พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 219 (เล่ม 67)

สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ
หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร
บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง (ข้าแต่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า) ผู้นิรทุกข์ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว
ประพฤติอยู่ในทิฏฐินั้น ได้ข้ามแล้วซึ่งชาติและชราบ้าง
หรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม
ปัญหานั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้า-
พระองค์เถิด.
[๒๙๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ)
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ
หมดจด ด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง ด้วยศีลและ
วัตรบ้าง ด้วยมงคลหลายชนิด เราย่อมกล่าวว่า สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่
ในทิฏฐินั้น แต่ก็ข้ามซึ่งชาติและชราไปไม่ได้.
[๒๙๙] คำว่า เยเกจิ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวง
โดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็น
เครื่องกล่าวรวมหมด ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช ถึงพร้อมด้วย
การบวชภายนอก พุทธศาสนานี้ ชื่อว่าสมณะ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
อ้างว่าตนมีวาทะเจริญ ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณ-

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 220 (เล่ม 67)

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกพราหมณ์
นั้นโดยชื่อว่า นันทะ ในอุเทศว่า นนฺทาติ ภควา ดังนี้.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา
นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า ดูก่อนนันทะ.
[๓๐๐] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟัง
บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ
ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความพ้น-
วิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง. . . ด้วยการสดับบ้าง . . . ด้วยการ
เห็นและสดับบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการ
เห็นและด้วยการสดับบ้าง.
[๓๐๑] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง
ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติความหมดจด . . . ความพ้นรอบด้วย
ศีลบ้าง . . . ด้วยวัตรบ้าง . . . ด้วยศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง.
[๓๐๒] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด
ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าวมาก
อย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด.
[๓๐๓] คำว่า กิญฺจาปิ ในอุเทศว่า กิญฺจาปิ เต ตตฺถ ยตา
จรนฺติ เป็นบทสนธิ เป็นบทเกี่ยวเนื่อง เป็นเครื่องทำบทให้เต็ม เป็น
ความพร้อมเพรียงแห่งอักขระ. เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ. บทว่า
กิญฺจาปิ นี้ เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า เต คือ พวกสมณพราหมณ์ผู้มี

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 221 (เล่ม 67)

ทิฏฐิ. คำว่า ตตฺถ ความว่า ในทิฏฐิของตน ในความควรของตน ใน
ความชอบใจของตน ในลัทธิของตน. คำว่า ยตา ความว่า เป็นผู้สำรวม
สงวน คุ้มครอง รักษา ระวัง.
คำว่า จรนฺติ ความว่า เที่ยวไป ... เยียวยา เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ถึงแม้สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สำรวมแล้ว ประพฤติอยู่ใน
ทิฏฐินั้น.
[๓๐๔] คำว่า เราย่อมกล่าวว่า . . . ข้ามชาติและชราไปไม่ได้
ความว่า เราย่อมกล่าว . . . ย่อมประกาศว่า ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น
ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชราและมรณะไปไม่ได้ คือ ไม่ออก ไม่
สละ ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชราและมรณะ ย่อมวนเวียน
อยู่ภายในชาติ ชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไปตามชาติ
ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่เร้น
ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ข้ามชาติ
และชราไปไม่ได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ
หมดจด ด้วยการเห็นและด้วยการสดับบ้าง ด้วยศีลและ
วัตรบ้าง ด้วยมงคลหลายชนิด เราย่อมกล่าวว่า สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้เป็นผู้สำรวมแล้วประพฤติอยู่ใน
ทิฏฐินั้น แต่ก็ข้ามซึ่งชาติและชราไปไม่ได้.
[๓๐๕] (ท่านพระนันทะทูลถามว่า)
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 222 (เล่ม 67)

หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร
บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนี
ตรัสสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่า
ในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้แล้ว
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
[๓๐๖] คำว่า เยเกจิ ในอุเทศว่า เยเกจิ เม สมณพฺราหฺม-
ณาเส ดังนี้ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง
ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิ นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด.
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเข้าถึงการบวช คือ ถึงพร้อมด้วยการบวชภายนอก
พุทธศาสนานี้ ชื่อว่า สมณะ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งอ้างว่าตนมีวาทะเจริญ
ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา นนฺโท ดังนี้ เป็นบทสนธิ.
คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า นนฺโท เป็นชื่อ
ฯ ล ฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่าน
พระนันทะทูลถามว่า.
[๓๐๗] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการฟัง
บ้าง ความว่า ย่อมกล่าว ย่อมพูด ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ
ความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความ
พ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยการเห็นบ้าง . . . ด้วยการสดับบ้าง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นและการสดับบ้าง.

