พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 429 (เล่ม 67)

เพราะปิงคิยะทูลคำมีอาทิว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ดังนี้ เพราะเพ่ง
ในกาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้ปิงคิยะละความเยื่อใยในกายเสีย
จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน เพราะเห็นชนทั้งหลาย
ลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูเปสุคือ เพราะรูปเป็นเหตุ เป็นปัจจัย.
บทว่า วิหญฺญมาเน เดือดร้อนอยู่ คือ ลำบากอยู่ด้วยกรรมกรณ์เป็นต้น.
บทว่า รุปฺปนฺติ รูเปสุ คือ ชนทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะรูปเป็นเหตุ
ด้วยโรคมีโรคตาเป็นต้น.
บทว่า หญฺญติ คือ ย่อมเดือดร้อน. บทว่า วิหญฺญติ คือ ย่อม
ลำบาก. บทว่า อุปหญฺญติ ถูกเขาเบียดเบียน คือถูกตัดมือและเท้า
เป็นต้น. บทว่า อุปฆาติยนฺติ ถูกเขาฆ่า คือถึงแก่ความตาย. บทว่า
กุปฺปนฺติ คือ โกรธ. บทว่า ปิฬิยนฺติ คือ ถูกเบียดเบียน. บทว่า
ฆฏิยนฺติ คือ ถูกฆ่า. บทว่า พฺยตฺถิตา คือ หวาดเสียว. บทว่า
โทมนสฺสิตา เสียใจ คือถึงความลำบากใจ. บทว่า หายมาเน คือ
เสื่อม.
ท่านปิงคิยะฟังข้อปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตราบเท่าถึงพระ-
อรหัตก็ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ เพราะชรา มีกำลังน้อย เมื่อจะสรรเสริญ
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถานี้ว่า ทิสา จตสฺโส ทิศใหญ่ ๔ ดังนี้ จึง
ทูลขอให้เทศนาอีก. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทา
จนถึงพระอรหัตอีกแก่ท่านปิงคิยะนั้น จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ตณฺหาธิปนฺเน
ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ดังนี้.
บทว่า ตณฺหาธิปนฺเน คือ ถูกตัณหาย่ำยี. บทว่า ตณฺหานุเค คือ

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 430 (เล่ม 67)

ไปตามตัณหา. บทว่า ตณฺหานุคเต คือ ติดตามตัณหา. บทว่า ตณฺหา-
นุสเฏ คือ แล่นไปกับตัณหา. บทว่า ตณฺหายาปนฺเน คือ จมลงไปใน
ตัณหา. บทว่า ปฏิปนฺเน คือ ถูกตัณหาครอบงำ. บทว่า อภิภูเต คือ
ถูกตัณหาย่ำยี. บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺเต มีจิตอันตัณหายึดไว้ คือมีกุศล-
จิตอันตัณหายึดไว้. บทว่า สนฺตาปชาเต ผู้เดือดร้อน คือเดือดร้อน
เพราะจิตเกิดขึ้นเอง. บทว่า อิติชาเต เกิดจัญไร กือเกิดโรค. บทว่า
อุปทฺทชาเต เกิดอุบาทว์ คือ เกิดโทษ. บทว่า อุปสคฺคชาเต เกิด
ความขัดข้อง คือเกิดทุกข์.
พึงทราบวินิจฉัยบทว่า วิรชํ วีตมลํ นี้ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วิรชํ คือ ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น. บทว่า วีตมลํ คือ
ปราศจากมลทินมีราคะเป็นต้น. จริงอยู่ ราคะเป็นต้น ชื่อว่า ธุลี เพราะ
อรรถว่า ท่วมทับ ชื่อว่า มลทิน เพราะอรรถว่า ประทุษร้าย. บทว่า
ธมฺมจกฺขุํ ตวงตาเห็นธรรม คือในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณที่ ๑
ในบางแห่งหมายถึงมรรคญาณ ๓ เป็นต้น บางแห่งมรรคญาณที่ ๔. แต่
ในที่นี้ มรรคญาณที่ ๔ เกิดแก่ชฎิล ๑,๐๐๐ คน มรรคญาณที่ ๓ เกิดแก่
ท่านปิงคิยะเท่านั้น. บทว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดการขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีการดับไปเป็น
ธรรมดา คือดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านปิงคิยะผู้เป็นไปอย่างนี้
ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา. บทที่เหลือ ในบททั้งปวง ชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือ
พระอรหัต ด้วยประการดังนี้. และเมื่อจบเทศนา ท่านปิงคิยะได้ตั้งอยู่
ในอนาคามิผล.

