พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 449 (เล่ม 67)

แสดง พึงบัญญัติคำเท็จเพราะเหตุอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงพูด
เท็จเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
ข้าพระองค์จักขับตามเพลงขับ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ปราศจากมลทิน มีพระปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน มิได้
มิกาม มิได้มีป่า เป็นนาค (ได้ทรงเห็นแล้วอย่างใด ตรัส
บอกแล้วอย่างนี้) บุคคลพึงพูดเท็จเพราะเหตุอะไร.
[๕๗๖] ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วย
คุณ แถ่พระองค์ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรง
ละความถือตัวและความลบหลู่.
[๕๗๗] คำว่า มลทิน ในอุเทศว่า ปหีนมลโมหสฺส ดังนี้ ความว่า
ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริตทั้งปวงเป็นมลทิน.
คำว่า ความหลง ความว่า ความไม่รู้ในทุกข์ ฯ ล ฯ อวิชชาเป็น
ดังลิ่มสลัก โมหะ อกุศลมูล นี้ท่านกล่าวว่า โมหมลทินและความหลง
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้
มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป
เป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า
ทรงละมลทินและความหลงเสียแล้ว. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงละ
มลทินและความหลงเสียแล้ว.
[๕๗๘] ความถือตัว ในคำว่า มานะ ในอุเทศว่า มานมกฺขปฺ-
ปหายีโน ดังนี้ โดยอาการอย่างหนึ่ง คือ ความพองแห่งจิต.

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 450 (เล่ม 67)

ความถือตัวโดยอาการ ๒ อย่าง คือ ความถือตัวในการยกตน ๑
ความถือตัวในการข่มผู้อื่น ๑
ความถือตัวโดยอาการ ๓ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่า
เขา ๑ เราเสมอเขา ๑ เราเลวกว่าเขา ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๕ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด
เพราะลาภ ๑ เพราะยศ ๑ เพราะสรรเสริญ ๑ เพราะสุข ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๕ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิดว่า
เราเป็นผู้ได้รูปที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้เสียงที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้กลิ่น
ที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้รสที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๖ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด
เพราะความถึงพร้อมแห่งตา ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งหู ๑ เพราะ
ความถึงพร้อมแห่งจมูก ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งลิ้น ๑ เพราะความ
ถึงพร้อมแห่งกาย ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งใจ ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๗ อย่าง คือ ความถือตัว ๑ ความถือตัว
จัด ๑ ความถือตัวเกินกว่าความถือตัว ๑ ความดูหมิ่น ๑ ความดูแคลน ๑
ความถือตัวว่าเรามี ๑ ความถือตัวผิด ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๘ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด
เพราะลาภ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมลาภ ๑ ให้ความถือตัว
เกิดเพราะยศ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมยศ ๑ ให้ความถือ
ตัวเกิดเพราะความสรรเสริญ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความนินทา ๑
ให้ความถือตัวเกิดเพราะสุข ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะทุกข์ ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๙ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่า

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 451 (เล่ม 67)

เขาที่ดี ๑ เราเสมอกับเขาที่ดี ๑ เราเลวกว่าเขาที่ดี ๑ เราดีกว่าเขาที่เสมอ
กัน ๑ เราเสมอกับเขาที่เสมอกัน ๑ เราเลวกว่าเขาที่เสมอกัน ๑ เราดีกว่า
เขาที่เลว ๑ เราเสมอกับเขาที่เลว ๑ เราเลวกว่าเขาที่เลว ๑.
ความถือตัวโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้
ให้ความถือตัวเกิดขึ้นเพราะกำเนิดบ้าง เพราะโคตรบ้าง เพราะความเป็น
บุตรแห่งสกุลบ้าง เพราะความเป็นผู้มีผิวพรรณงามบ้าง เพราะทรัพย์บ้าง
เพราะความเชื้อเชิญบ้าง เพราะบ่อเกิดแห่งการงานบ้าง เพราะบ่อเกิด
แห่งศิลปะบ้าง เพราะฐานแห่งวิชชาบ้าง เพราะการศึกษาเล่าเรียนบ้าง
เพราะปฏิภาณบ้าง เพราะวัตถุอื่นบ้าง, ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ความ
เป็นผู้ถือตัว ความพองจิต ความมีมานะดังว่าไม้อ้อสูง มานะดังธงชัย
มานะอันเป็นเหตุให้ยกย่อง ความที่มีจิตใคร่ดังธงนำหน้า นี้ท่านกล่าวว่า
ความถือตัว.
ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ กรรมอันประกอบ
ด้วยความแข็งกระด้าง นี้ท่านกล่าวว่าความลบหลู่ในคำว่า มักขะ ดังนี้
ความถือตัวและความลบหลู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว
ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้น
ต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึง
ชื่อว่า ทรงละความถือตัวและความลบหลู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรง
ละความถือตัวและความลบหลู่.
[๕๗๙] คำว่า หนฺทาหํ ในอุเทศว่า หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ
วณฺณูปสญฺหิตํ ดังนี้ เป็นบทสนธิ ฯลฯ คำว่า หนฺท นี้เป็นไปตาม
ลำดับบท.

