พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 409 (เล่ม 67)

ต่าง ๆ หนา. เพราะยินดี อยาก กำหนัด สยบ ถึงทับ ติด คล้อง
ผูกพันในกามคุณ ๕ หนา. เพราะร้อยรัด ครอบงำ ถูกต้อง ปิด ปกปิด
ครอบไว้ด้วยนิวรณ์ ๕ หนา. เพราะเป็นผู้ล่วงเลยคลองธรรม หันหลัง
ให้อริยธรรม ประพฤติธรรมต่ำ หยั่งลงในภายในหนา. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าปุถุชน เพราะชนนี้ผู้ถึงการนับแยกกัน ไม่ปะปนกับพระอริยบุคคล
ผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลและสุตะเป็นต้นหนา. ด้วยบทสองบทนี้อย่างนี้ว่า
อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ท่านกล่าวถึงปุถุชนสองจำพวกว่า
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย  ตรัสถึงปุถุชน
สองจำพวก คืออันธปุถุชนพวกหนึ่ง กัลยาณปุลุชนพวก
หนึ่ง.
ในปุถุชนสองจำพวกนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงอันธปุถุชน
(ปุถุชนบอด).
พึงทราบความในบทมีอาทิว่า จริยานํ อทสฺสาวี ไม่ได้เห็นพระ-
อริยเจ้าดังนี้ต่อไป. พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของ
พระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่าพระอริยะ เพราะไกลจากกิเลส, เพราะไม่นำ
ไปในทางเสื่อม, เพราะนำไปในทางเจริญ, เพราะเป็นผู้ทำให้โลก
พร้อมทั้งเทวโลกสงบ. ในที่นี้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นพระอริยะ. ดังที่
พระองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต บัณฑิตกล่าวว่าเป็น
อริยะในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. ในบทว่า สปฺปุริสา นี้ พึงทราบว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระตถาคต เป็นสัปบุรุษ. เพราะ
ท่านเหล่านั้นเป็นบุรุษผู้งามด้วยการประกอบโลกุตรคุณ จึงชื่อว่าสัปบุรุษ.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านเหล่านั้นทั้งหมดท่านกล่าวไว้โดยส่วนสอง. แม้

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 410 (เล่ม 67)

พระพุทธเจ้าก็เป็นทั้งพระอริยะเป็นทั้งสัปบุรุษ. พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี
สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ก็เป็นทั้งพระอริยะ เป็นทั้งสัปบุรุษ. ดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
ผู้ใดแล เป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นนักปราชญ์ เป็น
กัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง กระทำกิจ
ของผู้ได้รับทุกข์โดยเคารพ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกล่าว
ผู้นั้นว่า เป็นสัปบุรุษ.
จริงอยู่ พระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวด้วยบทเพียงเท่านี้
ว่า เป็นกัลยาณมิตร และเป็นผู้มีความภักดีมั่นคง. พระปัจเจกพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยความเป็นผู้มีกตัญญูเป็นต้น.
บัดนี้พึงทราบว่า ผู้มีปกติไม่เห็นพระอริยะเหล่านั้นและไม่ทำกรรมดี
ในการเห็น เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย.
ผู้ไม่เห็นนั้นมี ๒ อย่าง คือไม่เห็นด้วยจักษุ ๑ ไม่เห็นด้วยญาณ ๑.
ในความเห็นทั้งสองอย่างนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาการไม่ได้เห็นด้วย
ญาณ. จริงอยู่ พระอริยะทั้งหลายแม้เห็นด้วยมังสจักษุก็ดี ด้วยทิพยจักษุ
ก็ดี ยังไม่ชื่อว่าเห็น เพราะพระอริยะเหล่านั้นถือเอา (การเห็น) เพียงสี
ด้วยจักษุ เพราะไม่เป็นอารมณ์ของความเป็นพระอริยะ. แม้สุนัขบ้านและ
สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ย่อมเห็นพระอริยะด้วยจักษุ แต่สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า
ไม่เห็นพระอริยะ. ในเรื่องนี้มีเรื่องราวดังต่อไปนี้.
มีเรื่องเล่าว่า อุปัฏฐากของพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพอาศัยอยู่ ณ
จิตตลบรรพตบวชเมื่อแก่ วันหนึ่งไปบิณฑบาตกับพระเถระ รับบาตร
และจีวรของพระเถระแล้วเดินตามมาข้างหลังถามพระเถระว่า ท่านขอรับ