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 431 (เล่ม 67)

นัยว่า ท่านปิงคิยะนั้นคิดอยู่ในระหว่าง ๆ ว่า พาวรีพราหมณ์ผู้เป็น
ลุงของเรา ไม่ได้ฟังเทศนาอันมีปฏิภาณวิจิตรอย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่าน
ปิงคิยะจึงไม่สามารถบรรลุพระอรหัตได้ เพราะความฟุ้งซ่านด้วยความ
เยื่อใย. แต่ชฏิลผู้เป็นอันเตวาสิก ๑,๐๐๐ ของท่านปิงคิยะ ได้บรรลุพระ-
อรหัต. ทั้งหมดได้เป็นเอหิภิกขุ ผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์
ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 432 (เล่ม 67)

โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของมาณพ ๑๖ คน
[๕๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนี้แล้ว คือ เมื่อประทับ
อยู่ที่ปาสาณกเจดีย์ แคว้นมคธ พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็น
บริจาริกาทูลเชื้อเชิญถามแล้ว ๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา.
[๕๓๓] คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเช่นนี้แล้ว ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้วซึ่งปารายนสูตรนี้. คำว่า ภควา นี้ เป็น
เครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเช่นนี้แล้ว.
[๕๓๔] คำว่า ประทับอยู่... แคว้นมคธ ความว่า ใกล้ชนบท
มีชื่อว่ามคธ. คำว่า วิหรนฺโต ความว่า ประทับอยู่ คือ ผลัดเปลี่ยน
อิริยาบถเป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา. พระพุทธอาสน์ ท่านกล่าวว่า
ปาสาณกเจดีย์ ในอุเทศว่า ปาสาณเก เจติเย ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์แคว้นมคธ.
[๕๓๕] คำว่า พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริ-
จาริกา ความว่า พราหมณ์ ๑๖ คนนั้นทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นคนรับใช้
ใกล้ชิดผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาของพาวรีพราหมณ์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา.
อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์ ๑๖ คนนั้น พึงเป็นบริจาริกาผู้ประเสริฐ
ที่ปรารถนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้
จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คนทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา.
[๕๓๖] คำว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้ว ๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่ง

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 433 (เล่ม 67)

ปัญหา ความว่า ทูลเชื้อเชิญอาราธนาแล้ว. คำว่า ถามแล้ว ๆ ความว่า
ถามแล้ว ๆ คือ ทูลอาราธนาแล้ว เชื้อเชิญให้ทรงประสาทแล้ว . คำว่า
ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา ความว่า ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอก...
ทรงประกาศแล้วซึ่งปัญหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้ว ๆ
ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา.
[๕๓๗] ถ้าแม้บุคคลรู้ตัวถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม แห่งปัญหา
หนึ่ง ๆ พึงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ
เพราะว่าธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง เพราะเหตุนั้น คำว่า
ปารายนะนั้นแล เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้.
[๕๓๘] คำว่า ถ้าแม้... แห่งปัญหาหนึ่ง ๆ ความว่า ถ้าแม้
แห่งอชิตปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งติสสเมตเตยปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่ง
ปุณณกปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งเมตตคูปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งโธตก-
ปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งอุปสีวปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งนันทปัญหา
หนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งเหมกปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งโตเทยยปัญหาหนึ่ง ๆ
ถ้าแม้แห่งกัปปปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งชตุกัณณีปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้
แห่งภัทราวุธปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งอุทยปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่ง
โปสาลปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งโมฆราชปัญหาหนึ่ง ๆ ถ้าแม้แห่งปิงคิย-
ปัญหาหนึ่ง ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าแม้แห่งปัญหาหนึ่ง ๆ.
[๕๓๙] คำว่า รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม ความว่า รู้ทั่วถึง
คือทราบ เทียบเคียง พิจารณา เจริญแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วซึ่งอรรถว่า
ปัญหานั้นนั่นแหละเป็นธรรม ข้อวิสัชนาเป็นอรรถ. คำว่า รู้ทั่วถึงธรรม
ความว่า รู้ทั่วถึง คือ ทราบ... ทำให้เเจ่มแจ้งซึ่งธรรม.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 434 (เล่ม 67)

