พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 349 (เล่ม 67)

บทว่า สตานุสารีญาณํ โหติ ญาณอันตามระลึกชาติ คือญาณที่
สัมปยุตด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. บทว่า ยาวตกํ อากงฺขติ ตถาคต
หวังจะรู้ชาติก่อนเท่าใด คือตถาคตปรารถนาจะรู้ชาติก่อนเท่าใด ก็ส่ง
ญาณไปว่า เราจักรู้ชาติก่อนเท่านั้น. ลำดับนั้นญาณของพระตถาคตย่อม
แล่นไปไม่มีอะไรกระทบ ไม่มีอะไรกั้น ดุจน้ำมันมะกอกไหลเข้าไปในห่อ
ใบไม้แห้ง. ด้วยเหตุนั้น พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนได้เท่าที่
ทรงหวัง. บทว่า โพธิชํ คือ เกิด ณ ควงต้นโพธิ. บทว่า ญาณํ
อุปฺปชฺชติ คือ ญาณในมรรค ๔ ย่อมเกิดขึ้น. บทว่า อยมนฺติมา ชาติ
ชาตินี้มีในที่สุด คือชาตินี้มีในที่สุด เพราะละต้นเหตุของชาติได้ด้วยญาณ
นั้น แม้ญาณอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นอีกว่า บัดนี้มิได้มีภพต่อไป.
ในบทว่า อินฺทริยปโรปริยตฺตญาณํ นี้ การนำบทว่า สตฺตานํ
มาประกอบข้างหน้าเป็น สตฺตานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ คือ ญาณ
เครื่องกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย. เมื่อ
ควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ความยิ่งและความหย่อน
ท่านลง โร อักษรด้วยบทสนธิ กล่าวว่า ปโรปรานิ. ความเป็นแห่ง
ความยิ่งและความหย่อน ชื่อว่า ปโรปริยํ. ความเป็นแห่งความยิ่งและ
ความหย่อนนั่นแล ชื่อว่า ปโรปริยตฺตํ. ความยิ่งและความหย่อนแห่ง
อินทรีย์ทั้งหลาย ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า
อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ. ญาณเครื่องกำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่ง
อินทรีย์ ชื่อว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ. อธิบายว่า ญาณเครื่อง
กำหนดรู้ความสูงและความต่ำของอินทรีย์ทั้งหลาย.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 350 (เล่ม 67)

อีกอย่างหนึ่ง ปรานิ จ โอปรานิ จ ปโรปรานิ ความยิ่งและความ
หย่อน ชื่อว่า ปโรปรานิ ความเป็นแห่งความยิ่งและความหย่อนเหล่านั้น
ชื่อว่า ปโรปริยํ. ท่านอธิบายว่า โอปรานิ ความหย่อน คือ โอรานิ
คือ ความหย่อน (ความต่ำ). อธิบายว่า ลามก. ดุจในประโยคมีอาทิว่า
ได้รู้ธรรมลามก. ปาฐะใช้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทริยปโรปริยตฺเต ญาณํ
ญาณกำหนดรู้ในความยิ่งและความหย่อนของอินทรีย์ก็มี. บทว่า ตถา-
คตสฺส คือ เสด็จมาเหมือนอย่างท่านผู้แสวงคุณแต่ก่อน มีพระวิปัสสี
เป็นต้นเสด็จมาแล้ว. อนึ่ง เสด็จไปเหมือนท่านผู้แสวงคุณเหล่านั้นเสด็จ
ไปแล้ว. บทว่า ตถาคตพลํ เป็นกำลังของพระตถาคต คือเป็นกำลัง
ของพระตถาคตเท่านั้นไม่ทั่วไปด้วยบุคคลเหล่าอื่น. อธิบายว่า เป็นกำลัง
มาแล้วเหมือนอย่างกำลังของพระพุทธเจ้าแต่ก่อน ด้วยการถึงพร้อมด้วย
การสะสมบุญบ้าง.
กำลังของพระตถาคตมีสองอย่างคือ กายพลํ (กำลังพระกาย) ๑
ญาณพลํ (กำลังพระญาณ) ๑. ในพระกำลังเหล่านั้น พึงทราบกำลัง
พระกายด้วยระลึกถึงตระกูลช้าง. โบราณาจารย์กล่าวได้ดังนี้ว่า
ตระกูลช้าง ๑๐ ตระกูล คือตระกูลช้างกาฬาวกะ ๑
คังเคยยะ ๑ ปัณฑระ ๑ ตัมพะ ๑ ปิงคละ ๑ คันธะ ๑
มังคละ ๑ เหมะ ๑ อุโปสถะ ๑ ฉัททันตะ ๑.
กำลังของช้างพันโกฏิด้วยจำนวนช้างปกติ ของบุรุษหมื่นโกฏิด้วย
จำนวนบุรุษ นี้เป็นกำ ลังพระกายของพระตถาคต. แต่กำ ลังพระญาณมา
แล้วในมหาสีหนาทสูตร คือทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ (ญาณทำความ
กล้าหาญ ๔) ญาณไม่ทรงหวั่นไหวในบริษัท ๘ ญาณกำหนดกำเนิด ๔

