พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 399 (เล่ม 67)

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็เหมือนฉันนั้นแล สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
เข้าปฐมฌานอันมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทางไปแล้ว
สู่สถานเป็นที่ไม่เห็นด้วยจักษุแห่งมารผู้ลามก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีก
ประการหนึ่ง ภิกษุเข้าทุติยฌาน อันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ
และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เข้าตติยฌาน เข้าจตุตถฌาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทาง ไปแล้วสู่สถาน
เป็นที่ไม่เห็นด้วยจักษุของมารผู้ลามก.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า
อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่
มนสิการถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวงอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทาง ไปแล้วสู่สถาน
เป็นที่ไม่เห็นด้วย จักษุของมารผู้ลามก.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการ
ทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดไม่ได้
ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนฌาน
ด้วยมนสิการว่า อะไร ๆ น้อยหนึ่งไม่มี ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ล่วงเนวสัญญานา-
สัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ และ
อาสวะของภิกษุนั้นก็หมดสิ้นไป เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่าทำมารให้มืด กำจัดมารไม่ให้มีทาง ไปแล้ว

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 400 (เล่ม 67)

สู่สถานเป็นที่ไม่เห็นด้วยจักษุของมารผู้ลามก ข้ามแล้วซึ่งตัณหาอันซ่านไป
ในอารมณ์ต่าง ๆ ภิกษุนั้นเดินอยู่ก็ไม่ระแวง ยืนอยู่ก็ไม่ระแวง นั่งอยู่
ก็ไม่ระแวง นอนอยู่ก็ไม่ระแวง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้น
ไม่ไปในทางแห่งมารผู้ลามก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มัจจุราชย่อมไม่เห็น
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติ พิจารณาเห็นโลก
โดยความเป็นของสูญทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว
พึงข้ามพ้นมัจจุได้ด้วยอุบายอย่างนี้ เมื่อบุคคลพิจารณา
เห็นโลกอย่างนี้ มัจจุราชจึงไม่เห็น.
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกฉะนี้แล.
จบโมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕
อรรถกถาโมฆราชมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๕
พึงทราบวินิจฉัยในโมฆราชสูตรที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ทฺวาหํ คือ เทฺว วาเร อหํ ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้ง
แล้ว. เพราะว่าโมฆราชมาณพนั้น คราวก่อนทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
๒ ครั้ง เมื่อจบอชิตสูตรและติสสเมตเตยยสูตร. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงรอให้โมฆราชมาณพมีอินทรีย์แก่กล้าก่อน จึงไม่ทรงพยากรณ์. ด้วย
เหตุนั้น โมฆราชมาณพจึงทูลว่า ทฺวาหํ สกฺก อปุจฺฉิสฺสํ ข้าแต่พระสักกะ
ข้าพระองค์ได้ทูลถาม ๒ ครั้งแล้ว. บทว่า ยาวตติยญฺจ เทวิสิ พฺยากโร-

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 401 (เล่ม 67)

