พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 289 (เล่ม 67)

ก็ขนาดของต้นชมพูนี้เท่าใด ของต้นแคฝอยของพวกอสูร ของ
ต้นงิ้วของพวกครุฑ ของต้นกระทุมในอมรโคยานทวีป ของต้นกัลปพฤกษ์
ในอุตตรกุรุทวีป ของต้นซีก ในปุพพวิเทหทวีป ของต้นปาริฉัตตกะ
ในดาวดึงส์ ก็มีขนาดเท่านั้นเหมือนกัน.
ด้วยเหตุนั้นโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
ต้นแคฝอย ต้นงิ้ว ต้นชมพู ต้นไม้ปาริฉัตตกะ ของ
พวกเทวดา ต้นกระทุ่ม ต้นกัลปพฤกษ์ ต้นซีกทั้ง ๗ นี้ เกิด
ขึ้นด้วยสิริ. การก่อตัวขึ้นของหินจักรวาล หยั่งลงในห้วง
น้ำใหญ่ ผุดขึ้นแปดหมื่นสองพันโยชน์ ล้อมโลกธาตุนั้น
ทั้งหมดตั้งอยู่.
ในจักรวาลนั้น จันทมณฑล สี่สิบเก้าโยชน์ สุริยมณฑล
ห้าสิบโยชน์ ดาวดึงสพิภพ หนึ่งหมื่นโยชน์ อสุรพิภพ อเวจีมหานรก
และชมพูทวีปก็เหมือนกัน อมรโคยานทวีป เจ็ดพันโยชน์ ปุพพวิเทหทวีป
ก็เหมือนกัน อุตตรกุรุทวีป แปดพันโยชน์. ในจักรวาล มหาทวีปหนึ่งๆ
มีทวีปน้อย ทวีปละห้าร้อยเป็นบริวาร. จักรวาลหนึ่งทั้งหมดนั้น เป็น
โลกธาตุเดียว โลกันตริกนรก อยู่ในระหว่างโลกธาตุนั้น. ด้วยประการ
ฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงรู้ ทรงรู้ทั่วถึง ทรงแทงตลอดจักรวาล
อันไม่มีที่สุด โลกธาตุอันไม่มีที่สุด ด้วยพระพุทธญาณอันไม่มีที่สุด. แม้
โอกาสโลก พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งด้วยประการทั้งปวงอย่างนั้น. พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เป็น โลกวิทู เพราะทรงรู้แจ้งด้วยประการทั้งปวง ด้วย
ประการฉะนี้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อนุตฺตโร เพราะไม่มี
ใคร ๆ ประเสริฐกว่าด้วยพระคุณของพระองค์ คือไม่มีผู้ยอดเยี่ยม. จริง

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 290 (เล่ม 67)

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงครอบงำสรรพโลก ด้วยคุณ
คือศีลบ้าง ด้วยคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีผู้เสมอ สมกับเป็นผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ
ไม่มีผู้แม้น หาบุคคลเปรียบมิได้ ด้วยคุณคือศีลบ้าง ด้วยคุณคือสมาธิ
ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง. สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ก็เรายัง
ไม่เห็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศีลยิ่งกว่าตน ในพวกเทวดาในเทวโลกและมนุษย์
ในโลกเลย. พึงทราบความพิสดารต่อไป. พึงยังอัคคัปปสาทสูตรเป็นต้น
และยังคาถาทั้งหลายมีอาทิว่า อาจารย์ของเราไม่มีดังนี้ ให้พิสดาร
ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะทรง
ฝึกคนที่ควรฝึกได้. อธิบายว่า ฝึกคือแนะนำ. บทว่า ปุริสทมฺม ในบทว่า
ปุริสทมฺมสารถิ นั้น คือคนฝึกไม่ได้ เป็นดิรัจฉานบุรุษก็ดี มนุษยบุรุษ
ก็ดี อมนุษยบุรุษก็ดี ควรฝึกได้. จริงดังนั้น แม้ดิรัจฉานบุรุษ เป็นต้นว่า
อปลาลนาคราช จูโฬทรนาคราช มโหทรนาคราช อัคคิสิขนาคราช
ธูมสิขนาคราช อารวาฬนาคราช และช้างชื่อว่า ธนปาลกะ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าก็ทรงฝึกได้ ทำให้หมดพยศได้ และให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลได้.
แม้มนุษยบุรุษ เป็นต้นว่าสัจจกนิคัณฐบุตร อัมพัฏฐมาณพ โปกขรสาติ-
พราหมณ์ โสณทัณฑพราหมณ์ กูฏทันตพราหมณ์ พระองค์ก็ทรงฝึกได้
ทำให้หมดพยศได้ และให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลได้. แม้อมนุษยบุรุษ
เป็นต้นว่าอาฬวกยักษ์ สูจิโลมยักษ์ ขรโลมยักษ์ และท้าวสักกเทวราช
พระองค์ก็ยังทรงฝึกได้ ทรงแนะนำ ด้วยอุบายเป็นเครื่องแนะนำ อย่าง
วิจิตรได้. ในบทนี้พึงให้พิสดารด้วยพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนเกสี เราแนะนำ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 291 (เล่ม 67)