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 411 (เล่ม 67)

คนเช่นไรชื่อว่าเป็นอริยะ. พระเถระกล่าวว่า คนแก่บางคนในโลกนี้
รับบาตรและจีวรของพระอริยะทั้งหลาย แล้วทำการปรนนิบัติ แม้เที่ยว
ไปด้วยกันก็ไม่รู้จักพระอริยะ ดูก่อนอาวุโส พระอริยะทั้งหลายอันบุคคล
รู้ได้ยากอย่างนี้. แม้เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนั้น พระอุปัฏฐากนั้นก็ยังไม่
เข้าใจอยู่นั่นแหละ.
เพราะฉะนั้น การเห็นด้วยจักษุชื่อว่าไม่เห็น. การเห็นด้วยญาณ
เท่านั้นชื่อว่าเห็น. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน
วักกลิ ประโยชน์อะไรด้วยการเห็นร่างกายอันเปื่อยเน่านี้ของเธอ ดูก่อน
วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา. เพราะฉะนั้น แม้เห็นด้วย
จักษุ แต่ไม่เห็นอนิจจลักษณะเป็นต้น ที่พระอริยะทั้งหลายเห็นแล้วด้วย
ญาณ และไม่บรรลุธรรมที่พระอริยะบรรลุแล้ว พึงทราบว่าเป็นผู้ไม่ได้
เห็นพระอริยะทั้งหลาย เพราะไม่เห็นธรรมอันทำให้เป็นอริยะ และความ
เป็นอริยะ.
บทว่า อริยธมฺมสฺส อโกวิโท ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
คือไม่ฉลาดในอริยธรรมอันมีสติปัฏฐานเป็นต้น. อนึ่ง ในบทว่า อริยธมฺเม
อวินีโต ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะนี้ พึงทราบความ
ดังต่อไปนี้
ชื่อว่าวินัยมี้ ๒ อย่าง ใน ๒ อย่างนี้ แต่ละอย่าง
แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน เพราะไม่มีวินัยนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ไม่ได้รับแนะนำ.
ก็วินัย ๒ อย่างนี้ คือสังวรวินัย ๑ ปหานวินัย ๑ แม้ในวินัย
๒ อย่างนี้ วินัยหนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง. สังวรวินัยก็มี ๕ อย่าง

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 412 (เล่ม 67)

คือ ศีลสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ วิริยสังวร ๑.
ปหานวินัยก็มี ๕ อย่าง คือ ตทังคปหาน (ละชั่วคราว) ๑ วิกขัมภน-
ปหาน (ละด้วยข่มไว้) ๑ สมุจเฉทปหาน (ละเด็ดขาด) ๑ ปฏิปัสสัทธิ-
ปหาน (ละด้วยสงบ) ๑ นิสสรณปหาน (ละพ้นออกไป) ๑.
ในสังวร ๕ เหล่านั้น การเข้าถึง เข้าถึงพร้อมด้วยปาติโมกขสังวร
นี้ชื่อว่า ศีลสังวร. การรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์
นี้ชื่อว่า สติสังวร.
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอชิตะ)
กระแสเหล่าใดในโลก สติเป็นเครื่องกั้นกระแส
เหล่านั้น เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย
กระแสเหล่านั้น อันปัญญาย่อมปิดกั้นได้.
นี้ชื่อว่า ญาณสังวร. ความอดทนต่อความหนาวความร้อน ชื่อว่า
ขันติสังวร. ความพยายามไม่ให้กามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วท่วมทับได้ นี้ชื่อว่า
วิริยสังวร. อนึ่ง สังวรแม้ทั้งหมดนี้ท่านกล่าวว่า สํวร เพราะกั้นกาย
ทุจริตเป็นต้นที่ควรกั้น และที่ควรนำออกไปตามกำลังของตน กล่าวว่า
วินัย เพราะการนำออกไป. พึงทราบว่าสังวรวินัยแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน
โดยประการฉะนี้.
อนึ่ง การละองค์นั้น ๆ ด้วยวิปัสสนาญาณนั้น ๆ เหมือนการละ
ความมืดด้วยแสงประทีป เพราะเป็นปฏิปักษ์ในวิปัสสนาญาณทั้งหลาย มี
นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น เหมือนอย่างเช่นการละสักกายทิฏฐิ ด้วยการ
กำหนดนามรูป. ละความเห็นว่าสังขารไม่มีเหตุ และความเห็นว่าสังขารมี
ปัจจัยไม่เสมอกัน ด้วยการกำหนดปัจจัย, ละความเป็นผู้สงสัย ด้วยการ
ข้ามพ้นความสงสัยในภายหลังนั้นนั่นเอง. ละการยึดถือว่าเรา ของเรา