ตีติ เม สุตํ ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระเทพฤๅษี
ย่อมทรงพยากรณ์ในครั้งที่ ๓ ความว่า ข้าพระองค์ได้ยินมาอย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระฤษีวิสุทธิเทพ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีผู้ทูลถามปัญหาเป็นครั้งที่ ๓ ย่อมทรงพยากรณ์กะสหธรรมิก. นัยว่า
โมฆราชมาณพได้ฟังมาอย่างนี้ ณ ฝั่งแม่น้ำโคธาวารีนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น
โมฆราชมาณพจึงทูลว่า พฺยากโรตีติ เม สุตํ ดังนี้ คำใดที่พึงกล่าว
ในนิเทศแห่งคาถานี้ คำนั้นมีนัยดังได้กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า อยํ โลโก คือ มนุษยโลกนี้. บทว่า ปโร โลโก คือ
โลกที่เหลือยกเว้นมนุษยโลกนั้น. บทว่า สเทวโก พร้อมด้วยเทวโลก
คือโลกที่เหลือ ยกเว้นพรหมโลก. ได้แก่ อุปปัตติเทพและสมมติเทพ
บทที่ว่า พฺรหฺมโลโก สเทวโก พรหมโลก พร้อมด้วยเทวโลก เป็น
เพียงแสดงคำมีอาทิว่า สเทวโก โลโก โลกพร้อมด้วยเทวโลก. ด้วยบทนั้น
พึงทราบโลกแม้ทั้งหมดมีประการดังได้กล่าวแล้วอย่างนั้น.
บทว่า เอวํ อภิกฺกนฺตทสฺสาวึ พระองค์ผู้เห็นธรรมอันงามอย่างนี้
คือโมฆราชมาณพแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธรรมอันเลิศอย่างนี้
สามารถจะทรงเห็นอัธยาศัย อธิมุตติ คติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้าของโลก
พร้อมด้วยเทวโลกได้.
บทว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ท่านจงพิจารณาเห็นโลกโดย
ความเป็นของสูญ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงดูโลกโดยความเป็น
ของสูญโดยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยการกำหนดความไม่เป็นไปในอำนาจ ๑
ด้วยพิจารณาเห็นสังขารว่างเปล่า ๑. บทว่า อตฺตานุทิฏฺฐึ โอหจฺจ ถอน
อัตตานุทิฏฐิเสีย คือถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนเสีย.

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 402 (เล่ม 67)

บทว่า ลุชฺชติ คือ ย่อมแตก. ชื่อว่า จกฺขุ เพราะเห็น. จักษุนั้น
ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและทวารตามสมควร แก่จักษุวิญญาณเป็นต้น
ในบริเวณที่เห็นได้ อันเป็นสถานที่เกิดของสรีรสัณฐาน อันตั้งอยู่เฉพาะ
หน้าในท่ามกลางวงกลมสีดำ ซึ่งล้อมด้วยวงกลมสีขาวอันเป็นสสัมภาร-
จักษุ (ดวงตา) ตั้งอยู่. ชื่อว่า รูปา เพราะย่อยยับ. อธิบายว่า รูป
ทั้งหลายถึงความวิการด้วยสี ย่อมประกาศความสบายใจ. ชื่อว่า จกฺขุ-
วิญฺญาณํ เพราะวิญญาณเป็นไปแล้วแต่จักษุ หรือวิญญาณของจักษุ
อาศัยจักษุ. สัมผัสเป็นไปแล้วโดยจักษุชื่อว่า จักขุสัมผัส. บทว่า จกฺขุ-
สมฺผสฺสปจฺจยา เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย คือผัสสะอันสัมปยุตแล้วด้วย
จักษุวิญญาณเป็นปัจจัย. บทว่า เวทยิตํ คือ การเสวย. อธิบายว่า เวทนา.
ชื่อว่า สุข เพราะทำผู้นั้นให้เกิดสุข. อธิบายว่า ที่บุคคลผู้มีเวทนาเกิดให้
ถึงสุข. หรือชื่อว่า สุข เพราะกัดกินและขุดด้วยดีซึ่งความเจ็บป่วยทางกาย
และจิต. ชื่อว่า ทุกข์ เพราะทนได้ยาก. อธิบายว่า ทำบุคคลผู้มีเวทนาเกิด
ให้ถึงทุกข์. ชื่อว่า อทุกขมสุข เพราะไม่ทุกข์ ไม่สุข. ม อักษรท่านกล่าว
ด้วยบทสนธิ. อนึ่ง จักษุสัมผัสนั้น เป็นปัจจัย ๘ ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย ๑
อัญญมัญญปัจจัย ๑ นิสสยปัจจัย ๑ วิปากปัจจัย ๑ อาหารปัจจัย ๑
สัมปยุตตปัจจัย ๑ อัตถิปัจจัย ๑ อวิคตปัจจัย ๑ แก่เวทนาที่สัมปยุตกับตน.
เป็นปัจจัย ๕ ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย ๑ สมนันตรปัจจัย ๑ อุปนิสสย-
ปัจจัย ๑ นัตถิปัจจัย ๑ วิคตปัจจัย ๑ แก่สัมปฏิจฉันนะและธรรมที่
สัมปยุต เป็นปัจจัยด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แก่สันตีรณะเป็นต้น
และธรรมที่สัมปยุต.

