พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 179 (เล่ม 67)

อมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ ความออกจากตัณหาเป็น
เครื่องร้อยรัด เรียกว่า สันติ ในอุเทศว่า " สนฺติมุตฺตมํ. "
คำว่า อุตฺตมํ ความว่า เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธานสูงสุด
อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี สนฺติมุตฺตมํ.
[๒๓๕] คำว่า ที่บุคคลรู้แจ้งแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า
กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว
คือ ทำให้รู้แจ้ง ... แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใด
สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น
ธรรมดา.
คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติ
เจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ลฯ บุคคลนั้นเรียกว่า
เป็นผู้มีสติ.
คำว่า จรํ ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่รู้แจ้งแล้ว
เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.
[๒๓๖] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
เรียกว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า " ตเร โลเก
วิสตฺติกํ. "
คำว่า วิสตฺติกา ความว่า ตัณหาชื่อวิสัตติกา เพราะอรรถว่า กระไร
ฯ ล ฯ เพราะอรรถว่า ซ่านไป กว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
วิสัตติกา.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 180 (เล่ม 67)

คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก. คำว่า พึง
ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ความว่า พึงเป็นผู้มีสติ
ข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งตัณหาอันซ่านไปใน
อารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหาอันซ่าน
ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์
ชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น และสันติอันสูงสุดที่
บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน
ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้.
[๒๓๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ)
ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง
ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านรู้ธรรมนี้ว่า เป็น
เครื่องข้องอยู่ในโลกแล้ว อย่าได้ทำตัณหาเพื่อภพน้อย
และภพใหญ่.
[๒๓๘] คำว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ท่าน
ย่อมรู้ คือ ย่อมรู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้น โดยชื่อว่า โธตกะ ในอุเทศว่า " โธตกาติ
ภควา. "
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 181 (เล่ม 67)

นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า ดูก่อนโธตกะ.
[๒๓๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนาคตว่า ชั้นสูง ในอุเทศว่า
" อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ " ดังนี้ ตรัสอดีตว่า ชั้นต่ำ ตรัสปัจจุบันว่า
ชั้นกลางส่วนกว้าง. อีกอย่างหนึ่ง ตรัสสุขเวทนาว่า ชั้นสูง ตรัสทุกข-
เวทนาว่า ชั้นต่ำ ตรัสอทุกขมสุขเวทนาว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสกุศล
ธรรมว่า ชั้นสูง ตรัสอกุศลธรรมว่า ชั้นต่ำ ตรัสอัพยากตธรรมว่า ชั้นกลาง
ส่วนกว้าง. ตรัสเทวโลกว่า ชั้นสูง ตรัสอบายโลกว่า ชั้นต่ำ ตรัสมนุษย-
โลกว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสอรูปธาตุว่า ชั้นสูง ตรัสกามธาตุว่า ชั้นต่ำ
ตรัสรูปธาตุว่า ชั้นกลางส่วนกว้าง. ตรัสส่วนเบื้องบนตลอดถึงพื้นเท้าว่า
ชั้นสูง ตรัสส่วนเบื้องต่ำตลอดถึงปลายผมว่า ชั้นต่ำ ตรัสส่วนกลางว่า
ชั้นกลางส่วนกว้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง
ส่วนกว้าง.
[๒๔๐] คำว่า ท่านรู้แล้ ซึ่งธรรมนั้นว่า เป็นเครื่องข้องในโลก
ความว่า รู้ คือ ทราบ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ
ว่า ธรรมนี้เป็นเครื่องข้อง ธรรมชาตินี้เป็นเครื่องขัดข้อง ธรรมชาตินี้
เป็นเครื่องผูกพัน ธรรมนี้เป็นเครื่องกังวล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้แล้ว
ซึ่งธรรมนั้นว่า เป็นเครื่องข้องในโลก.
[๒๔๑] คำว่า อย่าได้ทำแล้วซึ่งตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่
ความว่า รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา
ธรรมตัณหา.
คำว่า เพื่อภพน้อยและภพใหญ่ ความว่า ท่านอย่าได้ทำ คือ