คนที่ควรฝึกด้วยถ้อยคำไพเราะบ้าง หยาบบ้าง ทั้งไพเราะและหยาบบ้าง
ดังนี้. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกปฐมฌานเป็นต้น แก่ผู้มีศีล
บริสุทธิ์เป็นต้น และมรรคปฏิทาอันยิ่งแก่พระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่า ย่อม
ทรงฝึกแม้คนที่ฝึกแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ
เป็นสารถีฝึกคนที่พึงฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมนี้ เป็นบทมีความเป็นอันเดียวกัน
นั่นเอง. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกคนที่ควรฝึกได้ โดยประการ
ที่คนทั้งหลายนั่งอยู่โดยบัลลังก์เดียวกัน แล่นไปไม่ติดทิศทั้ง ๘.
บทว่า ปหุ คือ ผู้สามารถ. บทว่า วิสวิ ให้ผู้อื่นมีความเพียร
คือยังความเพียรให้เกิดในสันดานของผู้อื่น. บทว่า อลมตฺโต คือ มีความ
สามารถ. บทว่า วิรโต คือ ทรงเว้นจากบาปทั้งปวงด้วยอริยมรรค.
ไม่มีปฏิสนธิต่อไป เพราะเว้นได้ด้วยอริยมรรค. บทว่า นิรยทุกฺขมติจฺจ
คือ ล่วงเสียซึ่งทุกข์ในนรก เพราะไม่มีปฏิสนธิต่อไป. บทว่า วิริยวาโส
คือ ทรงอยู่ด้วยความเพียร. บทว่า โส วิริยวา พระองค์มีวิริยะ คือ
พระองค์เป็นผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสมควรซึ่งความเป็นผู้อันบุคคลควรกล่าวว่า
วิริยวา. บทว่า ปธานวา วีโร ตาที มีปธานะ ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้
คงที่ นี้เป็นคำยกย่องพระองค์. เพราะพระองค์ชื่อว่ามีปธานะ เพราะมี
ปธานะในมรรคและฌาน ชื่อว่าทรงแกล้วกล้า เพราะสามารถกำจัด
ข้าศึกคือกิเลสได้. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะไม่มีวิการ. บทว่า. ปวุจฺจเต
ตถตฺตา ท่านกล่าวว่ามีพระองค์เป็นอย่างนั้น คือท่านกล่าวผู้เป็น
อย่างนั้นว่า วิริยวา.
บทว่า เต กามกามิโน ชนเหล่านั้นเป็นผู้ใคร่กาม คือปรารถนา
วัตถุกามมีรูปเป็นต้น. บทว่า ราคราคิโน คือ กำหนัดด้วยราคะ. บทว่า

291
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 292 (เล่ม 67)

