พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 319 (เล่ม 67)

[๔๕๐] โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ อะไรเล่าเป็น
เครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น พระองค์ตรัสว่า นิพพาน
เพราะละอะไรเสียได้.
[๔๕๑] คำว่า โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ความว่า อะไร
เป็นเครื่องประกอบ เครื่องคล้องไว้ เครื่องผูก เครื่องพัวพัน เครื่อง
มัวหมอง ของโลก โลกอันอะไรประกอบไว้ ประกอบทั่ว เหนี่ยวรั้ง
ยึดไว้ คล้องไว้ เกี่ยวไว้ พัวพันไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกมีอะไร
เป็นเครื่องประกอบไว้.
[๔๕๒] คำว่า อะไรเล่าเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น ความ
ว่า อะไรเป็นเครื่องสัญจร เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ของโลกนั้น โลก
ย่อมสัญจรไป เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ด้วยอะไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อะไรเล่าเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น.
[๔๕๓] คำว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้
ความว่า พระองค์ย่อมตรัส ย่อมบอก ย่อมเล่า ย่อมกล่าว แสดง
บัญญัติว่า นิพพาน เพราะละ สงบ สละคืน ระงับ อะไรเสียได้ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะละอะไรเสียได้ เพราะ
เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ อะไรเล่าเป็นเครื่อง
เที่ยวไปของโลกนั้น พระองค์ตรัสว่า นิพพาน เพราะ
ละอะไรเสียได้.
[๔๕๔] โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ วิตก เป็น

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 320 (เล่ม 67)

เครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะ
ละตัณหาเสียได้.
[๔๕๕] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศล-
มูล ตรัสว่า ความเพลิน ในอุเทศว่า นนฺทิสญฺโญชโน โลโก ดังนี้
ความเพลินเป็นเครื่องประกอบ เครื่องคล้องไว้ เครื่องผูก เครื่องมัวหมอง
ของโลก โลกอันความเพลินนี้ประกอบไว้ ประกอบทั่ว เหนี่ยวรั้ง ผูกไว้
คล้องไว้ พันไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า โลกมีความเพลินเป็นเครื่อง
ประกอบไว้.
[๔๕๖] วิตก ๙ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก วิตก
ถึงญาติ วิตกถึงชนบท วิตกถึงเทวดา วิตกอันปฏิสังยุตด้วยความเอ็นดู
ผู้อื่น วิตกอันปฏิสังยุตด้วยลาภ สักการะ และสรรเสริญ วิตกอันปฏิสังยุต
ด้วยความไม่อยากให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน. เหล่านี้เรียกว่าวิตก ๙. ชื่อว่า วิตก
ในอุเทศว่า วิตกฺกสฺส วิจารณา ดังนี้ วิตก ๙ อย่างนี้เป็นเครื่องสัญจร
ไป เที่ยวไป ท่องเที่ยวไป ด้วยวิตก ๙ อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น.
[๔๕๗] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏ-
ฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ตณฺหาย วิปฺป-
หาเนน นิพฺพานํ อิติ วุจฺจติ ดังนี้.
คำว่า เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะละตัณหาเสียได้ ความว่า
เราย่อมกล่าว ย่อมบอก เล่า ขาน แสดง บัญญัติว่า เพราะละ สงบ
สละคืน ระงับตัณหาเสียได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรากล่าวว่า นิพพาน
เพราะละตัณหาเสียได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 321 (เล่ม 67)

โลกมีความเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ วิตก เป็น
เครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เรากล่าวว่า นิพพาน เพราะ
ละตัณหาเสียได้.
[๔๕๘] เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป วิญญาณจึงดับ
พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระองค์.
[๔๕๙] คำว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ความว่า เมื่อโลก
มีสติสัมปชัญญะอย่างไรเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป
รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อโลกมีสติอย่างไร
เที่ยวไป.
[๔๖๐] คำว่า วิญญาณจึงดับ ความว่า วิญญาณดับ สงบ ถึง
ความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจึงดับ.
[๔๖๑] คำว่า พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ความว่า พวกข้าพระองค์มาแล้ว คือ มาถึง เข้ามาถึง
ถึงพร้อม มาประชุมกับพระองค์เพื่อจะทูลถาม คือเพื่อสอบถาม ทูล ขอ
ทูลเชื้อเชิญ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว คือขอให้ทรงประสาท
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกข้าพระองค์มาแล้วเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า.
[๔๖๒] คำว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระ-
องค์ ความว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟัง ศึกษา ทรงจำ เข้าไป กำหนด
พระดำรัส ถ้อยคำ ทางถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิ ของพระองค์ เพราะ-

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 322 (เล่ม 67)

ฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสของพระองค์ เพราะ-
เหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป วิญญาณจึงดับ พวก
ข้าพระองค์มาแล้วเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พวก
ข้าพระองค์จะขอฟังพระดำรัสนั้นของพระองค์.
[๔๖๓] เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในและภายนอก
เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป วิญญาณจึงดับ.
[๔๖๔] คำว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาภายในและภาย
นอก ความว่า เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายในภายใน
อยู่ ไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจเวทนา คือ ย่อม
ละ ย่อมบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความเพลิดเพลิน
ความพร่ำถึง ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น
เมื่อโลกเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลก
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่ เมื่อโลก
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อ
โลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายในภายในอยู่ เมื่อ
โลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลาย
ในภายในอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลาย
ในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนา
ทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายในภายนอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรม

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 323 (เล่ม 67)

คือความเกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่ เมื่อโลก
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมไปในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภาย-
นอกอยู่ เมื่อโลกพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
ในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำ
ถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจซึ่งเวทนา คือ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ทำให้
สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ
ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาใน
เวทนาทั้งหลายด้วยอาการ ๑๒ อย่างนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง
ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจซึ่งเวทนา ฯ ล ฯ ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิด
เพลิน ความพร่ำถึง ความติดใจ.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาโดยความไม่เที่ยง ย่อม
ไม่เพลิดเพลิน . . . เมื่อโลกพิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นทุกข์ โดย
ความเป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ
ฯ ล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออก ย่อมไม่เพลิดเพลิน . . . เมื่อโลก
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายโดยอาการ ๔๒ นี้อยู่ ย่อมไม่เพลิด
เพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ตั้งอยู่ด้วยความติดใจในเวทนา คือ ย่อมละ ย่อม
บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งความเพลิดเพลิน ความพร่ำถึง
ความติดใจ ความถือไว้ ความจับต้อง ความถือมั่น เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาในภายในและภายนอก.
[๔๖๕] คำว่า เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป ความว่า เป็นผู้มีสติ
สัมปชัญญะอย่างนี้เที่ยวไป คือเที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป
รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 324 (เล่ม 67)

[๔๖๖] คำว่า วิญญาณจึงดับ ความว่า วิญญาณอันสหรคตด้วย
ปุญญาภิสังขาร วิญญาณอันสหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร วิญญาณอัน
สหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร ย่อมดับ สงบ ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับ
ไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิญญาณจึงดับ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เมื่อโลกไม่เพลิดเพลินเวทนาในภายในและภายนอก
เป็นผู้มีสติอย่างนี้เที่ยวไป วิญญาณจึงดับ.
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล.
จบอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓
อรรถกถาอุทยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในอุทยสูตรที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญาวิโมกฺขํ คือ อรหัตวิโมกข์ อุทยมาณพทูลถามถึง
วิโมกข์อันสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งพระอรหัต.
บทว่า ปฐเมนปิ ฌาเนน ฌายี พระผู้มีพระภาคเจ้ามีฌานแม้
ด้วยปฐมฌาน ชื่อว่า มีฌาน เพราะเพ่งด้วยปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก
วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา. บทว่า ทุติเยน คือ เพ่งด้วยทุติยฌาน
สัมปยุตด้วยปีติ สุข จิตเตกัคคตา. บทว่า ตติเยน คือ เพ่งด้วยตติย-
ฌาน สัมปยุตด้วยสุข และจิตเตกัคคตา. บทว่า จตุตฺเถน คือ เพ่งด้วย
จตุตถฌาน สัมปยุตด้วยอุเบกขาจิตเตกัคคตา. บทว่า สวิตกฺกสวิจาเรนปิ

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 325 (เล่ม 67)

