีอุปมาในที่ไหนๆ เพราะเหตุนั้น พระ-
ปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม อันธรรมจารี-
บุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นที่สิ้นตัณหา
อันไม่มีอันตรายแก่อาตมา นิพพานมิได้มีอุปมาในที่
ไหน ๆ.
[๖๒๔] ท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์
นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาท
ตลอดคืนและวัน นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน อาตมา
ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแล.
[๖๒๕] คำว่า อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยใจ
เหมือนเห็นด้ายจักษุ ความว่า บุรุษผู้มีนัยน์ตาพึงแลเห็น มองเห็น แลดู

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 474 (เล่ม 67)

ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งรูปทั้งหลาย ฉันใด อาตมาแลเห็น มองเห็น
แลดู ตรวจดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ฉันนั้น
เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์
นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ.
[๖๒๖] คำว่า ท่านพราหมณ์... เป็นผู้ไม่ประมาท ตลอดคืน
และวัน ความว่า เมื่ออาตมาอบรมด้วยใจ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทตลอด
คืนและวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพราหมณ์... เป็นผู้ไม่ประมาท
ตลอดคืนและวัน.
[๖๒๗] คำว่า นมัสการอยู่ ในอุเทศว่า นมสฺสมาโน วิสสามิ
รตฺตึ ดังนี้ ความว่า นมัสการ สักการะ เคารพ นับถือ บูชาอยู่ ด้วย
กายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง ด้วยจิตบ้าง ด้วยการปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์
บ้าง ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมบ้าง ย่อมอยู่ คือ ยับยั้งอยู่
ตลอดคืนและวัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นมัสการอยู่ตลอดคืนและ
วัน.
[๖๒๘] คำว่า ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั่น-
แหละ ความว่า เมื่ออาตมาเจริญด้วยพุทธานุสสตินั้น จึงสำคัญพระพุทธ-
เจ้าพระองค์นั้นว่า เป็นผู้ไม่อยู่ปราศ คือ เป็นผู้ไม่อยู่ปราศแล้ว คือ
อาตมารู้ ทราบ รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ชัด อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อาตมาย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแหละ เพราะเหตุ
นั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
ท่านพราหมณ์ อาตมาย่อมเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์
นั้นด้วยใจ เหมือนเห็นด้วยจักษุ อาตมาเป็นผู้ไม่ประมาท

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 475 (เล่ม 67)

แล้วตลอดคืนและวัน นมัสการอยู่ตลอดคืนและวัน อาตมา
ย่อมสำคัญการไม่อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้านั้นนั่นแหละ.
[๖๒๙] ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา ปีติ มนะและสติ ย่อม
ไม่หายไปจากศาสนาของพระโคดม พระโคดมผู้มีพระ-
ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมเสด็จไปสู่ทิศใด ๆ
อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่นแหละ.
[๖๓๐] ความเชื่อ ความเชื่อถือ ความกำหนด ความเลื่อมใสยิ่ง
ศรัทธา สัทธินทรีย์ สัทธาพละ ที่ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า
ศรัทธา ในอุเทศว่า สทฺธา จ ปีติ จ มโน สติ จ ดังนี้ ความอิ่มใจ
ความปราโมทย์ ความเบิกบานใจ ความยินดี ความปลื้มใจ ความเป็น
ผู้มีอารมณ์สูง ความเป็นผู้มีใจสูง ความที่จิตผ่องใสยิ่ง ปรารภถึง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ปีติ. จิต ใจ มนัส หทัย ปัณฑระ มโน
มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกัน
ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่ามโน. ความระลึกถึง ฯ ล ฯ ความ
ระลึกชอบ ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สติ. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ศรัทธา ปีติ มนะและสติ.
[๖๓๑] คำว่า ธรรมเหล่านี้ ย่อมไม่หายไปจากศาสนาของพระ-
โคดม ความว่า ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมไม่หายไป ไม่ปราศไป ไม่ละ
ไป ไม่พินาศไป จากศาสนาของพระโคดม คือจากศาสนาของพระพุทธ-
เจ้า ศาสนาของพระชินเจ้า ศาสนาของพระตถาคต ศาสนาของพระ-

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 476 (เล่ม 67)

อรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่หายไปจากศาสนา
ของพระโคดม.
[๖๓๒] คำว่า สู่ทิศใด ๆ ในอุเทศว่า ยํ ยํ ทิสํ วิชฺวติ ภูริ-
ปญฺโญ ดังนี้ ความว่า พระโคดมเสด็จอยู่ คือ เสด็จไป ทรงก้าวไป
เสด็จดำเนินไป สู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ หรือทิศเหนือ.
คำว่า ภูริปญฺโญ ความว่า มีปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มีปัญญา
ใหญ่ มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาหนา มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาเร็ว
มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโคดมมีพระปัญญา
กว้างขวางดังแผ่นดิน เสด็จไปสู่ทิศใด ๆ.
[๖๓๓] คำว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่น-
แหละ ความว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศาภาคที่พระพุทธเจ้า
ประทับอยู่นั้นๆ คือ เป็นผู้มีใจเอนไปในทิศนั้น มีใจโอนไปในทิศนั้น
มีใจเงื้อมไปในทิศนั้น น้อมใจไปในทิศนั้น มีทิศนั้นเป็นใหญ่ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า อาตมานั้นเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่นแหละ
เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
ธรรมเหล่านั้น คือ ศรัทธา ปีติ มนะและสติ ย่อม
ไม่หายไปจากศาสนาของพระโคดม พระโคดมผู้มีปัญญา
กว้างขวางดังแผ่นดิน ย่อมเสด็จไปสู่ทิศใด ๆ อาตมา
นั้นย่อมเป็นผู้นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ นั่นแหละ.
[๖๓๔] กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพล ไม่ได้ไป
ในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล แต่อาตมาย่อม

