เพราะปิงคิยะทูลคำมีอาทิว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ดังนี้ เพราะเพ่ง
ในกาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้ปิงคิยะละความเยื่อใยในกายเสีย
จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ทิสฺวาน รูเปสุ วิหญฺญมาเน เพราะเห็นชนทั้งหลาย
ลำบากอยู่ในเพราะรูปทั้งหลาย ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า รูเปสุคือ เพราะรูปเป็นเหตุ เป็นปัจจัย.
บทว่า วิหญฺญมาเน เดือดร้อนอยู่ คือ ลำบากอยู่ด้วยกรรมกรณ์เป็นต้น.
บทว่า รุปฺปนฺติ รูเปสุ คือ ชนทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะรูปเป็นเหตุ
ด้วยโรคมีโรคตาเป็นต้น.
บทว่า หญฺญติ คือ ย่อมเดือดร้อน. บทว่า วิหญฺญติ คือ ย่อม
ลำบาก. บทว่า อุปหญฺญติ ถูกเขาเบียดเบียน คือถูกตัดมือและเท้า
เป็นต้น. บทว่า อุปฆาติยนฺติ ถูกเขาฆ่า คือถึงแก่ความตาย. บทว่า
กุปฺปนฺติ คือ โกรธ. บทว่า ปิฬิยนฺติ คือ ถูกเบียดเบียน. บทว่า
ฆฏิยนฺติ คือ ถูกฆ่า. บทว่า พฺยตฺถิตา คือ หวาดเสียว. บทว่า
โทมนสฺสิตา เสียใจ คือถึงความลำบากใจ. บทว่า หายมาเน คือ
เสื่อม.
ท่านปิงคิยะฟังข้อปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ตราบเท่าถึงพระ-
อรหัตก็ยังไม่บรรลุคุณวิเศษ เพราะชรา มีกำลังน้อย เมื่อจะสรรเสริญ
พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถานี้ว่า ทิสา จตสฺโส ทิศใหญ่ ๔ ดังนี้ จึง
ทูลขอให้เทศนาอีก. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงปฏิปทา
จนถึงพระอรหัตอีกแก่ท่านปิงคิยะนั้น จึงตรัสคาถามีอาทิว่า ตณฺหาธิปนฺเน
ผู้ถูกตัณหาครอบงำ ดังนี้.
บทว่า ตณฺหาธิปนฺเน คือ ถูกตัณหาย่ำยี. บทว่า ตณฺหานุเค คือ