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 351 (เล่ม 67)

ญาณกำหนดคติ ๕. พระญาณพันหนึ่งเป็นอันมากแม้เหล่าอื่นอย่างนี้ คือ
ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ มาแล้วในสังยุตตนิกาย นี้ชื่อว่า กำลังพระญาณ.
ในที่นี้ประสงค์กำลังพระญาณเท่านั้น. เพราะพระญาณท่านกล่าวว่าเป็น
พละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว และเพราะอรรถว่า ค้ำจุน.
พึงทราบความในบทนี้ว่า สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ความรู้
อัธยาศัย และกิเลสอันนอนเนื่องในสันดานของสัตว์ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า
สตฺตา (สัตว์ทั้งหลาย) เพราะเป็นผู้ข้อง คือติดในขันธ์ทั้งหลายมีรูป
เป็นต้นด้วยฉันทราคะ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนราธะ
ผู้ข้องผู้ติดในความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี ความอยากในรูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่า สัตว์. แต่นักคิดอักษรไม่
พิจารณาถึงความต้องการเพียงชื่อ. ผู้ใดพิจารณาถึงความ ผู้นั้นย่อมต้อง
การบทว่า สตฺตา ด้วยสัตตศัพท์. แห่งสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น. ชื่อว่า
อาสย เพราะเป็นที่มานอนอาศัยของสัตว์ทั้งหลาย. บทนี้เป็นชื่อของ
จิตตสันดานของสัตว์ที่อบรมด้วยมิจฉาทิฏฐิบ้าง สัมมาทิฏฐิบ้าง กาม
เป็นต้นบ้าง ออกจากกามเป็นต้นบ้าง. ชื่อว่า อนุสย เพราะกิเลสทั้งหลาย
นอนตาม เข้าไปติดตามสันดานของสัตว์. บทนี้เป็นชื่อของกามราคะ
เป็นต้น อันถึงซึ่งกำลัง. อาสย และ อนุสย ชื่อว่า อาสยานุสโย.
พึงทราบว่าเป็นคำเดียวกัน ด้วยถือกำเนิดและด้วยทวันทวสมาส (สมาสคู่)
เพราะจริตและอัธยาศัยสงเคราะห์เข้าในอาสยะและอนุสยะ ฉะนั้น ญาณใน
จริตและอัธยาศัย ท่านสงเคราะห์ลงในอาสยานุสยญาณนั่นเอง จึงกล่าวว่า
อาสยานุสเย ญาณํ ความรู้ในอัธยาศัยและกิเลสอันนอนเนื่องอยู่ใน
สันดาน.

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 352 (เล่ม 67)