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 413 (เล่ม 67)

ด้วยการพิจารณาเป็นกลาปะ ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทางว่าเป็นทาง
ด้วยการกำหนดว่าทางและมิใช่ทาง ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นการเกิด, ละ
สัสสตทิฏฐิด้วยเห็นการดับ, ละความสำคัญในสิ่งที่เป็นภัยว่าไม่เป็นภัย ด้วย
การเห็นภัย, ละความสำคัญในสิ่งไม่มีโทษ ด้วยเห็นว่ามีโทษ, ละความ
สำคัญในความยินดียิ่ง ด้วยนิพพิทานุปัสสนา, ละความเป็นผู้ไม่ประสงค์
จะพ้น ด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ ละความไม่วางเฉยด้วย อุเบกขาญาณ, ละ
ความเป็นปฏิโลมในการตั้งอยู่ในธรรมและในนิพพาน ด้วยอนุโลมญาณ
ละการถือสังขารนิมิต ด้วยโคตรภูญาณ นี้ชื่อว่า ตทังคปหาน.
การละธรรมมีนิวรณ์เป็นต้นเหล่านั้น ๆ ด้วยสมาธิอันต่างด้วย
อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ โดยห้ามความเป็นไป เหมือนห้ามแหนบน
หลังน้ำ ด้วยการทุบหม้อเหวี่ยงลงไปฉะนั้น นี้ชื่อว่า วิกขัมภนปหาน.
การละหมู่สรรพกิเลสอันเป็นฝ่ายสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ดังที่
ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพื่อละทิฏฐิในสันดานของตน ๆ ของบุคคลผู้
มีมรรคนั้น ๆ เพราะอบรมอริยมรรค ๔ แล้ว โดยไม่ให้เป็นไปได้อีก
ตลอดไป นี้ชื่อว่า สมุจเฉทปหาน.
ความที่กิเลสทั้งหลายสงบในขณะแห่งผล นี้ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิปหาน.
นิพพานอันละสังขตธรรมทั้งปวงแล้ว เพราะสลัดออกซึ่งสังขตธรรม
ทั้งปวง นี้ชื่อว่า นิสสรณปหาน. เพราะการละทั้งหมด นี้ชื่อว่า ปหาน
เพราะอรรถว่า สละออกไป. ชื่อว่า วินัย เพราะอรรถว่า นำออกไป.
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปหานวินัย เพราะละกิเลสนั้น ๆ และเพราะมี
วินัยนั้น ๆ. พึงทราบว่า แม้ปหานวินัยนี้ก็แบ่งออกเป็น ๕ อย่าง ด้วย
ประการฉะนี้.