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 182 (เล่ม 67)

อย่าให้ตัณหาเกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด อย่าให้บังเกิดเฉพาะ
จงละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีซึ่งตัณหา เพื่อภพน้อยและภพ
ใหญ่ คือ เพื่อกรรมภพ (กรรมวัฏ) เพื่อปุนัพภพ (วิปากวัฏ) เพื่อกามภพ
(กามธาตุ) เพื่อกรรมภพ (กรรมวัฏ) เพื่อกามภพ เพื่อปุนัพภพ
(วิปากวัฏ) เพื่อรูปภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อวิปากวัฏอันให้เกิดใหม่ใน
รูปภพ เพื่ออรูปภพ เพื่อกรรมภพ เพื่อวิปากวัฏ อันให้เกิดใหม่ใน
อรูปภพ เพื่อภพบ่อย ๆ เพื่อคติบ่อย ๆ เพื่ออุบัติบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิ
บ่อย ๆ เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อย่า
ได้ทำตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า
ท่านย่อมรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง
ชั้นต่ำ และชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านรู้ธรรมนี้ว่า เป็น
เครื่องข้องในโลกแล้ว อย่าได้ทำตัณหาเพื่อภพน้อยและ
ภพใหญ่.
พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯ ล ฯ นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล.
จบโธตมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 183 (เล่ม 67)

อรรถกถาโธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในโธตกสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วาจาภิกงฺขามิ คือ ข้าพระองค์ย่อมหวังพระวาจาของ
พระองค์. บทว่า สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน พึงศึกษานิพพานเพื่อตน
คือพึงศึกษาอธิศีลเป็นต้นเพื่อดับราคะเป็นต้นของตน. ในนิเทศไม่มีบท
ที่ไม่เคยกล่าว.
บทว่า อิโต คือ แต่ปากของเรา. พึงทราบความในนิเทศ
ต่อไป. บทว่า อาตปฺปํ ความเพียร คือความเพียรเผากิเลส. บทว่า
อุสฺสาหํ ทำความหมั่น คือไม่สยิ้วหน้า. บทว่า อุสฺโสฬฺหึ ทำความ
เป็นผู้มีความหมั่น. คือทำความเพียรมั่น. บทว่า ถามํ ทำความพยายาม
คือไม่ย่อหย่อน. บทว่า ธิตึ ทำความทรงจำ คือทรงไว้. บทว่า วิริยํ
กโรหิ คือ จงทำความเป็นผู้ก้าว คือทำความก้าวไปข้างหน้า. บทว่า
ฉนฺท ชเนหิ ยังฉันทะให้เกิด คือให้เกิดความชอบใจ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกะพอใจ สรรเสริญ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทูลวิงวอนขอความปลดเปลื้องจากความสงสัย
จึงกราบทูลคาถาว่า ปสฺสามหํ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามหํ เทวมนุสฺสโลเก คือ ข้าพระ-
องค์เห็นพระองค์ผู้เป็นเทพเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก. บทว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ
คือ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์นั้น. บทว่า ปมุญฺจ คือ ขอพระองค์
จงทรงปลดเปลื้อง.

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 184 (เล่ม 67)