สญฺสญฺญิโน คือ มีความสำคัญในราคสัญญา. บทว่า น กาเม กาเมติ
คือ ไม่ปรารถนาวัตถุกามมีรูปเป็นต้น. บทว่า อกาโม คือ เว้นจากกาม.
บทว่า นิกฺกาโม คือ ออกจากกาม. บทว่า สพฺพญฺญุตญาณํ พระพุทธเจ้า
พระนามว่า สพฺพญฺญู เพราะทรงรู้ทางที่ควรแนะนำทั้งปวงให้ถึงความ
เจริญ. ความเป็นแห่ง สัพพัญญู นั้น ชื่อว่า สพฺพญฺญุตา. ญาณคือ
ความเป็นแห่งสัพพัญญู ชื่อว่า สพฺพญฺญุตญาณํ. ดวงตาคือสัพพัญ-
ญุตญาณและความเป็นผู้ชนะ เพราะยังกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยวาสนา
ให้แพ้แล้วชนะ เกิดขึ้นแล้วในขณะเดียวกัน ในกาลเดียวกัน ไม่ก่อน
ไม่หลัง. ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว เพราะถึงในเบื้องสูงจากส่วนสุดในเบื้องต้น.
บทว่า เตชี เตชสา พระผู้มีพระภาคเจ้ามีเดช ทรงประกอบ
ด้วยเดช คือทรงประกอบด้วยเดช ครอบงำด้วยเด. บทว่า ยมหํ วิชญฺญํ
ชาติชราย อชิธ วิปฺปหานํ โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติชราในภพ
นี้ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ คือข้าพระองค์พึงทราบธรรมเป็นเครื่องละชาติ
และชราในภพนี้.
บทว่า ชคติ คือ แผ่นดิน. บทว่า สพฺพํ อากาสคตํ คือ
เลื่อนลอยแผ่ไปในอากาศทั่วไป. บทว่า ตมคตํ ความมืดนั่นแล ชื่อว่า
ตมคตํ คือ ไปในความมืด เหมือนไปในคูถในมูตรฉะนั้น. บทว่า
อภิวิหจฺจ เลื่ลนลอยไป คือหายไป. บทว่า อนฺธการํ วิธมิตฺวา กำจัดมืด
คือทำลายความมืดอันห้ามการเกิดแห่งจักขุวิญญาณ. บทว่า อาโลกํ
ทสฺสยิตฺวา คือ ส่องแสงสว่างของดวงอาทิตย์. บทว่า อากาเส คือ
ในอากาศอันไม่รกชัฎ. บทว่า อนฺตลิกฺเข คือ ในอากาศอันว่างเปล่า

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 293 (เล่ม 67)

ไม่สามารถจะขีดเขียนได้. บทว่า คมนปเถ เป็นทางเดิน คือไปในทาง
เดินของพวกเทวดา.
บทว่า สพฺพํ อภิสงฺขารสมุทยํ สมุทัยแห่งอภิสังขารทั้งปวง.
คือสมุทัยแห่งกรรมทั้งสิ้น. อธิบายว่า ตัณหาทำให้เกิด. บทว่า กิเลสตมํ
อวิชฺชนฺธการํ วิธมิตฺวา ทรงกำจัดความมืดคือกิเลส ความมืดคือ อวิชชา
คือทรงนำความไม่รู้อันได้แก่ความมืดคือกิเลส ความมืดคืออวิชชาออกให้
พินาศไป แล้วทรงแสดงแสงสว่างคือพระญาณ แสงสว่างคือปัญญา. บทว่า
วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ทรงกำหนดรู้วัตถุกาม คือทรงรู้วัตถุกามมีรูป
เป็นต้น ด้วยญาตปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการรู้) ติรณปริญญา (กำหนด
รู้ด้วยการพิจารณา). บทว่า กิเลสกาเม ปหาย ทรงละกิเลสกาม คือ
อันได้แก่ทำความเดือนร้อนด้วยปหานปริญญา (กำหนดรู้ด้วยการละ).
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกธรรมนั้นแก่ชตุกัณณี
มาณพ จึงได้ตรัสคาถาต่อ ๆ ไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เนกฺขมฺมํ ทุฏฺฐุ เขมโต ท่านเห็นเนกขัมมะ
โดยความเกษม คือเห็นนิพพานและปฏิปทาอันทำให้ถึงนิพพานว่า เป็น
ความเกษม. บทว่า อุคฺคหิตํ คือ กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดไว้ด้วย
อำนาจแห่งทิฏฐิ. บทว่า นิรตฺตํ วา คือ ควรสลัดเสีย. อธิบายว่า
พึงปล่อยเสีย. บทว่า มา เต วิชฺชิตฺถ คือ อย่าได้มีแก่ท่านเลย. บทว่า
กิญฺจนํ คือ เครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น. กิเลสเครื่องกังวลแม้นั้นก็อย่าได้
มีแก่ท่านเลย. บทว่า มุญฺจิตพฺพํ คือ ควรปล่อยเสียไม่ควรยึดถืออีก.
บทว่า ปชหิตพฺพํ ควรละ คือควรเว้น. บทว่า วิโนเทตพฺพํ ควรบรรเทา
คือควรซัดไป. บทว่า พฺยนฺติกาตพฺพํ ควรทำให้สิ้นสุด คือควรทำ