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 403 (เล่ม 67)

ชื่อว่า โสตํ เพราะฟัง. โสตะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารให้
สำเร็จ ตามสมควรแก่โสตวิญญาณเป็นต้น ในช่องมีสัณฐานพอสอดนิ้ว
เข้าไปได้ มีขนอ่อนและแดงอยู่ภายในช่องสสัมภารโสตะตั้งอยู่. ชื่อว่า
สทฺทา เพราะไป อธิบายว่า เปล่งออก. ชื่อว่า ฆานํ เพราะสูดดม.
ฆานะนั้นยังความเป็นวัตถุและทวารให้สำเร็จตามสมควรแก่ฆานวิญญาณ
เป็นต้น ในที่มีสัณฐานเหมือนเท้าแพะภายในโพรงของสสัมภารฆานะตั้ง
อยู่. ชื่อว่า คนฺธา เพราะฟุ้งไป. อธิบายว่า ประกาศวัตถุ (เรื่องราว)
ของตน. ชื่อว่า ชิวฺหา เพราะเลี้ยงชีวิต. หรือ ชื่อว่า ชิวฺหา เพราะ
อรรถว่าลิ้ม ชิวหานั้นยังความเป็นวัตถุและทวารให้สำเร็จตามสมควรแก่
ชิวหาวิญญาณเป็นต้น ในที่ที่มีสัณฐานคล้ายปลายกลีบดอกอุบลซึ่งแยกกลีบ
ในท่ามกลาง ท่ามกลางพื้นเบื้องบนเว้นยอดโคนและข้างของสสัมภาร-
ชิวหาตั้งอยู่. ชื่อว่า รสา เพราะเป็นที่ยินดีของสัตว์. อธิบายว่า ชอบใจ.
ชื่อว่า กาโย เพราะเป็นที่เกิดแห่งธรรมที่เป็นไปกับอาสวะอันน่าเกลียด.
บทว่า อาโย ได้แก่ ที่เกิด. ชื่อว่า ความเป็นไปแห่งรูปมีใจครองมีอยู่
ในกายนี้เท่าใด กายประสาทก็ยังความเป็นวัตถุและทวารให้สำเร็จตาม
สมควรแก่กายวิญญาณเป็นต้นตั้งอยู่เท่านั้น ในกายนั้นโดยมาก. ชื่อว่า
โผฏฺฐพฺพา เพราะถูกต้อง. ชื่อว่า มโน เพราะรู้ อธิบายว่า รู้แจ้ง.
ชื่อว่า ธมฺมา เพราะทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน. บทว่า มโน คือ ภวังค์
พร้อมด้วยอาวัชชนะ. บทว่า ธมฺมา คือ ธรรมารมณ์ที่เหลือเว้นนิพพาน.
บทว่า มโนวิญฺญาณํ คือ ชวนะมโนวิญญาณ. บทว่า มโนสมฺผสฺโส
ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยชวนะมโนวิญญาณนั้น. มโนสัมผัสนั้นเป็นปัจจัย

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 404 (เล่ม 67)