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป. บทว่า ปจฺเจกสมฺพุทฺธา ชื่อว่า
พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้ตรัสรู้อริยสัจด้วยตนเอง ถึงการ
รู้แจ้งแทงตลอดอารมณ์นั้น ๆ เฉพาะตัว. บทว่า สีหสีโห คือ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นดังสีหะยิ่งกว่าสีหะ เพราะไม่ทรงหวาดสะดุ้ง. บทว่า
นาคนาโค คือ เป็นดังนาคยิ่งกว่านาค เพราะไม่มีกิเลส หรือเพราะเป็น
ใหญ่. บทว่า คณิคณี คือ เป็นเจ้าคณะยิ่งกว่าเจ้าคณะทั้งหลาย. บทว่า
มุนิมุนี เป็นมุนียิ่งกว่ามุนี คือ มีความรู้ยิ่งกว่าผู้มีความรู้ทั้งหลาย. บทว่า
ราชราชา เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา คือเป็นพระราชาผู้สูงสุด. บทว่า
มุญฺจ มํ คือ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์. บทว่า ปมุญฺจ มํ คือ
ขอพระองค์จงปล่อยข้าพระองค์โดยวิธีต่าง ๆ. บทว่า โมเจหิ มํ ขอพระ-
องค์จงปลดปล่อยข้าพระองค์ คือทำให้หย่อน. บทว่า ปโมเจหิ มํ คือ
ขอพระองค์จงทรงทำให้หย่อนอย่างยิ่ง. บทว่า อุทฺธร มํ ขอพระองค์จง
ยกข้าพระองค์ขึ้น คือยกข้าพระองค์จากเปือกตม คือสงสารแล้วให้ตั้งอยู่
บนบก. บทว่า สมุทฺธร มํ ขอพระองค์จงฉุดชัก คือฉุดข้าพระองค์
โดยชอบแล้วให้ตั้งอยู่บนบก. บทว่า วุฏฺฐาเปหิ คือ ขอให้นำข้าพระองค์
ออกจากลูกศรคือความสงสัย แล้วทำให้อยู่ต่างหากกัน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงความปลดเปลื้องจาก
ความสงสัยอันยิ่ง ด้วยพระองค์โดยหัวข้อคือการข้ามโอฆะ จึงตรัสคาถา
ว่า นาหํ ดังนี้เป็นอาทิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ สมิสฺสามิ คือ เราไม่อาจไม่สามารถ.
อธิบายว่า เราจักไม่พยายาม. บทว่า ปโมจนาย คือ เพื่อปลดเปลื้อง.
บทว่า กถํกถี คือ ความสงสัย. บทว่า ตเรสิ คือ พึงข้าม.

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 185 (เล่ม 67)

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศต่อไป.
บทว่า น อีหามิ เราไม่อาจ คือไม่ทำความขวนขวาย. บทว่า
น สมิหามิ ไม่สามารถ คือไม่ทำความขวนขวายยิ่ง. บทว่า อสฺสทฺเธ
ปุคฺคเล กะบุคคลผู้ไม่มีศรัทธา คือกะบุคคลผู้ปราศจากศรัทธาในพระ-
รัตนตรัย. บทว่า อจฺฉนฺทิเก ผู้ไม่มีฉันทะ คือปราศจากความชอบใจ
เพื่อมรรคผล. บทว่า กุสีเต ผู้เกียจคร้าน คือผู้ปราศจากสมาธิ. บทว่า
หีนวีริเย ผู้มีความเพียรเลว คือผู้ไม่มีความเพียร. บทว่า อปฺปฏิปชฺช-
มาเน ผู้ไม่ปฏิบัติตาม คือไม่ปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกะพอใจ เมื่อจะ
สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลวิงวอนขอคำสั่งสอน จึงกล่าวคาถามี
อาทิว่า อนุสาส พฺรหฺเม ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม นี้ เป็นคำแสดงถึงพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ว่าเป็นผู้ประเสริฐ. ด้วยเหตุนั้น โธตกะเมื่อจะทูลกะพระผู้มี
พระภาคเจ้า จึงทูลว่า อนุสาส พฺรหฺเม ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ขอ
พระองค์จงทรงพร่ำสอน. บทว่า วิเวกธมฺมํ ธรรมอันสงัด ได้แก่ธรรม
คือนิพพานอันสงัดจากสังขารทั้งปวง. บทว่า อพฺยาปชฺชมาโน คือ
ไม่ขัดข้องมีประการต่าง ๆ. บทว่า อิเธว สนฺโต เป็นผู้สงบในที่นี้นี่แหละ
คือมีอยู่ในที่นี้. บทว่า อสิโต คือ ไม่อาศัยแล้ว.
สองคาถาต่อจากนี้ไป มีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในเมตตคูสูตรนั่นเอง
ความต่างกันมีอยู่อย่างเดียวในเมตตคูสูตรนั้นว่า ธมฺมํ อิธ สนฺตึ ธรรม
มีอยู่ในที่นี้ดังนี้. แม้ในคาถาที่ ๓ กึ่งคาถาก่อน ก็มีนัยดังกล่าวแล้วใน