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 452 (เล่ม 67)

คำว่า กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า จักระบุ คือ จักแสดง... จัก
ประกาศซึ่งถ้อยคำ วาจา คำเป็นคลอง คำที่ควรเปล่ง อันเข้าไป เข้า
ไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยคุณ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบ
ด้วยคุณ เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า
ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วย
คุณ แก่พระองค์ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรง
ละความถือตัวและความลบหลู่.
[๕๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุทรง
บรรเทาความมืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวงแล้ว
ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ทั้งหมดแล้ว มีพระนามจริง
เป็นผู้ประเสริฐอันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว.
[๕๘๑] คำว่า ทรงบรรเทาความมืด ในอุเทศว่า ตโมนุโท
พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรเทา ทรง
กำจัด ทรงละ ทรงบรรเทาให้พินาศ ทรงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี
ซึ่งความมืดคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อันทำ
ให้บอด ทำให้ไม่มีจักษุ ทำให้ไม่มีญาณอันดับปัญญา เป็นฝ่ายความลำบาก
ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงบรรเทาความมืด.
คำว่า พุทฺโธ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ พระนามว่า
พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. สัพพัญญุตญาณท่านกล่าวว่าสมันตจักษุ

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 453 (เล่ม 67)

ในคำว่า ผู้มีพระสันมัตจักษุ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่า
มีพระสมันตจักษุ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ
ทรงบรรเทาความมืด.
[๕๘๒] คำว่า โลก ในอุเทศว่า โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้
คือ โลก ๑ ได้แก่โลกคือภพ. โลก ๒ คือ ภวโลกเป็นสมบัติ ๑ ภวโลก
เป็นวิบัติ ๑. โลก ๓ คือ เวทนา ๓. โลก ๔ คือ อาหาร ๔. โลก ๕
คือ อุปาทานขันธ์ ๕. โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖. โลก ๗ คือ
วิญญาณฐิติ ๗. โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘. โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙.
โลก ๑๐ คือ อุปกิเลส ๑๐. โลก ๑๑ คือ กามภพ ๑๑. โลก ๑๒ คือ
อายตนะ ๑๒. โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘.
คำว่า ทรงถึงที่สุดโลก ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงที่สุด
ถึงส่วนสุดแห่งโลกแล้ว ไปสู่ที่สุดถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว ฯ ล ฯ ไปนิพพาน
ถึงนิพพานแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ ทรงอยู่จบ
แล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ ไม่มีสงสารคือชาติ ชรา และ
มรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุดโลก.
คำว่า ภพ ในอุเทศว่า สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ ภพ ๒
ได้แก่กรรมภพ ๑ ปุนภพ (ภพใหม่) อันมีในปฏิสนธิ ๑ กรรมภพเป็น
ไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร นี้เป็นกรรมภพ.
ปุนภพอันมีในปฏิสนธิเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณอันมีในปฏิสนธิ นี้เป็นปุนภพอันมีในปฏิสนธิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นไปล่วง ทรงล่วงเลย ทรงก้าวล่วงซึ่ง

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 454 (เล่ม 67)

กรรมภพและปุนภพอันมีในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุด
โลก เป็นไปล่วงภพทั้งปวง.
[๕๘๓] อาสวะ ในคำว่า ไม่มีอาสวะ ในอุเทศว่า อนาสโว
สพฺพทุกฺขปฺปหีโน ดังนี้ มี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ
อวิชชาสวะ อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่ให้มีในภาย
หลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ไม่มีอาสวะ.
คำว่า ทรงละทุกข์ทั้งปวง ความว่า ทุกข์ทั้งหมด คือ ชาติทุกข์
ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ โสกทุกข์ ปริเทวทุกข์ ทุกขทุกข์
โทมนัสทุกข์ อุปายาสทุกข์ ฯ ล ฯ ทุกข์แต่ความฉิบหายแห่งทิฏฐิ อันมี
มาแต่ปฏิสนธิ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงละได้เเล้ว ตัดขาดแล้ว ระงับ
แล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ละทุกข์ทั้งปวง.
[๕๘๔] คำว่า มีพระนามจริง ในอุเทศว่า สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุ-
ปาสิโต เม ดังนี้ ความว่า มีพระนามเหมือนนามจริง พระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระนามว่าวิปัสสี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสีขี พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมน์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายตรัสรู้แล้ว มีพระนามเช่นเดียวกัน มีพระนาม
เหมือนนามจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าศากยมุนีมีพระนามเหมือนกัน คือ
มีพระนามเหมือนนามจริงของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วเหล่านั้น

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 455 (เล่ม 67)

เพราะเหตุดังนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีพระนาม
จริง.
คำว่า เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น อันข้าพระองค์นั่ง เข้านั่ง นั่งใกล้ กำหนดถาม
สอบถามแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐ
อันข้าพระองค์นั่งใกล้เเล้ว เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ
ทรงบรรเทาความมืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวง
แล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ทั้งหมดแล้ว มีพระนาม
จริง เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว.
[๕๘๕] นกละป่าเล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่
ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มี
ปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัย
สระใหญ่ที่มี่น้ำมากฉะนั้น.
[๕๘๖] นก ท่านเรียกว่า ทิชะ ในอุเทศว่า ทิโช ยถา กุพฺพนกํ
ปหาย พหุปฺผลํ กานนํ อาวเสยฺย ดังนี้.
เพราะเหตุไร นก ท่านจึงเรียก ทิชะ. เพราะนกเกิด ๒ ครั้ง คือเกิด
แต่ท้องแม่ครั้งหนึ่ง เกิดแต่กระเปาะฟองไข่ครั้งหนึ่ง เพราะเหตุนั้น นก
ท่านจึงเรียกว่า ทิชะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิชะ.
คำว่า ละป่าเล็กแล้ว... ฉันใด ความว่า นกละทิ้ง ล่วงเลย
แล้วซึ่งป่าน้อยที่มีอาหารเครื่องกินน้อย มีน้ำน้อย พึงไปประสนพบป่าใหญ่

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 456 (เล่ม 67)

ซึ่งเป็นไพรสณฑ์ที่มีต้นไม้มาก มีผลไม้ดก มีอาหารเครื่องกินมาก อื่น ๆ
พึงสำเร็จความอยู่ในไพรสณฑ์นั้น ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นกละป่า
เล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันนั้น.
[๕๘๗] คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า เอวมาหํ อปฺปหสฺเส ปหาย
มโหทธึ หงฺสริวชฺฌปตโต ดังนี้ เป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อมเฉพาะ.
คำว่า ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย ความว่า พาวรี-
พราหมณ์ และพวกพราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรีพราหมณ์นั้น
เปรียบเทียบกะพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เป็นผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญา
นิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาทราม
ข้าพระองค์ละทิ้งล่วงเลยแล้วซึ่งพราหมณ์เหล่านั้น ผู้มีปัญญาน้อย คือ
มีปัญญานิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มี
ปัญญาทราม ประสบพบแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว มีปัญญา
เลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาอุดม สูงสุด ไม่มีใคร
เสมอ ไม่มีใครเปรียบเทียบ เป็นบุคคลหาใครเปรียบมิได้ เป็นเทวดา
ล่วงเทวดา เป็นผู้องอาจกว่านรชน เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษนาค เป็น
บุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษแกล้วกล้า เป็นบุรุษผู้นำธุระไป มีพลธรรม ๑๐
เป็นผู้คงที่ หงส์พึงประสบ พบ ได้ซึ่งสระใหญ่ที่พวกมนุษย์ทำไว้ สระ
อโนดาต หรือมหาสมุทรที่ไม่กำเริบ มีน้ำนับไม่ถ้วน ฉันใด ข้าพระองค์
เป็นพราหมณ์ชื่อปิงคิยะ ประสบ พบ ได้แล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้
ตรัสรู้แล้ว ผู้ไม่กำเริบ มีเดชนับไม่ถ้วน มีญาณแตกฉาน มีพระจักษุ
เปิดแล้ว ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีปฏิสัมภิทาทรงบรรลุแล้ว
ถึงเวสารัชชญาณ ๔ แล้ว น้อมพระทัยไปในผลสมาบัติอันบริสุทธิ์ มี