แก่สัมปยุตเวทนา ด้วยอำนาจปัจจัย* ๗ ที่เหลือ เว้นวิปากปัจจัย มโน-
สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยแก่เวทนาทั้งหลาย ที่เหลือจากเวทนาที่สัมปยุตกับชวนะ
มโนวิญญาณนั้น (ที่เกิด) ในลำดับต่อมา ด้วยอำนาจอุปนิสัยปัจจัยเท่านั้น.
บทว่า อวสิยปฺปวตฺตสลฺลกฺขณวเสน ด้วยสามารถการกำหนดว่า
ไม่เป็นไปในอ่านาจ คือด้วยสามารถการเห็น การดูสังขารไม่เป็นไปใน
อำนาจ. บทว่า รูเป วโส น ลพฺภติ ใคร ๆ ไม่ได้อำนาจในรูป คือ
ไม่ได้ความมีอำนาจในรูป. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า น ตุมฺหากํ ไม่ใช่ของท่าน คือ จริงอยู่ เมื่อตนมีอยู่ ย่อมมี
สิ่งที่เนื่องด้วยตน ตนนั้นแหละไม่มี. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ใช่
ของท่าน. บทว่า นาปิ อญฺเญสํ ของคนอื่นก็ไม่ใช่ คือ ตนของคนอื่น
ชื่อว่าคนอื่น เมื่อตนนั้นมีอยู่. ตนของคนอื่นก็พึงมี แม้ตนนั้นก็ไม่มี
เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ของคนอื่นก็ไม่ใช่. บทว่า ปุราณมิทํ
ภิกฺขเว กมฺมํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่านี้ อธิบายว่า กรรมนี้มิใช่
กรรมเก่า แต่กายนี้เกิดแต่กรรมเก่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้
ด้วยปัจจัย โวหาร. บทว่า อภิสงฺขตํ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้วเป็นต้น ท่าน
กล่าวไว้แล้ว เพราะมีสิงค์เสมอกัน (คือเป็นนปุงสกลิงค์เหมือนกัน) กับ
คำก่อน (คือ กมฺมํ) ด้วยสามารถแห่งกรรมโวหารนั่นเอง. พึงเห็นความ
ในบทนี้อย่างนี้ว่า บทว่า อภิสงฺขตํ คือ ปัจจัยปรุงแต่ง. บทว่า อภิสญฺ-
เจตยิตํ คือ มีเจตนาเป็นที่ตั้ง มีเจตนาเป็นมูลเหตุ. บทว่า เวทนียํ คือ
เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา.
๑. สหชาตะ,อัญญมัญญะ, นิสสยะ, อาหาระ, สัมปยุตตะ, อัตถิ, อวิคตะ.

404
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 405 (เล่ม 67)

บทว่า รูเป สาโร น ลพฺภติ ใคร ๆ ย่อมไม่ได้แก่นสารในรูป คือ
ไม่ได้สาระในรูปว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้
เหมือนกัน. บทว่า รูปํ อสฺสารํ นิสฺสารํ คือ รูปไม่มีแก่นสารและไร้แก่น
สาร. บทว่า สาราปคตํ คือ ปราศจากสาระ. บทว่า นิจฺจสารสาเรน วา
โดยสาระว่าความเที่ยงเป็นแก่นสาร คือโดยสาระว่าเที่ยงเป็นไปเพราะก้าว-
ล่วงภังคขณะ ไม่มีสาระโดยสาระว่าเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงอะไร ๆ.
บทว่า สุขสารสาเรน วา โดยสาระว่าเป็นสุขเป็นแก่นสาร คือโดยสาระว่า
เป็นสุขเป็นแก่นสาร เพราะไม่มีสาระว่าเป็นสุขอะไร ๆ ก้าวล่วงซึ่งสุขใน
ฐิติขณะ. บทว่า อตฺตสารสาเรน วา โดยสาระว่าตนเป็นแก่นสาร คือ
โดยสาระว่าตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนว่าเป็นแก่นสาร. บทว่า นิจฺเจน วา
โดยความเที่ยง คือโดยความเที่ยง เพราะไม่มีความเที่ยงอะไร ๆ เป็นไป
เพราะก้าวล่วงภังคะ. บทว่า ธุเวน วา โดยความยั่งยืน คือโดยความยั่งยืน
เพราะไม่มีอะไร ๆ เป็นความยั่งยืนแม้ในเวลามีอยู่ ก็เพราะอาศัยปัจจัยจึง
เป็นไปได้. บทว่า สสฺสเตน วา โดยความมั่นคง คือโดยความมั่นคง
เพราะไม่มีอะไร ๆ ที่ขาดไปจะมีอยู่ได้ตลอดกาล. บทว่า อวิปริณาม-
ธมฺเมน วา โดยมีความไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา คือโดยมีความไม่
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เพราะไม่มีอะไร ๆ ที่จะไม่แปรปรวนไปเป็น
ปกติ ด้วยอำนาจแห่งความแก่และความตาย.
บทว่า จกฺขุ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จักษุสูญจากตน
หรือจากสิ่งที่เนื่องกับตน คือสูญจากตนที่กำหนดไว้อย่างนี้ว่า ผู้ทำ ผู้
เสวยเข้าไปอยู่เอง และจากบริขารอันเป็นของตน เพราะความไม่มีตน
นั่นเอง. อธิบายว่า ทั้งหมดเป็นธรรมชาติมีอยู่ในโลกมีจักษุเป็นต้น