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 186 (เล่ม 67)

เมตตคูสูตรนั่นเอง. บทว่า สงฺโค ในกึ่งคาถาต่อไป ได้แก่ฐานะเป็น
เครื่องข้อง อธิบายว่า ติดแล้ว. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอด คือ
พระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรกถถาโธตกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๕

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 187 (เล่ม 67)

อุปสีวมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของท่านอุปสีวะ
[๒๔๒] (ท่านอุปสีวะทูลถามว่า)
ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว
ไม่อาจข้ามโอฆะใหญ่ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันต-
จักษุ ขอพระองค์จงตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้
อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะได้.
[๒๔๓] คำว่า เอโก ในอุเทศว่า เอโก อหํ สกฺก มหนฺตโมฆํ
ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีบุคคลเป็นเพื่อน หรือไม่มีธรรมเป็นเพื่อน
ข้าพระองค์อาศัยบุคคลหรืออาศัยธรรมแล้ว พึงข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น
ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ
ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เดียว.
คำว่า สกฺก คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศากยราช พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงผนวชจากศากยสกุล แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่า
มีทรัพย์ แม้เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงชื่อว่าสักกะ พระองค์มีทรัพย์เหล่านี้
คือทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ
ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือสติปัฏฐาน ฯ ล ฯ
ทรัพย์คือนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้ามั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์
ด้วยทรัพยรัตนะหลายอย่างนี้ แม้เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า สักกะ.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อาจ ผู้องอาจ มีความสามารถ
อาจหาญ ผู้กล้า ผู้มีความแกล้วกล้า ก้าวหน้า ไม่ขลาด ไม่หวาดเสียว

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 188 (เล่ม 67)

ไม่สะดุ้ง ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็นผู้
มีขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า เป็นพระสักกะ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว... โอฆะใหญ่ได้.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า " อิจฺจายสฺมา อุปสีโว " ดังนี้ เป็น
บทสนธิ. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก. คำว่า อุปสีโว
เป็นชื่อ ฯ ลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ท่านอุปสีวะทูลถามดังนี้.
[๒๔๔] คำว่า อนิสฺสิโต ในอุเทศว่า " อนิสฺสิโต โน วิสหามิ
ตาริตุํ " ดังนี้ ความว่า ไม่อาศัยบุคคลหรือไม่อาศัยธรรมแล้ว.
คำว่า ไม่อาจ คือ ไม่อุตสาหะ ไม่อาจ ไม่สามารถ.
คำว่า ข้าม คือ ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วงซึ่ง
กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ไม่อาศัยแล้วไม่อาจข้ามได้.
[๒๔๕] คำว่า " อารมฺมณํ พฺรุหิ " ในอุเทศว่า " อารมฺมณํ พฺรูหิ
สมนฺตจกฺขุ " ความว่า ขอพระองค์ตรัส คือ บอก... ประกาศซึ่งอารมณ์
คือ ที่ยึดเหนี่ยว ที่อาศัย ที่เข้าไปอาศัย พระสัพพัญญุตญาณ เรียกว่า
สมันตจักษุ ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงเข้า เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม
ประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณนั้น.
พระตถาคตพระองค์นั้น ไม่ทรงเห็นอะไร ๆ น้อยหนึ่งในโลกนี้
อนึ่ง ไม่ทรงรู้อะไร ๆ ที่ไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มีเลย พระตถาคต ทรงรู้ยิ่ง
ซึ่งธรรมทั้งปวง ธรรมชาติใดที่ควรแนะนำมีอยู่ พระตถาคต ทรงรู้ยิ่ง

188