[๕๔๐] คำว่า พึงปฏิบัติซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรม ความว่า
พึงปฏิบัติซึ่งข้อปฏิบัติชอบ ข้อปฏิบัติสมควร ข้อปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก
ข้อปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ข้อปฏิบัติสมควรแก่ธรรม เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พึงปฏิบัติซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรม.
[๕๔๑] อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน
อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก
จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่าฝั่งแห่งชราและมรณะ ในอุเทศ
ว่า คจฺเฉยฺเยว ชรามรณสฺส ปารํ ดังนี้.
คำว่า พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ ความว่า พึงถึง คือ พึง
บรรลุถึง พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้งซึ่งฝั่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึง
ถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ.
[๕๔๒] คำว่า ธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง ความว่า
ธรรมเหล่านี้เป็นฐานะแห่งอันให้ถึงฝั่ง คือ ให้ถึง ให้ถึงพร้อม ให้ตาม
ถึงพร้อมซึ่งฝั่ง คือ เป็นไปเพื่อให้ข้ามพ้นชราและมรณะ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง.
[๕๔๓] คำว่า เพราะเหตุนั้น... แห่งธรรมปริยายนี้ ความว่า
เพราะเหตุนั้นคือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น
เพราะนิทานนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น.
คำว่า แห่งธรรมปริยายนี้ คือ แห่งปารายนสูตรนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้น ... แห่งธรรมปริยายนี้.
[๕๔๔] อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืน
อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออก

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 435 (เล่ม 67)

จากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่า ฝั่ง ในอุเทศว่า ปารายนนฺ-
เตฺวว อธิวจนํ ดังนี้. สัมมาสมาธิ ท่านกล่าวว่า อายนะ (มรรคเป็นเหตุ
ให้ถึง).
คำว่า เป็นชื่อ คือ เป็นนาม เป็นการนับ เป็นเครื่องรู้เสมอ
เป็นบัญญัติ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บทว่า
ปารายนะ นั่นแหละ เป็นชื่อ.
[๕๔๕] อชิตพราหมณ์ ติสสเมตเตยยพราหมณ์ ปุณณก-
พราหมณ์ เมตตคูพราหมณ์ โธตกพราหมณ์ อุปสีว-
พราหมณ์ นันทพราหมณ์ เหมกพราหมณ์ โตเทยย-
พราหมณ์ กัปปพราหมณ์ ชตุกัณณะพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต
ภัทราวุธพราหมณ์ อุทยพราหมณ์ โปสาลพราหมณ์
โมฆราชพราหมณ์ผู้มีปัญญา ปิงคิยพราหมณ์ผู้แสวงหา
ธรรมใหญ่ พราหมณ์เหล่านี้เข้ามาเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธ-
เจ้าผู้มีจรณะถึงพร้อม ผู้แสวงหา เมื่อจะทูลถามปัญหา
อันละเอียด มาเฝ้าแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.
[๕๔๖] คำว่า เอเต ในอุเทศว่า เอเต พุทฺธํ อุปาคญฺฉุํ ดังนี้
คือ พราหมณ์ทั้งหลาย. คำว่า พุทฺธํ จะกล่าวต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นพระสยัมภูไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง
ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่ง
ความเป็นพระสัพพัญญะในธรรมเหล่านั้น และถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ ชำนาญ
ในพลธรรมทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า พุทโธ ในคำว่า พุทฺโธ ดังนี้ เพราะ

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 436 (เล่ม 67)