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 223 (เล่ม 67)

[๓๐๘] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง
ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติความหมดจด . . . ความพ้นรอบด้วย
ศีลบ้าง . . . ด้วยวัตรบ้าง . . . ด้วยทั้งศีลและวัตรบ้าง เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยศีลและวัตรบ้าง.
[๓๐๙] คำว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลายชนิด
ความว่า ย่อมกล่าว . . . ย่อมบัญญัติด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าว
มากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยมงคลหลาย
ชนิด.
[๓๑๐] คำว่า เต เจ ในอุเทศว่า เต เจ มุนี พฺรูสิ อโนฆติณฺเณ
ดังนี้ ความว่า พวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเป็นคติ. ญาณ ท่านกล่าวว่า
โมนะ ในบทว่า มุนี ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ล่วงแล้วซึ่งราคาทิ-
ธรรมเป็นเครื่องข้อง และตัณหาเป็นดังว่าข่าย เป็นมุนี.
คำว่า ย่อมตรัสว่า . . . ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ความว่า ข้าม
ไม่ได้แล้ว คือ ข้ามขึ้นไม่ได้แล้ว ข้ามล่วงไม่ได้แล้ว ก้าวล่วงไม่ได้แล้ว
เป็นไปล่วงไม่ได้แล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ
วนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ วนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร ไป
ตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหั่น ไม่มีที่
ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง.
คำว่า ย่อมตรัส คือ ย่อมตรัส. . . ย่อมประกาศ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ถ้าพระองค์ผู้เป็นมุนีย่อมตรัสว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามโอฆะ
ไปไม่ได้แล้ว.
[๓๑๑] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น ในบัดนี้

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 224 (เล่ม 67)

ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้ ความว่า เมื่อ
เป็นดังนั้น ใครนั้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน
หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ข้ามได้แล้ว คือ ข้าม
ขึ้นแล้ว ข้ามพ้นแล้ว ล่วงแล้ว ก้าวล่วงแล้ว เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ
ชราและมรณะ.
คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วย
ความเคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ
และความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อ
เป็นดังนั้น ในบัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลกข้ามชาติและชรา
ไปได้แล้ว.
[๓๑๒] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ
เม ตํ ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถาม คือ ทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ
ทูลให้ประสาทซึ่งปัญหานั้นว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระ-
องค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้
เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.
คำว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ความว่า
ขอพระองค์โปรดตรัส . . . โปรดประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่-
พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์โปรด
ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งนี้ ย่อมกล่าวความ
หมดจด ด้วยการเห็นและการสดับบ้าง ด้วยศีลและวัตร

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 225 (เล่ม 67)

บ้าง ด้วยมงคลหลายชนิดบ้าง ถ้าพระองค์ผู้เป็นพระมุนี
ตรัสพราหมณ์เหล่านั้นว่า ข้ามโอฆะไปไม่ได้แล้ว ข้าแต่
พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ ใครเล่าใน
เทวโลกและมนุษยโลก ข้ามชาติและชราไปได้แล้ว
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น
ขอพระองค์โปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
[๓๑๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนนันทะ)
เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อัน
ชาติและชราหุ้มห่อแล้ว เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใด
ละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ
ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด
กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล
เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว.
[๓๑๔] คำว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้
อันชาติและชราหุ้มห่อแล้ว ความว่า ดูก่อนนันทะ เราย่อมไม่กล่าวว่า
สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติและชราร้อยไว้แล้ว หุ้มไว้แล้ว คลุม
ไว้แล้ว ปิดไว้แล้ว บังไว้แล้ว ครอบไว้แล้ว เราย่อมกล่าว คือ ย่อม
บอก . . . ทำให้ตื้นว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด ละชาติ ชราและมรณะ
แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีอยู่ เพราะ-

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 226 (เล่ม 67)

ฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อันชาติ
และชราหุ้มห่อไว้แล้ว.
[๓๑๕] คำว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่
ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ความว่า นรชนเหล่าใด
ละแล้ว คือ สละแล้ว บรรเทาแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ให้ถึงความไม่มี
แล้ว ซึ่งความหมดจดด้วยการเห็นทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยการฟัง
ทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยการเห็นและการฟังทั้งปวง . . . ซึ่งความ
หมดจดด้วยการได้ทราบทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดด้วยศีลทั้งปวง . . .
ซึ่งความหมดจดด้วยวัตรทั้งปวง . . . ซึ่งความหมดจดทั้งด้วยศีลและวัตร
ทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น
เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ หรือแม้ศีลและวัตรทั้งปวง.
[๓๑๖] คำว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง ความว่า
ละแล้ว คือ ละขาดแล้ว บรรเทาแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว ให้ถึงความ
ไม่มีแล้ว ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความบริสุทธิ์ ความ
พ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยมงคลคือวัตรและความตื่นข่าว
มากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งปวง.
[๓๑๗] คำว่า ตณฺหํ ในอุเทศว่า ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา
เย เต เว นรา โอฆติณฺณาติ พฺรูมิ ดังนี้ ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา
คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา.
คำว่า กำหนดรู้แล้ว ความว่า กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วยปริญญา
๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 227 (เล่ม 67)

ญาตปริญญาเป็นไฉน นรชนย่อมรู้ชัด คือ ย่อมรู้ ย่อมเห็น
ตัณหาว่า นี้รูปตัณหา นี้สัททตัณหา นี้คันธตัณหา นี้รสตัณหา นี้
โผฏฐัพพตัณหา นี้ธรรมตัณหา นี้ชื่อว่า ญาตปริญญา.
ตีรณปริญญาเป็นไฉน นรชนทำตัณหาที่ตนรู้อย่างนี้แล้ว ย่อม
พิจารณาตัณหา คือ พิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค
เป็นฝี ฯ ล ฯ โดยความไม่ให้สลัดออก นี้ชื่อว่า ตีรณปริญญา.
ปหานปริญญาเป็นไฉน นรชนพิจารณาอย่างนี้แล้ว ละ บรรเทา
ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในตัณหาใด ท่าน
ทั้งหลายจงละฉันทราคะนั้นเสีย เมื่อเป็นอย่างนี้ ตัณหานั้นจักเป็นธรรม
อันท่านทั้งหลายละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน
ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้ นี้ชื่อว่า ปหาน-
ปริญญา.
กำหนดรู้แล้วซึ่งตัณหาด้วยปริญญา ๓ นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
กำหนดรู้ซึ่งตัณหา.
คำว่า เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ความว่า อาสวะ ๔ คือ กามาสวะ
ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ นรชนเหล่าใดละอาสวะเหล่านี้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี มีความ
ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นรชนเหล่านั้นตรัสว่าเป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
คำว่า เหล่าใด คือ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย.
คำว่า เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้นแล ข้ามโอฆะได้แล้ว ความว่า เรา

227
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 228 (เล่ม 67)

ย่อมกล่าวว่า ... ย่อมประกาศว่า นรชนเหล่าใด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้น ข้ามแล้วซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิ-
โอฆะ อวิชชาโอฆะ คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามออก ล่วง ก้าวล่วง เป็น
ไปล่วงแล้วซึ่งทางแห่งสังสารวัฏทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อม
กล่าวว่า นรชนเหล่าใดกำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน
เหล่านั้นแล ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราย่อมไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นผู้อัน
ชาติและชราหุ้มห่อแล้ว เราย่อมกล่าวว่า นรชนเหล่าใด
ละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ
ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิดทั้งหมด
กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชนเหล่านั้น
แล เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว.
[๓๑๘] ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระวาจา
นั้น อันพระองค์ผู้เป็นพระมเหสี (ผู้แสวงหาธรรมใหญ่)
ตรัสดีแล้ว ไม่มีอุปธิ แม้ข้าพระองค์ก็กล่าวว่า นรชน
เหล่าใดละแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่
ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง ทั้งละแล้วซึ่งมงคลหลายชนิด
ทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ นรชน
เหล่านั้นแล เป็นผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว.
[๓๑๙] เอตํ ในอุเทศว่า เอตาภินนฺทามิ วโจ มเหสิโน ดังนี้
ความว่า ข้าพระองค์ย่อมยินดี คือ ยินดียิ่ง เบิกบาน อนุโมทนา

228