พึงทราบความในบทนี้ว่า ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ญาณในยมก-
ปาฏิหาริย์ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า ยมกํ เป็นคู่ เพราะกองไฟและสายน้ำ
เป็นต้น เป็นไปคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง. ชื่อว่า ปาฏิหิรํ เพราะนำ
ปฏิปักขธรรม มีความเป็นผู้ไม่เชื่อเป็นต้นออกไป. ชื่อว่า ยมกปาฏิหิรํ
เพราะนำปฏิปักขธรรมออกไปเป็นคู่.
พึงทราบความในบทนี้ว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ญาณใน
มหากรุณาสมาบัติ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า กรุณา เพราะเมื่อทุกข์ของคนอื่น
มีอยู่ ย่อมทำความหวั่นไหวในหทัยเพื่อคนดีทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า กรุณา เพราะกำจัดทุกข์ของคนอื่นให้หมดสิ้นไป. หรือชื่อว่า
กรุณา เพราะช่วยเหลือให้เขาพ้นจากทุกข์. ความกรุณาใหญ่ด้วยการทำ
การแผ่ไป หรือด้วยคุณธรรม ชื่อว่า มหากรุณา. ชื่อว่า สมาปตฺติ
เพราะเป็นผู้มีมหากรุณาถึงพร้อม. ชื่อว่า มหากรุณาสมาปตฺติ เพราะมี
มหากรุณาแล้วเข้ามหากรุณาสมาบัตินั้น หรือญาณสัมปยุตด้วยมหากรุณา
นั้นในมหากรุณาสมาบัตินั้น.
พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพญฺญุตญาณํ อนาวรณญาณํ (ญาณ
ไม่มีอะไรกั้น) ดังนี้ต่อไป. ชื่อว่า สพฺพญฺญู เพราะรู้ทั่วถึงทุกสิ่งอัน
เป็นทางที่ควรแนะนำ ๕ ประการ. ความเป็นแห่งพระสัพพัญญูนั้น ชื่อว่า
สพฺพญฺญุตา. ญาณคือความเป็นพระสัพพัญญูนั่นแล ชื่อว่า สพฺพญฺญุต-
ญาณํ. เมื่อควรจะกล่าวว่า สพฺพญฺญุตาญาณํ แต่กล่าวทำให้มีเสียงสั้นว่า
สพฺพญฺญุตญาณํ. จริงอยู่ ธรรมทั้งหมดมีประเภทเป็นต้นว่า สังขตธรรม
และอสังขตธรรม เป็นทางที่ควรแนะนำ ๕ ประการคือ สังขาร ๑ วิการ ๑
ลักษณะ ๑ นิพพาน ๑ บัญญัติ ๑. ความกั้นญาณนั้นไม่มี เพราะเนื่อง

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 353 (เล่ม 67)

ด้วยเป็นอาวัชชนะ เพราะฉะนั้น ญาณนั้นนั่นแลจึงเรียกว่า อนาวรณญาณ.
พึงทราบความในบทนี้ว่า สพฺพตฺถ อสงฺคมปฺปฏิหตมนาวรณญาณํ
อนาวรณญาณอันไม่ข้อง ไม่มีอะไรขัดในกาลทั้งปวง ดังต่อไปนี้ ญาณ
ปราศจากการกั้น ไม่ข้อง ปราศจากการข้อง ไม่ขัด ปราศจากการขัด
ปราศจากการเป็นปฏิปักษ์เป็นไปแล้วในอดีต อนาคต และปัจจุบัน.
บทว่า อนาคตมฺปิ อาทิสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงแม้
อนาคต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในภัทรกัปนี้ได้มีพระพุทธเจ้า ๓
พระองค์แล้ว ปัจจุบันนี้เราเป็นสัมมาสัมพุทธะองค์ที่ ๔ และต่อไปจักมี
พระเมตไตรยเป็นองค์ที่ ๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมนุษย์มีอายุได้แปด-
หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเมตไตรยจักอุบัติในโลก เป็นพระ-
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ. ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย ครั้งนั้นแล พระราชาพระนามว่าสังขะ จักรับสั่งให้ยกเสาบูชายัญที่
พระราชาพระนามว่ามหาปนาทะทรงสร้างไว้ ทรงครองราชสมบัติ ทรง
กำจัดศัตรู สละพระราชทรัพย์ ทรงถวายทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า
คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย แล้วทรงปลงผมและหนวดนุ่งห่ม
ผ้ากาสายะ เสด็จออกทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงบอกอนาคตของพระเทวทัตเป็นต้น
โดยนัยมีอาทิว่า ในอนาคตเทวทัตจักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า
อัฏฐิสสระ และสุมนมาลาการจักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า สุมนิสสระ.
บทว่า ปจฺจุปนฺนมฺปิ อาทิสติ ทรงแสดงแม้ปัจจุบันนี้ชัดดีแล้ว.
บทว่า วิภูตรูปสญฺญิสฺส คือ ผู้มีรูปสัญญาอันผ่านไปแล้ว. บทว่า
สพฺพกายปฺปหายิโน ผู้ละกายทั้งหมดแล้ว คือละรูปกายทั้งหมดด้วย

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 354 (เล่ม 67)