ฌาเนน ฌายี เพ่งด้วยฌานแม้มีวิตกมีวิจาร คือ ชื่อว่ามีฌานเพราะเพ่ง
ฌานมีวิตกมีวิจาร ด้วยปฐมฌานในจตุตกนัยและปัญจกนัย. บทว่า
อวิตกฺกวิจารมตฺเตน ด้วยฌานสักว่าไม่มีวิตกมีแต่วิจาร คือด้วยทุติยฌาน
ในปัญจกนัย. บทว่า อวิตกฺกอวิจาเรน ด้วยฌานอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร
คือด้วยฌานที่เหลือ มีทุติยฌานและตติยฌานเป็นต้น. บทว่า สปฺปีติ-
เกน ด้วยฌานมีปีติ คือด้วยทุกฌานและติกฌานอันสัมปยุตด้วยปีติ.
บทว่า นิปฺปีติเกน ด้วยฌานไม่มีปีติ คือด้วยฌานอันเหลือจากนั้น
เว้นแล้วจากปีติ. บทว่า สาตสหคเตน ด้วยฌานอันสหรคตด้วยสุข
คือด้วยติกฌานจตุกกฌานอันสหรคตด้วยสุข. บทว่า อุเปกฺขาสหคเตน
ด้วยฌานอันสหรคตด้วยอุเบกขา คือด้วยจตุตถฌานและปัญจมฌาน.
บทว่า สุญฺญเตน ด้วยฌานอันเป็นสุญญตะ คือด้ายฌานอันประกอบด้วย
สุญญตวิโมกข์. บทว่า อนิมิตฺเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะ.
ชื่อว่า มีฌาน เพราะเพิกนิมิตว่าเที่ยง นิมิตว่ายั่งยืน และนิมิตว่าตน
ออกเสีย แล้วเพ่งด้วยฌานอันเป็นอนิมิตที่ตนได้แล้ว. บทว่า อปฺปณิ-
หิเตนปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นอัปปณิหิตะ คือด้วยฌานอันไม่มีที่ตั้ง เพราะ
ผลสมาบัติ เพราะชำระถือเอาซึ่งความปรารถนาด้วยการถึงมรรค. บทว่า
โลกิเยปิ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ คือด้วยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
และจตุตถฌานอันเป็นโลกิยะ. บทว่า โลกุตฺตเรนปิ แม้ด้วยฌานอัน
เป็นโลกุตระ คือด้วยฌานอันสัมปยุตด้วยโลกุตระนั่นเอง. บทว่า ฌาน-
รโต คือเป็นผู้ยินดีแล้วในฌานทั้งหลาย. บทว่า เอกตฺตมนุยุตฺโต ทรง
ขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว คือทรงขวนขวายประกอบความเป็นผู้เดียว.
บทว่า สทตฺถครุโก คือ เป็นผู้หนักอยู่ในประโยชน์ของตน. แปลง ก

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 326 (เล่ม 67)

อักษรเป็น ท อักษร. อนึ่ง บทว่า สทตฺโถ พึงทราบว่า คือพระอรหัต.
จริงอยู่ พระอรหัตนั้นท่านกล่าวว่า ประโยชน์ตน เพราะอรรถว่า เข้าไป
ผูกพันกับตน เพราะอรรถว่า ไม่ละตน และเพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ของตน. เป็นผู้หนักในประโยชน์ตน ด้วยอำนาจการเข้าถึงผลสมาบัติ.
อาจารย์พวกนี้กล่าวว่า เป็นผู้หนักในนิพพาน. บทว่า อรโช คือ ไม่มี
กิเลส. บทว่า วิรโช คือ ปราศจากกิเลส. บทว่า นิรโช คือ นำ
กิเลสออกไปแล้ว. ปาฐะว่า วีตรโช บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน. บทว่า
รชาปคโต คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส. บทว่า รชวิปฺปหีโน คือ เป็นผู้ละ
กิเลสได้แล้ว. บทว่า รชวิปฺปมุตฺโต คือ เป็นผู้พ้นจากกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า ปาสาณเก เจติเย ณ ปาสาณกเจดีย์ คือ ณ ที่ที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงแสดงปารายนสูตรบนหลังแผ่นหิน. บทว่า สพฺโพสฺสุกฺกปฏิ-
ปสฺสทฺธตฺตา เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวายทั้งปวงแล้ว คือ
พระองค์ชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวาย คือ
อาสวะทั้งปวงได้แล้ว คือทำให้สูญสิ้นไป. บทว่า กิจฺจากิจฺจํ กิจน้อย
ใหญ่ คือพึงคิดด้วยใจอย่างนี้ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ดังนี้.
บทว่า กรณียากรณียํ คืล กรรมที่ควรทำและกรรมที่ไม่ควรทำอย่างนี้ว่า
กรรมนี้เป็นไปทางกายทวารควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ. บทว่า ปหีนํ
ละแล้ว. คือสละแล้ว. บทว่า วสิปฺปตฺโต ถึงความชำนาญ คือถึง
ความเป็นผู้คล่องแคล่ว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะอุทยมาณพได้จตุตถฌาน
ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงวิโมกข์คือพระอรหัตโดยประการต่างๆ ด้วยอำนาจ
แห่งฌานที่อุทยมาณพนั้นได้แล้ว จึงตรัสพระคาถาทั้งหลายต่อไป.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 327 (เล่ม 67)