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 406 (เล่ม 67)

เพราะคนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนไม่มีในธรรมชาตินี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
สูญ. แม้โลกุตรธรรมก็สูญเหมือนกัน เพราะสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วย
ตน. ท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมในอดีตสูญไม่มี. ท่านกล่าวถึงความไม่มีสาระ
ในตน และสิ่งที่เนื่องด้วยตนในธรรมนั้น. ในโลกเมื่อพูดว่า เรือนสูญ
หม้อสูญ ไม่ใช่ไม่มีเรือนและหม้อ. ท่านกล่าวถึงความไม่มีสิ่งอื่นในเรือน
และในหม้อนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความข้อนี้ไว้ว่า อะไร ๆ ในเรือน
และในหม้อนั้นไม่มี เรือนและหม้อนั้นก็สูญ ด้วยเหตุนั้น สิ่งใดยังมีเหลือ
อยู่ในเรือนและในหม้อนั้น สิ่งนั้นเมื่อยังมีอยู่ ก็รู้ว่าสิ่งนี้มีอยู่ดังนี้. ความนี้
ก็เหมือนกันกับในคัมภีร์ญายะ และคัมภีร์สัททะ. ในสูตรนี้ท่านกล่าวถึง
อนัตตลักขณสูตรไว้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อนิสฺสริยโต โดยความไม่เป็นใหญ่ คือโดยไม่เป็นไปใน
อำนาจ ในความเป็นใหญ่ของตน. บทว่า อกามการิยโต โดยทำตาม
ความชอบใจไม่ได้ คือด้วยอำนาจแห่งการทำตามความชอบใจของตนไม่
ได้. บทว่า อผาสุนียโต โดยเป็นที่ตั้งแห่งความไม่สบาย คือโดยความ
ไม่มีที่พึ่งเพื่อความดำรงอยู่. บทว่า อวสวตฺตนโต คือ โดยไม่เป็นไป
ในอำนาจของตน. บทว่า ปวตฺติโต โดยเป็นไปตามเหตุ คือโดยเป็นไป
อาศัยปัจจัยที่ไม่เที่ยง. บทว่า วิวิตฺตโต โดยว่างเปล่า คือโดยไม่มีสาระ.
บทว่า สุทฺธํ ทั้งสิ้น. คือชื่อว่าทั้งสิ้นอันเป็นไปอยู่ด้วยอำนาจแห่ง
ความเกิดเป็นปัจจัยอย่างเดียว เว้นอิสระ กาล ปกติ. และเมื่อบุคคลเห็น
ซึ่งความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งสิ้นว่า กองแห่งธรรมทั้งสิ้นปราศจาก
สิ่งที่เนื่องด้วยตน. บทว่า สุทฺธํ สงฺขารสนฺตตึ ความสืบต่อแห่งสังขาร
ทั้งสิ้น คือเมื่อเห็นความสืบต่อแห่งสังขารที่ขาดไปแล้วทั้งสิ้น ท่านกล่าว

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 407 (เล่ม 67)