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 477 (เล่ม 67)

ถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริถึง ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมา
นี่แหละ ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับอยู่นั้น.
[๖๓๕] คำว่า ผู้แก่แล้ว ในอุเทศว่า ชิณฺณสฺส เม ทุพฺพล-
ถามกสฺส ดังนี้ ความว่า ผู้แก่ ผู้เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาล ผ่านวัยไป
โดยลำดับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แก่แล้ว.
คำว่า มีเรี่ยวแรงทุรพล ความว่า มีเรี่ยวแรงถอยกำลัง มีเรี่ยวแรง
น้อย มีเรี่ยวแรงนิดหน่อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ของอาตมาผู้แก่แล้ว
มีเรี่ยวแรงทุรพล.
[๖๓๖] คำว่า กาย. . . ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับ
นั้นนั่นแล ความว่า กายไม่ได้ไป คือไม่ไปข้างหน้า ไม่ไปถึง ไม่ได้เข้า
ไปใกล้ยังสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กาย . . .
ไม่ได้ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล.
[๖๓๗] คำว่า ย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริ ความว่า ย่อม
ไป ย่อมถึง ย่อมเข้าไปใกล้ ด้วยการไปด้วยความดำริถึง ด้วยการไป
ด้วยความตรึกถึง ด้วยการไปด้วยญาณ ด้วยการไปด้วยปัญญา ด้วยการ
ไปด้วยความรู้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมไปถึงเป็นนิตย์ด้วยความ
ดำริ.
[๖๓๘] จิต ใจ มนัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์
วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุอันสมกัน ชื่อว่า มนะ ในอุเทศ
ว่า มโน หิ เม พฺราหฺมณ เตน ยุตฺโต ดังนี้.
คำว่า ท่านพราหมณ์. . .ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับนั้น
ความว่า ใจของอาตมาประกอบ ประกอบดีแล้วด้วยทิศที่พระพุทธเจ้า

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 478 (เล่ม 67)

ประทับอยู่นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านพราหมณ์ ใจของอาตมา
นี่แหละประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับนั้น เพราะเหตุนั้น พระปิงคิย-
เถระจึงกล่าวว่า
กายของอาตมาผู้แก่แล้ว มีเรี่ยวแรงทุรพลย่อมไม่ได้
ไปในสำนักที่พระพุทธเจ้าประทับนั้นนั่นแล แต่อาตมา
ย่อมถึงเป็นนิตย์ด้วยความดำริถึง ท่านพราหมณ์ ใจของ
อาตมานี่แหละ ประกอบแล้วด้วยทิศาภาคที่ประทับอยู่นั้น.
[๖๓๙ ] อาตมานอนในเปือกตมดิ้นรนอยู่ แล่นไปแล้วสู่ที่พึ่ง
แต่ที่พึ่ง ภายหลังได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว
มิได้มีอาสวะ.
[๖๔๐] คำว่า นอนในเปือกตม ในอุเทศว่า ปงฺเก สยาโน
ปริผนฺทมาโน ดังนี้ ความว่า นอนอาศัยพลิกไปมาในเปือกตมคือกาม
ในหล่มคือกาม ในกิเลสคือกาม ในเบ็ดคือกาม ในความเร่าร้อนเพราะ
กาม ในความกังวลเพราะกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นอนในเปือกตม.
คำว่า ดิ้นรนอยู่ ความว่า ดิ้นรนอยู่ด้วยความดิ้นรนเพราะตัณหา
ด้วยความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรน
เพราะประโยค ด้วยความดิ้นรนเพราะวิบาก ด้วยความดิ้นรนเพราะทุจริต
กำหนัดแล้วดิ้นรนเพราะราคะ ขัดเคืองแล้วดิ้นรนเพราะโทสะ หลงแล้ว
ดิ้นรนเพราะโมหะ มานะผูกพันแล้วดิ้นรนอยู่เพราะมานะ ถือมั่นแล้ว
ดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ถึงความฟุ้งซ่านแล้วดิ้นรนเพราะอุทธัจจะ ถึงความ
ไม่ตกลงแล้วดิ้นรนเพราะวิจิกิจฉา ไปโดยเรี่ยวแรงแล้วดิ้นรนเพราะ

478