อรรถว่ากระไร เพราะอรรถว่าตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย เพราะอรรถว่าพระองค์
ปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวง
เพราะทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพราะทรงเบิกบานแล้ว เพราะส่วนแห่ง
พระองค์มีอาสวะสิ้นแล้ว เพราะส่วนแห่งพระองค์ไม่มีอุปกิเลส เพราะ
อรรถว่าทรงปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าทรงปราศจาก
โทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าทรงปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว
เพราะอรรถว่าไม่ทรงมีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าทรงถึงแล้วซึ่ง
เอกายนมรรค เพราะอรรถว่าทรงเป็นผู้เดียวตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่ง
สัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐ เพราะทรงกำจัดความไม่รู้ เพราะทรงได้
พระปัญญาเครื่องตรัสรู้.
พระนามว่า พุทโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่น้องชาย พี่น้องหญิง
มิตร อำมาตย์ ญาติสายโลหิต สมณพราหมณ์ เทวดา มิได้ทำให้ พระนามนี้
เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งการหลุดพ้น) พระ-
นามว่า พุทโธ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ พร้อมด้วยการบรรลุสัพพัญญุตญาณ-
ณ ควงไม้โพธิ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้า.
คำว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ความว่า พราหมณ์
เหล่านี้มาเฝ้า เข้ามาเฝ้า เข้ามานั่งใกล้ ทูลถามแล้ว สอบถามแล้ว ซึ่ง
พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พราหมณ์เหล่านี้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
แล้ว.
[๕๔๗] ความสำเร็จแห่งศีลและอาจาระ ท่านกล่าวว่า จรณะ
ในอุเทศว่า สมฺปนฺนจรณํ อิสึ ดังนี้ ศีลสังวรก็ดี อินทรีย์สังวรก็ดี

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 437 (เล่ม 67)

โภชเนมัตตัญญุตาก็ดี ชาคริยานุโยคก็ดี สัทธรรม ๗ ก็ดี ฌาน ๔ ก็ดี
เป็นจรณะ.
คำว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว ความว่า มีจรณะสมบูรณ์ มีจรณะ
ประเสริฐ มีจรณะเป็นประธาน มีจรณะอุดม มีจรณะอย่างยิ่ง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว.
คำว่า อิสึ ความว่า ผู้แสวงหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา
เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา
ฯ ล ฯ อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันสัตว์ทั้งหลายที่มีอานุภาพมากแสวงหา
เสาะหา ค้นหา ว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเทพประทับอยู่ ณ ที่ไหน
พระนราสภประทับอยู่ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา
แห่งเทพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีจรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้แสวงหา.
[๕๔๘] คำว่า ปุจฺฉนฺตา ในอุเทศว่า ปุจฺฉนฺตา นิปุเณ ปญฺเห
ดังนี้ ความว่า เมื่อทูลถาม ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ทรงประสาท.
คำว่า ซึ่งปัญหาทั้งหลายอันละเอียด ความว่า ซึ่งปัญหาทั้งหลาย
ที่ลึกเห็นได้ยาก ตรัสรู้ได้ยาก สงบ ประณีต ไม่พึงหยั่งลงได้ด้วยความ
ตรึก อันละเอียด ที่บัณฑิตพึงรู้ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อทูลถาม
ซึ่งปัญหาทั้งหลายอันละเอียด.
[๕๔๙] คำว่า พระพุทธเจ้า ในอุเทศว่า พุทฺธเสฏฺฐํ อุปาคมุํ
ดังนี้ ว่ากล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ พระนามว่า พุทฺโธ
นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.

437
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 438 (เล่ม 67)

คำว่า ผู้ประเสริฐ ความว่า ผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน
อุดม อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.
คำว่า มาเฝ้าแล้ว ความว่า มาเฝ้า เข้ามาเฝ้า เข้ามานั่งใกล้
ทูลถามแล้ว สอบถามแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ว่า
พราหมณ์เหล่านั้นเข้ามาเฝ้าแล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มี
จรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้แสวงหา เมื่อจะทูลถามซึ่งปัญหา
ทั้งหลายอันละเอียด เข้ามาเฝ้าแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้มี
ประเสริฐ.
[๕๕๐] พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์เหล่านั้น ทูลถามปัญหาแล้ว
ทรงพยากรณ์แล้วตามควร พระพุทธเจ้าผู้เป็นเพระมุนี
ทรงให้พราหมณ์ทั้งหลาย ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา
ทั้งหลาย.
[๕๕๑] คำว่า เตสํ ในอุเทศว่า เตสํ พุทฺโธ พฺยากาสิ ดังนี้
ความว่า อันพราหมณ์ผู้มีความต้องการถึงฝั่ง ๑๖ คน.
คำว่า พุทฺโธ จะกล่าวดังต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯ ล ฯ
พระนามว่า พุทฺโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.
คำว่า ทรงพยากรณ์แล้ว ความว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์
เหล่านั้นทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอกแล้ว ...
ทรงประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าอันพราหมณ์
นั้น ... ทรงพยากรณ์แล้ว.
[๕๕๒] คำว่า ทูลถามปัญหาแล้ว ในอุเทศว่า ปญฺหํ ปุฏฺโ

438