ตทังคะ และวิกขัมภนะ อธิบายว่า ละปฏิสนธิในรูปภพได้แล้ว. บทว่า
นตฺถิ กิญฺจีติ ปสฺสโต เห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไร คือเห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไร
ด้วยเห็นความไม่มีแห่งวิญญาณ. ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตน-
สมาบัติ. โปสาลมาณพทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สักกะ ในบทว่า
ญาณํ สกฺกานุปุจฺฉามิ ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ.
ต้องการคำพูดว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณของบุคคลนั้น. บทว่า
กถํ เนยฺโย คือ บุคคลนั้นควรแนะนำอย่างไร. ควรให้เกิดญาณยิ่งขึ้น
แก่เขาอย่างไร.
บทว่า รูปสญฺญา ในบทนี้ว่า กตมา รูปสญฺญา รูปสัญญาเป็นไฉน
ท่านกล่าวรูปาวจรฌาน และอารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น ด้วยหัวข้อว่า
สญฺญา. จริงอยู่ แม้รูปาวจรฌานท่านก็กล่าวว่า รูป ในบทมีอาทิว่า
รูปี รูปานิ ปสฺสติ ผู้มีรูปย่อมเห็นรูป. แม้อารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น
(ก็ชื่อว่ารูป) ในคำเป็นต้นว่า ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปภายนอก มีผิวพรรณดี
และมีผิวพรรณทราม. เพราะฉะนั้น บทว่า รูปสญฺญา นี้ จึงเป็นชื่อ
ของรูปาวจรฌานด้วยหัวข้อว่า สญฺญา อย่างนี้ว่า ความสำคัญในรูปนี้
ชื่อว่ารูปสัญญา. ชื่อว่า รูปสญฺญา เพราะรูปมีสัญญา. ท่านกล่าวว่ารูป
เป็นชื่อของรูปาวจรฌานนั้น. อนึ่ง พึงทราบว่า บทว่า รูปสญฺญา นี้
เป็นชื่อของอารมณ์ของรูปาวจรฌานนั้น มีประเภทเป็นต้นว่าปฐวีกสิณ
ด้วยประการฉะนี้. แต่ในที่นี้ประสงค์เอารูปสัญญาอันได้แก่ (รูป)ฌาน ๑๕
ด้วยอำนาจแห่งกุศล วิบาก และกิริยา. บทว่า รูปาวจรสมาปตฺตึ สมา-
ปนฺนสฺสวา ของบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ คือเข้าถึงกุศลฌานอันเป็น
รูปาวจรสมาบัติ. บทว่า อุปฺปนฺนสฺส วา คือ เกิดขึ้นแล้วในภพนั้นด้วย

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 355 (เล่ม 67)

อำนาจแห่งวิปากฌาน. บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาริสฺส วา หรือของบุคคล
ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือผู้ยังสุขอันเป็นกิริยาฌาน
สมาบัติให้เกิดขึ้นอยู่ในอัตภาพนี้อยู่แล้ว.
บทว่า อรูปสมาปตฺติโย ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นต้น.
บทว่า ปฏิลทฺธสฺส ได้แล้ว คือให้เกิดขึ้นดำรงอยู่แล้ว. บทว่า รูปสญฺญา
วิภูตา โหนฺติ คือ ปราศจากรูปสัญญา. บทว่า วิคตา คือ หมดไปแล้ว.
ปาฐะว่า วิภาวิตา๑ บ้างดังนี้. บทว่า ตทงฺคสมติกฺกมา คือ ด้วยการ
ก้าวล่วงด้วยตทังคปหาน. บทว่า วิกฺขมฺภนปฺปหาเนน ปหีโน ละแล้ว
ด้วยวิกขัมภนปหาน คือละด้วยการข่มไว้ด้วยได้อรูปฌาน. บทว่า ตสฺส
รูปกาโย คือ รูปาวจรกายของบุคคลผู้ได้อรูปสมาบัตินั้น.
พึงทราบความในบทนี้ว่า อากิญฺจญฺญายตนํ ดังต่อไปนี้. ชื่อว่า
อกิญฺจนํ เพราะไม่มีอะไร ในฌานนี้. ท่านกล่าวว่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่
โดยที่สุดแม้เพียงในภังคขณะ. ความเป็นแห่งความไม่มีอะไร ชื่อว่า
อากิญฺจญฺญํ. บทนี้เป็นชื่อของการปราศจากวิญญาณ ในอากาสานัญ-
จายตนสมาบัติ. อากิญจัญญะนั้น ชื่อว่า อากิญฺจญฺญายตนํ เพราะเป็น
เครื่องสืบต่อแห่งสัญญานี้ด้วยการอธิษฐาน. คำว่า อากิญจัญญายตนะ
นี้ เป็นชื่อของฌาน อันมีอารมณ์ปราศจากวิญญาณอันเป็นไปแล้วใน
ความว่าง. บทว่า วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ สโต สมาปชฺชิตฺวา
คือ มีสติเข้าถึงวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น. บทว่า สโต วุฏฺฐหิตฺวา
มีสติออก คือเป็นผู้มีสติออกจากสมาบัตินั้น. บทว่า ตญฺเญว วิญฺญาณํ
คือ วิญญาณอันเป็นมหัคคตะอันเป็นไปแล้วในความว่าง. บทว่า อภาเวติ
๑. ม. อภาวิตาติปิ.