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 294 (เล่ม 67)

กิเลสเครื่องกังวลนั้นให้ปราศจากไป. บทว่า อนภาวํ คเมตพฺพํ ควรให้
ถึงความไม่มีแม้แต่น้อย.
บทว่า ปุพฺเพ กิเลสชาติในกาลก่อน คือกิเลสอันเกิดขึ้นปรารภ
สังขารในอดีต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกชตุกัณณีมาณพว่า พฺราหฺมณ
ดูก่อนพราหมณ์. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอด
คือพระอรหัต.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับคราวก่อนนั่นเอง.
จบอรรถกถาชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๑

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 295 (เล่ม 67)

ภัทราวุธมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านภัทราวุธะ
[๔๑๓] (ท่านภัทราวุธะทูลถามว่า)
ข้าพระองค์ขออาราธนาพระองค์ผู้ละความอาลัย ตัด
ตัณหาเสียได้ ไม่มีความหวั่นไหว ละความเพลินเสีย
ข้ามโอฆะแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ละความดำริ มีปัญญาดี
ชนทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ ผู้เป็นนาคแล้ว
จักหลีกไปแต่ที่นี้.
[๔๑๔] คำว่า ผู้ละความอาลัย ในอุเทศว่า โอกญฺชหํ ตณฺหจฺฉิทํ
อเนชํ ดังนี้ ความว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความ
ทะยานอยาก ความเข้าไปยึดถือด้วยตัณหา ทิฏฐิและอุปาทาน อันเป็นที่ตั้ง
เป็นที่ผูกพันและเป็นอนุสัยแห่งใจในรูปธาตุ กิเลสชาติมีความพอใจเป็น
ต้นเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาด
แล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้ง ดังตาลยอดด้วน ทรงให้ถึงความไม่มี ไม่ให้
เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
จึงชื่อว่า ผู้ละความอาลัย ความพอใจ ความกำหนัด ... ในเวทนาธาตุ
ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ กิเลสชาติมีความพอใจ
เป็นต้นเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี
ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ละความอาลัย.

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 296 (เล่ม 67)

รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา
ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในคำว่า ตณฺหจฺฉิทํ ดังนี้ ตัณหานั้น
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงตัดแล้ว ตัดขาดแล้ว ตัดขาด
พร้อมแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย
ไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า
ทรงตัดตัณหา.
ตัณหา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ
อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความหวั่นไหว ในคำว่า ผู้ไม่มีความหวั่นไหว
ตัณหาอันเป็นความหวั่นไหวนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรง
ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง
ความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า ผู้ไม่มีความหวั่นไหว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ชื่อว่าผู้ไม่มีความหวั่นไหว เพราะ
พระองค์ทรงละความหวั่นไหวเสียแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่สะทกสะท้าน
ไม่ทรงหวั่น ไม่ทรงไหว ไม่พรั่น ไม่พรึง แม้ในเพราะลาภ แม้ใน
เพราะความเสื่อมลาภ แม้ในเพราะยศ แม้ในเพราะความเสื่อมยศ แม้
ในเพราะความสรรเสริญ แม้ในเพราะความนินทา แม้ในเพราะสุข
แม้ในเพราะทุกข์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า
ไม่มีความหวั่นไหว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ผู้ละความอาลัย
ตัดตัณหาเสียได้ ไม่มีความหวั่นไหว.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ภทฺราวุโธ ดังนี้ เป็นบท
สนธิ ฯ ล ฯ คำว่า อิติ นี้ เป็นไปตามลำดับบท.

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 297 (เล่ม 67)

คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าว
โดยเคารพ. คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความ
เคารพและความยำเกรง.
คำว่า ภทฺราวุโธ เป็นชื่อ ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์
นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านภัทราวุธะทูลถามว่า.
[๔๑๕] ตัณหา ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯ ล ฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความเพลิน ในอุเทศว่า นนฺทิญฺชหํ
โอฆติณฺณํ วิมุตฺตํ ดังนี้ ตัณหาอันเป็นความเพลินนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทรงทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาล
ยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ผู้ละความเพลินเสีย.
คำว่า ข้ามโอฆะแล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้ามแล้ว
ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ทรงข้ามแล้ว คือ
ทรงข้ามขึ้นแล้ว ทรงข้ามพ้นแล้ว ทรงก้าวล่วงแล้ว ทรงล่วงเลยไปแล้ว
ซึ่งคลองแห่งสงสารทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเป็นเครื่อง
อยู่อันพระองค์อยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯ ล ฯ มิได้มีสงสาร
คือชาติ ชรา และมรณะ ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงละ
ความเพลินเสีย ทรงข้ามโอฆะแล้ว.
คำว่า พ้นวิเศษแล้ว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระทัยพ้นแล้ว
พ้นวิเศษแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว จากราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ
ความผูกโกรธ ฯ ล ฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ทรงละความเพลินเสีย ทรงข้ามโอฆะแล้ว พ้นวิเศษแล้ว.

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 298 (เล่ม 67)

[๔๑๖] ความดำริ ในคำว่า กปฺป ในอุเทศว่า กปฺปญฺชหํ
อภิยาเจ สุเมธํ ดังนี้ มี๒ อย่าง คือ ความดำริด้วยอำนาจตัณหา ๑
ความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ ๑ ฯ ล ฯ นี้เป็นความดำริด้วยอำนาจตัณหา ฯ ล ฯ
นี้เป็นความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงละความดำริด้วยอำนาจตัณหา
ทรงสละคืนความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
ชื่อว่าทรงละความดำริ เพราะพระองค์ทรงละความดำริด้วยอำนาจตัณหา
เพราะพระองค์ทรงสละคืนความดำริด้วยอำนาจทิฏฐิ.
คำว่า ขออาราธนา คือ ทูลอาราธนา ทูลเชื้อเชิญ ทูลยินดี
ปรารถนา รักใคร่ ชอบใจ (คำของพระองค์).
ปัญญา ความรู้ กิริยาที่รู้ ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้น
ธรรม สัมมาทิฏฐิ ท่านกล่าวว่า เมธา ในคำว่า สุเมธํ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม
เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยปัญญาชื่อเมธานี้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่ามีปัญญาดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์
ขออาราธนา ... ละความดำริ มีปัญญาดี.
[๔๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า เป็นนาค ในคำว่า นาคสฺส
ในอุเทศว่า สุตฺวาน นาคสฺส อปนมิสฺสนฺติ อิโต ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรง
พระนามว่า นาค ไม่เสด็จไปสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรง
พระนามว่า นาค ไม่เสด็จมาสู่ความชั่ว เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนาม

298