บทนั้นมีความดังนี้ มุนีนั้นเป็นผู้ดับไปแล้ว หรือมุนีนั้นไม่มี หรือ
มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีโรค มีความไม่ปรวนแปรไปเป็นธรรมดา โดยความ
เป็นผู้เที่ยง ขอพระองค์ผู้เป็นมุนีโปรดตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์
ด้วยดี พระองค์ทรงทราบธรรมนั้นแล้วแท้จริง.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปดังนี้.
บทว่า นิรุทฺโธ ดับแล้ว คือ ถึงความดับ. บทว่า อุจฺฉินฺโน ขาด
สูญแล้ว คือ มีสันดานขาดสูญแล้ว. บทว่า วินฏฺโฐ หายไปแล้ว คือ
ถึงความพินาศ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงถ้อยคำที่ไม่ควร
กล่าวอย่างนั้นแก่อุปสีวมาณพ จึงตรัส คาถาว่า อตฺถงฺคตสฺส ผู้ดับไปแล้ว
ดังนี้ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถงฺคตสฺส คือ ดับ เพราะไม่ถือมั่น.
บทว่า น ปมาณมตฺถิ ไม่มีประมาณ คือ ไม่มีประมาณในรูปเป็นต้น.
บทว่า เยน นํ วชฺชุํ คือ ชนทั้งหลายพึงว่าบุคคลนั้นด้วยกิเลส มีราคะ
เป็นต้นใด. บทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งปวง.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไปนี้.
บทว่า อธิวจนา จ ถ้อยคำยิ่ง คือ ที่พูดทำให้ยิ่งเพียงพูดว่า สิริ-
วัฑฒกะ (เจริญด้วยสิริ) ธนวัฑฒกะ (เจริญด้วยทรัพย์) เป็นต้น ชื่อว่า
อธิวจนา (ถ้อยคำยิ่ง). ทางแห่งถ้อยคำยิ่ง ชื่อว่า อธิวจนปถา ถ้อยคำที่พูด
เจาะจงลงไปทำให้มีเหตุผลอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะปัจจัย
ทั้งหลายปรุงแต่ง ฉะนั้น จึงชื่อว่า สังขาร ดังนี้ ชื่อว่า นิรุตติ. ทาง