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 356 (เล่ม 67)

คือ ให้พินาศไป. บทว่า วิภาเวติ คือ ให้พินาศไปโดยวิธีต่าง ๆ.
บทว่า อนฺตรธาเปติ คือ ให้ถึงความไม่เห็น. บทว่า กถํ โส เนตพฺโพ
บุคคลนั้นควรแนะนำอย่างไร คือควรรู้โดยประการไร. บทว่า วิเนตพฺโพ
ควรแนะนำให้วิเศษ คือควรรู้โดยวิธีต่าง ๆ. บทว่า อนุเนตพฺโพ ควร
ตามแนะนำ คือควรให้จิตถึงถ้อยคำบ่อย ๆ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงประกาศความที่ญาณของ
พระองค์ไม่ถูกกระทบในบุคคลเช่นนั้นแก่โปสาลมาณพ จึงตรัสคาถาเพื่อ
ทรงพยากรณ์นั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย สพฺพา อภิชานํ ตถาคโต
คือ ตถาคตรู้ยิ่งซึ่งวิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ) ทั้งปวงอย่างนี้
ว่า วิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถแห่งอภิสังขาร วิญญาณฐิติ ๗ ด้วยสามารถ
แห่งปฏิสนธิ. บทว่า ติฏฺฐนฺตเมนํ ชานาติ คือ ย่อมรู้จักบุคคลนั้นเมื่อ
ตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งอภิสังขารคือกรรมว่า บุคคลนี้จักมีคติอย่างนี้ดังนี้.
บทว่า วิมุตฺตํ พ้นวิเศษแล้ว คือน้อมไปแล้วในอากิญจัญญายตนสมาบัติ
เป็นต้น. บทว่า ตปฺปรายนํ มีสมาบัตินั้นเป็นเบื้องหน้า คือสำเร็จด้วย
สมาบัตินั้น.
บทว่า วิญฺญาณฏฺฐิติโย ความว่า ที่ตั้งแห่งปฏิสนธิวิญญาณ. คือ
สวิญญาณกขันธ์นั้นแล(ขันธ์มีวิญญาณ). ในบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ
เป็นนิบาตลงในอรรถแสดงตัวอย่าง. บทว่า มนุสฺสา คือ มนุษย์มากมาย
แม้ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ย่อมไม่มี มนุษย์สองคนเหมือนเป็นอย่าง
เดียวกันด้วยผิวพรรณและทรวดทรงเป็นต้น. แม้มนุษย์เหล่าใดมีผิวพรรณ
หรือทรวดทรงเหมือนกัน มนุษย์เหล่านั้นก็ไม่เหมือนกันด้วยการแลการ

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 357 (เล่ม 67)