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 414 (เล่ม 67)

วินัยนี้โดยสังเขปมี ๒ อย่าง และโดยประเภทมี ๑๐ อย่าง เพราะ
ความสำรวมต่างกัน และเพราะสิ่งที่ควรละก็ยังละไม่ได้ เพราะวินัยนั้น
ไม่มีแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่มีผู้แนะนำ เพราะ
ไม่มีวินัยนั้น. แม้ในบทนี้ว่า ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของ
สัตบุรุษ, ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
โดยความก็ไม่ต่างกัน. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดเป็นพระอริยะ ผู้นั่นแหละ
เป็นสัตบุรุษ ผู้ใดเป็นสัตบุรุษ ผู้นั้นแหละเป็นพระอริยะ ธรรมใดของ
พระอริยะ ธรรมนั้นของสัตบุรุษ ธรรมใดของสัตบุรุษ ธรรมนั้นของ
พระอริยะ อริยวินัย ก็คือสัปปุริสวินัย สัปปุริสวินัย ก็คืออริยวินัย.
บทว่า อริเย สปฺปุริเส อริยธมฺเม สปฺปุริสธมฺเม อริยวินเย หรือ
สปฺปุริสวิยเย ก็อย่างเดียวกันกับ บทว่า เอกเสเส เอเก เอกฏฺเฐ สเม
สมภาเค ตชฺชาเต หรือ ตญฺเญ เอาความทั้งหมดว่า เป็นอันเดียวกัน
เสมอกัน เกิดที่เดียวกัน.
บทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน คือ
คนบางพวกในโลกนี้ ตามเห็นรูปและชนทั้งสองอย่างว่า รูปก็คือเรา
เราก็คือรูป. เหมือนอย่างว่า ตามเห็นเปลวไฟและสีทั้งสองอย่างของ
ตะเกียงน้ำมัน กำลังเผาอยู่ว่า เปลวไฟก็คือสี สีก็คือเปลวไฟ ฉันใด คนบาง
พวกในโลกนี้ ก็ฉันนั้น ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน คือตามเห็นทิฏฐิว่า
ตนมีรูปอย่างนี้. บทว่า รูปวนฺตํ วา อฺตตานํ เห็นตนว่ามีรูปบ้าง คือถือสิ่ง
ไม่มีรูปว่าเป็นตน แล้วตามเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นรูป ดุจเห็นต้นไม้ว่ามีเงา.
บทว่า อตฺตนิ วา รูปํ เห็นรูปในตนบ้าง คือถือสิ่งไม่มีรูปนั้นแหละว่า
เป็นตน แล้วตามเห็นรูปในตน เหมือนตามดมกลิ่นในดอกไม้. บทว่า

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 415 (เล่ม 67)

รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เห็นตนในรูปบ้าง คือถือสิ่งไม่มีรูป (อรูป) นั่นแหละ
ว่าเป็นตน แล้วตามเห็นตนนั้นในรูป เหมือนตามเห็นแก้วมณีในหีบ.
แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ
ตามเห็นรูปโดยความเป็นต้นนั้น ท่านกล่าวถึงรูปล้วน ๆ ว่าเป็นตน. ท่าน
กล่าวถึงอรูปว่าเป็นตนในฐานะ ๗ เหล่านี้คือ ตามเห็นตนว่ามีรูปบ้าง
ตามเห็นรูปในตนบ้าง ตามเห็นตนในรูปบ้าง ตามเห็นเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตนบ้าง. ท่านกล่าวปนกันไปถึงรูปและอรูป
ว่าเป็นตนในฐานะ ๑๒ อย่าง อย่างละ ๓ ๆ ในขันธ์ ๔ อย่างนี้ คือ
ตามเห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง ตามเห็นเวทนาในตนบ้าง ตามเห็นตนใน
เวทนาบ้าง. ในบทว่า รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ นั้นท่านกล่าวถึงอุจเฉท-
ทิฏฐิในฐานะ ๕ คือตามเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดย
ความเป็นตน. ท่านกล่าวถึงสัสสตทิฏฐิในส่วนที่เหลือ. ในบทนี้มีภวทิฏฐิ
๑๕ ด้วยประการฉะนี้. ภวทิฏฐิเหล่านั้นแม้ทั้งหมดพึงทราบว่า ห้ามมรรค
ไม่ห้ามสวรรค์ พึงฆ่าได้ด้วยปฐมมรรค.
บทว่า อารญฺญิโก คือ เมื่ออาศัยอยู่ในป่า. บทว่า ปวเน คือ
ในป่าลึกใหญ่. บทว่า จรมาโน คือ เดินไปมาในที่นั้น ๆ. บทว่า
วิสฺสตฺโต คจฺฉติ เดินไปก็ไม่ระแวง คือเดินไปก็ไม่กลัว ไม่ระแวง.
บทว่า อนาปาถาคโต ลุทฺทสฺส เนื้อนั้นไม่ไปในทางของพราน คือไป
ทางอื่น. บทว่า อนฺตมกาสิ มารํ๑ ทำมารให้มีที่สุด คือทำกิเลสมารหรือ
เทวบุตรมารให้มีที่สุด. บทว่า อปทํ วธิตฺวา กำจัดมารไม่ให้มีทาง คือ
ทำทางกิเลสไม่ให้มีทาง คือทำให้พินาศไป. บทว่า มารจกฺขุอทสฺสนํ
๑.บาลี เป็น อนฺธมกาสิ กระทำมารให้มืด.

