บทว่า สตานุสารีญาณํ โหติ ญาณอันตามระลึกชาติ คือญาณที่
สัมปยุตด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. บทว่า ยาวตกํ อากงฺขติ ตถาคต
หวังจะรู้ชาติก่อนเท่าใด คือตถาคตปรารถนาจะรู้ชาติก่อนเท่าใด ก็ส่ง
ญาณไปว่า เราจักรู้ชาติก่อนเท่านั้น. ลำดับนั้นญาณของพระตถาคตย่อม
แล่นไปไม่มีอะไรกระทบ ไม่มีอะไรกั้น ดุจน้ำมันมะกอกไหลเข้าไปในห่อ
ใบไม้แห้ง. ด้วยเหตุนั้น พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนได้เท่าที่
ทรงหวัง. บทว่า โพธิชํ คือ เกิด ณ ควงต้นโพธิ. บทว่า ญาณํ
อุปฺปชฺชติ คือ ญาณในมรรค ๔ ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า อยมนฺติมา ชาติ
ชาตินี้มีในที่สุด คือชาตินี้มีในที่สุด เพราะละต้นเหตุของชาติได้ด้วยญาณ
นั้น แม้ญาณอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นอีกว่า บัดนี้มิได้มีภพต่อไป.
ในบทว่า อินฺทริยปโรปริยตฺตญาณํ นี้ การนำบทว่า สตฺตานํ
มาประกอบข้างหน้าเป็น สตฺตานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ คือ ญาณ
เครื่องกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย. เมื่อ
ควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ความยิ่งและความหย่อน
ท่านลง โร อักษรด้วยบทสนธิ กล่าวว่า ปโรปรานิ. ความเป็นแห่ง
ความยิ่งและความหย่อน ชื่อว่า ปโรปริยํ. ความเป็นแห่งความยิ่งและ
ความหย่อนนั่นแล ชื่อว่า ปโรปริยตฺตํ. ความยิ่งและความหย่อนแห่ง
อินทรีย์ทั้งหลาย ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า
อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ. ญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่ง
อินทรีย์ ชื่อว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ. อธิบายว่า ญาณเครื่อง
กำหนดรู้ความสูงและความต่ำของอินทรีย์ทั้งหลาย.