เหลียวเป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีกายต่าง ๆ กัน. ส่วน
ปฏิสนธิสัญญาของสัตว์เหล่านั้นเป็นติเหตุกะบ้าง ทุเหตุกะบ้าง อเหตุกะ-
บ้าง เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีสัญญาต่าง ๆ กัน. บทว่า
เอกจฺเจ จ เทวา ได้แก่ เทพชั้นกามาวจร ๖ ชั้น. จริงอยู่ บรรดา
เทพเหล่านั้น บางพวกมีกายเขียว บางพวกมีผิวพรรณเหลืองเป็นต้น.
แต่สัญญาของเทพเหล่านั้น เป็นติเหตุกะบ้าง ทุเหตุกะบ้าง เป็นอเหตุกะ
ไม่มี. บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา วินิปาติกะ (ผู้ตกไปในอบาย)
บางพวก คือเวมานิกเปรตเหล่าอื่นมีอาทิอย่างนี้ คือยักษิณีผู้เป็นมารดา
ของปุนัพพสุ ยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระ ยักษิณีผู้เป็นมิตรของ
ปุสสะผู้ยินดีในธรรม พ้นจากอบาย ๔. ร่างกายของเวมานิกเปรตเหล่านั้น
ต่าง ๆ กันด้วยสี มีผิวขาว ดำ ผิวทอง และสีนิลเป็นต้น ด้วยลักษณะมี
ผอม อ้วน เตี้ย สูง. แม้สัญญาก็ต่างกันด้วยสามารถแห่งติเหตุกะ ทุเหตุกะ
และอเหตุกะ เหมือนของมนุษย์ทั้งหลาย. แต่เวมานิกเปรตเหล่านั้นไม่มี
ศักดิ์มากเหมือนทวยเทพ มีศักดิ์น้อยเหมือนคนจนหาของกินและเครื่อง
ปกปิดได้ยาก ถูกทุกข์บีบคั้นอยู่. บางพวกได้รับทุกข์ในข้างแรม ได้รับ
สุขในข้างขึ้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า วินิปาติกะ เพราะตกไป
จากการสะสมความสุข. แต่เวมานิกเปรตที่เป็นติเหตุกะ ย่อมเป็นผู้บรรลุ
ธรรมได้ดุจการบรรลุธรรมของยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระเป็นต้น.
บทว่า พฺรหฺมกายิกา พวกเทพนับเนื่องในหมู่พรหม ได้แก่ พรหม-
ปาริสัชชะ พรหมปุโรหิตะและมหาพรหม. บทว่า ปฐมานิพฺพตฺตา ผู้
เกิดในภูมิปฐมฌาน คือหมู่พรหมทั้งหมดนั้นเกิดด้วยปฐมฌาน. แต่
พรหมปาริสัชชะเกิดด้วยปริตตฌาน พรหมปุโรหิตะเกิดด้วยมัชฌิมฌาน.

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 358 (เล่ม 67)

อนึ่ง กายของพรหมเหล่านั้นมีรัศมีซ่านออกไป. มหาพรหมเกิดด้วย
ปณีตฌาน. แต่กายของมหาพรหมมีรัศมีซ่านออกไปยิ่งกว่า. เพราะฉะนั้น
พรหมเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน
เพราะมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกันด้วยอำนาจปฐมฌาน. สัตว์
ทั้งหลายในอบาย ๔ ก็เหมือนเทพเหล่านั้น. เพราะในนรก สัตว์นรก
บางพวกมีร่างกายคาวุตหนึ่ง บางพวกกึ่งโยชน์ บางพวก ๓ คาวุต. ส่วน
ของเทวทัตมีร่างกาย ๑๐๐ โยชน์. แม้ในเดียรัจฉานบางพวกก็เล็ก บางพวก
ก็ใหญ่. แม้ในเปรตวิสัย บางพวก ๖๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก
บางพวกผิวพรรณงาม บางพวกผิวพรรณซูบซีด. อนึ่ง แม้กาลกัญชิกาสูร
ก็สูง ๑๐ โยชน์ ชื่อว่าทีฆปิฏฐิกเปรต (เปรตมีหลังยาว). แต่สัญญา
ของสัตว์นรกทั้งหมด เป็นอกุศลวิบาก เป็นอเหตุกะ. ด้วย ประการฉะนี้
แม้สัตว์ในอบายก็เรียกได้ว่ามีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน.
บทว่า อาภสฺสรา ชื่อว่า อาภัสสระ เพราะรัศมีจากสรีระของ
เทพเหล่านั้น ย่อมแล่นออกดุจขาดตกลงเหมือนเปลวคบเพลิงฉะนั้น.
บรรดาอาภัสสรเทพเหล่านั้น เทพผู้เกิดขึ้นเพราะเจริญฌานสองคือปริตต-
ทุติยฌานและปริตตตติฌานในปัญจกนัย ชื่อว่า ปริตตาภา. เทพผู้เกิด
ขึ้นเพราะเจริญมัชฌิมฌาน ชื่อว่า อัปปมาณาภา. เทพผู้เกิดขึ้นเพราะ
เจริญปณีตฌาน ชื่อว่า อาภัสสรา. แต่ในที่นี้มุ่งหมายเอาเทพทั้งหมด
ด้วยการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์. เพราะว่ากายของเทพเหล่านั้นทั้งหมด
มีรัศมีซ่านออกเป็นอย่างเดียวกัน. แต่สัญญาต่าง ๆ กัน คือไม่มีวิตก
มีเพียงวิจาร และไม่มีทั้งวิตกทั้งวิจาร. บทว่า สุภกิณฺหา คือ เทพที่
เต็มไปด้วยความงาม. อธิบายว่า มีรัศมีเป็นกลุ่มเดียวกัน ด้วยสีของ

358