ในบทเหล่านั้นบทว่า ปหานํ กามฉนฺทานํ เป็นเครื่องละกามฉันทะ
ทั้งหลาย คือพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอุทยมาณพว่า เราขอบอกอัญญา-
วิโมกข์เป็นเครื่องละกามฉันทะแก่ผู้ที่ยังปฐมฌานให้เกิด. พึงประกอบบท
ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ยาจิตฺตสฺส อกลฺลตา ความที่จิตไม่ควร คือความที่จิต
เป็นไข้. เพราะความไข้ท่านเรียกว่า อกลฺลโก. แม้ในวินัยท่านก็กล่าว
ไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลิโก กระผมมิได้เป็นไข้ขอรับ. บทว่า
อกมฺมญฺญตา ความที่จิตไม่สมควรแก่การงาน คือความที่จิตเป็นไข้.
บทว่า โอลิยนา ความท้อ คืออาการท้อ. จริงอยู่ จิตที่เป็นไปในอิริยาบถ
ไม่สามารถจะทรงอิริยาบถไว้ได้ ย่อมติดแน่นดุจค้างคาวติดที่ต้นไม้ และ
ดุจนำอ้อยแขวนอยู่ที่เสา ท่านกล่าวว่า โอลิยนา หมายถึงอาการของจิต
นั้น. บทที่ ๒ เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น สลฺลียนา ความถอย. บทว่า ถีนํ
ความหดหู่ คือความเป็นผู้ก้มหน้าไม่ผึ่งผาย. อีก ๒ บทแสดงความเป็น
อาการ. บทว่า ถีนํ ความง่วงเหงา คือตั้งอยู่เป็นก้อนไม่กระจายดุจก้อน
เนยใส. บทว่า ถียนา อาการง่วงเหงา แสดงถึงอาการ. ความเป็น
ผู้ง่วงเหงา ชื่อว่า ถียิตตฺตํ อธิบายว่า ติดแน่นไม่กระจัดกระจาย.
บทว่า อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ อันมีอุเบกขาและสติหมดจดดี คือ
หมดจดด้วยอุเบกขาและสติในจตุตถฌาน. ท่านกล่าวถึงอรหัตวิโมกข์ที่ได้
บรรลุอย่างวิเศษ ถึงองค์ฌานอันตั้งอยู่แล้วในวิโมกข์ คือจตุตถฌานนั้น
ด้วยบทนี้ว่า ธมฺมตกฺกปุเรชวํ มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่นไปข้าง
หน้า. บทว่า อวิชฺชาย ปเภทนํ เป็นเครื่องทำลายอวิชชา คือพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราขอบอกอัญญาวิโมกข์นั้นนั่นแลว่า เป็นเครื่อง

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 328 (เล่ม 67)

ทำลายอวิชชา โดยการณะและอุปจาระอันเกิดเพราะอาศัยนิพพานอันเป็น
เครื่องทำลายอวิชชาให้สิ้นไป.
ชื่อว่า อุเปกฺขา เพราะเห็นตั้งแต่การเกิดขึ้นในบทนี้ว่า ยา จตุตฺเถ
ฌาเน อุเปกฺขา ความวางเฉยในฌานที่ ๔. อธิบายว่า เห็นชอบ คือ
เห็นโดยไม่ตกไปเป็นฝักฝ่าย. บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่วางเฉยแสดงถึง
อาการ. บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา ความเพิกเฉย เป็นบทเพิ่มอุปสัค. บทว่า
จิตฺตสมโถ ความสงบแห่งจิต คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า
จิตฺตปฺปวตฺติตา ความที่จิตเป็นไป คือความที่จิตเว้นจากความพร่องความ
เกินและความเปล่า. บทว่า มชฺฌตฺตา ความที่จิตเป็นกลาง คือความ
ที่จิตตั้งอยู่ในท่ามกลาง.
อุทยมาณพครั้นสดับถึงนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วย
พระดำรัสอันเป็นประเภทแห่งอวิชชาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลถามว่า พระองค์
ตรัสว่านิพพานเพราะละอะไรเสียได้ จึงกล่าวคาถาว่า กึสุ สญฺโญชโน
โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า วิจารณํ อะไร
เป็นเครื่องเที่ยวไป คือทำการท่องเที่ยว. บทว่า กิสฺสสฺส วิปฺปหาเนน
คือเพราะละธรรมชื่ออะไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่อุทย-
มาณพ จึงตรัสพระคาถาว่า นนฺทิสญฺโญชโน โลกมีความเพลิดเพลิน
เป็นเครื่องประกอบไว้ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้นบทว่า วิตกฺกสฺส คือ วิตกมีกามวิตกเป็นต้นพึงมี
บัดนี้อุทยมาณพเมื่อจะทูลถามทางแห่งนิพพานนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กถํ
สตสฺส เมื่อโลกมีสติอย่างไรเที่ยวไป ดังนี้เป็นต้น.

328