ความเดียวกันมีสังขารเป็นต้น ๒-๓ ครั้งโดยเอื้อเฟื้อ. เมื่อเห็นอย่างนี้ย่อม
ไม่มีภัยในปากแห่งมรณะ. บทว่า คามณิ เป็นคำร้องเรียก. บทว่า
ติณกฏฺฐสมํ โลกํ เห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ คือเมื่อใดเห็นโลกอัน
ได้แก่ขันธ์มีใจครองนี้เสมอด้วยหญ้าและไม้ ความเห็นว่า เมื่อบุคคลถือ
ซึ่งหญ้าและไม้ในป่าได้ ก็ย่อมถือซึ่งตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนได้ ย่อมไม่มี
หรือเมื่อหญ้าและไม้เหล่านั้นหายไปเองบ้าง พินาศไปเองบ้าง ความเห็น
ว่าคนย่อมหายไป สิ่งที่เนื่องด้วยตนพินาศไปก็มีไม่ได้ ฉันใด เมื่อบุคคล
ไม่เห็นว่า แม้เมื่อกายนี้หายไปพินาศไป ตนหรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนย่อม
แตกดับไป เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เห็นโลกเสมอด้วย
หญ้าและไม้ด้วยปัญญา ฉันนั้น. บทว่า น อญฺญํ ปฏฺฐยเต กิญฺจิ อญฺญตฺร
อปฺปฏิสนฺธิยา คือ บุคคลไม่ปรารถนาภพหรืออัตภาพอะไร ๆ อื่น นอก
จากนิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ.
บทว่า รูปํ สมนฺเนสติ บุคคลย่อมตามค้นหารูป คือแสวงหาสาระ
แห่งรูป ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิว่า เรา. ด้วยอำนาจแห่งตัณหาว่า ของเรา.
ด้วยอำนาจแห่งมานะว่า เป็นเรา. บทว่า ตมฺปิ ตสฺส น โหติ คือ
ความถือแม้ ๓ อย่างนั้นย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น.
บทว่า อิธ เป็นนิบาตลงในความอ้างถึงที่อยู่. อิธ นิบาตนี้บางแห่ง
ท่านกล่าวหมายถึง โลก เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระตถาคตทรง
อุบัติใน โลก นี้. บางแห่งหมายเอา ศาสนา เหมือนอย่างที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่หนึ่งมีอยู่ในศาสนานี้
และสมณะที่สองก็มีอยู่ในศาสนานี้. บางแห่งหมายเอา โอกาส (คือภพ)
เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 408 (เล่ม 67)

เมื่อเราเป็นเทพดำรงอยู่ใน ภพดาวดึงส์ นี้แล เรา
ได้อายุเพิ่มขึ้นอีก ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอจงทราบ
อย่างนี้เถิด.๑
บางแห่งหมายเอาเพียงปทปูรณะ (คือทำบทให้เต็ม) เท่านั้น. เหมือน
อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๒ เราฉันเสร็จแล้ว
ห้ามภัตแล้วดังนี้. แต่ในที่นี้พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงโลก.
ก็ในบทว่า อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ พึงทราบ
ความดังต่อไปนี้. บุคคลไม่สดับธรรมที่ควรรู้ เพราะไม่มีอาคมและอธิคม
(การศึกษาและการบรรลุ) บุคคลใดไม่มีอาคม ปฏิเสธทิฏฐิ เพราะ
ปราศจากการเรียน การสอบถาม การวินิจฉัยในขันธ์ ธาตุ อายตนะ
ปัจจยาการ และสติปัฏฐานเป็นต้น ไม่มีอธิคม เพราะไม่บรรลุธรรมที่ควร
บรรลุด้วยการปฏิบัติ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่สดับธรรมที่ควรรู้ เพราะไม่
มีอาคมและอธิคมด้วยประการฉะนี้.
ชื่อว่า ปุถุชน เพราะเหตุทั้งหลายมีการเกิดกิเลส
หนาเป็นต้น หรือว่าชนนี้ ชื่อว่าปุถุผู้หนา เพราะความ
เป็นผู้เกิดกิเลสหนาหยั่งลงในภายใน.
จริงอยู่ ชื่อว่าปุถุชนด้วยเหตุทั้งหลาย มีการยังกิเลสหนาคือมีประการ
ต่างๆ ให้เกิดขึ้น. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปุถุชน เพราะยังกิเลส
หนาให้เกิด. เพราะไม่กำจัดสักกายทิฏฐิหนา. เพราะมองดูหน้าของพระ-
ศาสดาทั้งหลายหนา (มาก). เพราะจมอยู่ด้วยคติทั้งปวงหนา. เพราะปรุง
แต่งอภิสังขารต่างๆ หนา. เพราะลอยไปด้วยโอฆะต่าง ๆ หนา. เพราะ
เดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนต่าง ๆ หนา. เพราะถูกเผาด้วยความร้อน
๑. ที. มหา. ๑๐/ข้อ ๒๖๔. ๒. ม. มุ. ๑๒/ข้อ ๒๒.

408