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 416 (เล่ม 67)

คโต คือ ไปสู่ที่มารไม่เห็น. บทว่า อนาปาถคโต คือ ไปพ้นหน้ามาร.
บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรนี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ
พระอรหัตด้วยประการฉะนี้. และเมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับ
ที่กล่าวไว้แล้ว.
จบอรรถกถาโมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 417 (เล่ม 67)

ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านปิงคิยะ
[๕๑๑] (ท่านปิงคิยะทูลถามว่า)
ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจากผิว-
พรรณ นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ข้าพระองค์
อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย ขอพระองค์โปรด
ตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง อันเป็นที่ละชาติและ
ชรา ณ ที่นี้เถิด.
[๕๑๒] คำว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจาก
ผิวพรรณ ความว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาล
ผ่านวัยไปโดยลำดับ มีอายุ ๑๒๐ ปีแต่กำเนิด.
คำว่า มีกำลังน้อย ความว่า ทุรพล มีกำลังน้อย มีเรี่ยวแรง
น้อย.
คำว่า ปราศจากผิวพรรณ ความว่า ปราศจากผิวพรรณ มีผิวพรรณ
ปราศไป ผิวพรรณอันงามผ่องเมื่อวัยต้นนั้นหายไปแล้ว มีโทษปรากฏ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ มีกำลังน้อย ปราศจาก
ผิวพรรณ.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปิงฺคิโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ.
คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า ปิงฺคิโย เป็นชื่อ

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 418 (เล่ม 67)

เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านปิงคิยะ
ทูลถามว่า.
[๕๑๓] คำว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก ความว่า
นัยน์ตาไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว ข้าพระองค์เห็น
รูปไม่ชัดด้วยนัยน์ตาเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส.
คำว่า หูฟังไม่สะดวก ความว่า หูไม่แจ่มใส ไม่หมดจด ไม่
บริสุทธิ์ ไม่ผ่องแผ้ว ข้าพระองค์ฟังเสียงไม่ชัดด้วยหูเช่นนั้น เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า นัยน์ตาไม่แจ่มใส หูฟังไม่สะดวก.
[๕๑๔] คำว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย
ความว่า ข้าพระองค์อย่าเสียหายพินาศไปเลย.
คำว่า เป็นผู้หลง คือ เป็นผู้ไม่รู้ ไปแล้วในอวิชชา ไม่มี าณ
ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทราม.
คำว่า ในระหว่าง ความว่า ข้าพระองค์ไม่รู้ ไม่ทำให้แจ้ง ไม่
ทำให้ปรากฏ ไม่ได้เฉพาะ ไม่ถูกต้อง ไม่ทำให้กระจ่างแล้ว ซึ่งธรรม
ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของพระองค์ พึงทำกาละเสีย ในระหว่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์อย่าเป็นคนหลงเสียไปในระหว่างเลย.
[๕๑๕] คำว่า ขอโปรดตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ
ยมหํ วิชญฺญํ ดังนี้ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ... ขอจงประกาศ
ซึ่งพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อม
ทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง และสติปัฏฐาน
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริย-

418