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 457 (เล่ม 67)

พระองค์ขาวผ่อง มีพระวาจามิได้เป็นสอง เป็นผู้คงที่ มีปฏิญาณอย่างนั้น
เป็นผู้ไม่เล็กน้อย เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีธรรมลึก มีคุณอันใคร ๆ นับไม่ได้
มีคุณยากที่จะหยั่งถึง มีรัตนะมาก มีคุณเสมอด้วยสาคร ประกอบด้วย
อุเบกขามีองค์ ๖ ไม่มีใครเปรียบปาน มีธรรมไพบูลย์ ประมาณมิได้
มีพระคุณเช่นนั้น ตรัสธรรมอันเลิศกว่าพวกที่กล่าวกัน เช่นภูเขาสิเนรุ
เลิศกว่าภูเขาทั่วไป ครุฑเลิศกว่านกทั่วไป สีหมฤคเลิศกว่ามฤคทั่วไป
สมุทรเลิศกว่าห้วงน้ำทั่วไป เป็นพระพุทธชินเจ้าผู้สูงสุด ฉันนั้นเหมือน
กัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์
ที่มีปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัยสระใหญ่ที่มี
น้ำมากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระ จึงกล่าวว่า
นกละป่าเล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่
ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มี
ปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัย
สระใหญ่ที่มีน้ำมากฉะนั้น.
[๕๘๘] ในกาลก่อน (อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม) อาจารย์
เหล่าใดพยากรณ์ว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้
คำนั้นทั้งหมดเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คำนั้นทั้งหมดนั้น
เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ.
[๕๘๙] คำว่า เย ในอุเทศว่า เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ ดังนี้
ความว่า พาวรีพราหมณ์และพวกพราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรี-
พราหมณ์ พยากรณ์แล้ว คือ บอก... ประกาศแล้วซึ่งทิฏฐิของตน ความ

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 458 (เล่ม 67)

ควรของตน ความชอบใจของตน ลัทธิของตน ความประสงค์ของตน
อัธยาศัยของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า . . . ในกาลก่อน . . . อาจารย์
เหล่าใดพยากรณ์แล้ว.
[๕๙๐] คำว่า อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ความว่า ก่อน
แต่ศาสนาของพระโคดม คือ อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม ก่อนกว่า
ศาสนาของพระโคดม กว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า กว่าศาสนาของ
พระชินะ กว่าศาสนาของพระตถาคต กว่าศาสนาของพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อื่นแต่ศาสนาของพระโคดม.
[๕๙๑] คำว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้ ความว่า
ได้ยินว่า เรื่องมีแล้วอย่างนี้ ได้ยินว่า เรื่องจักมีอย่างนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เรื่องนี้มีแล้วดังนี้ เรื่องนี้จักมีดังนี้.
[๕๙๒] คำว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา ความว่า
คำนั้นทั้งสิ้นเป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา คือ อาจารย์เหล่านั้น กล่าวธรรม
อันไม่ประจักษ์แก่ตน ที่ตนมิได้รู้มาเอง ตามที่ได้ยินกันมาตามลำดับสืบ ๆ
กันมา ตามความอ้างตำรา ตามเหตุที่นึกเดาเอาเอง ตามเหตุที่คาดคะเน
เอาเอง ด้วยความตรึกตามอาการด้วยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นคำกล่าวสืบ ๆ กันมา.
[๕๙๓] คำว่า คำทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ
ความว่า คำนั้นทั้งสิ้นเป็นเครื่องยังความตรึกให้เจริญ คือ เป็นเครื่อง
ยังวิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความดำริให้เจริญ เป็นเครื่องยังกามวิตก
พยาบาทวิตกวิหิงสาวิตกให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงญาติให้เจริญ
เป็นครื่องยังความตรึกถึงชนบทให้เจริญ เป็นเครื่องยังความตรึกถึงเทวดา

458