พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 169 (เล่ม 67)

ผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดเสียแล้ว ปราศจากความเป็น
ผู้ขนลุกขนพอง แม้เพราะเหตุนี้ จึงชื่อว่า สักกะ.
วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยในทุกข์ ความสงสัยในทุกขสมุทัย ความ
สงสัยในทุกขนิโรธ ความสงสัยในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความสงสัย
ในเงื่อนเบื้องหน้า ความสงสัยในเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยทั้งในเงื่อน
เบื้องต้นและเงื่อนเบื้องปลาย ความสงสัยในธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น คือ
ความที่สังขาราทิธรรมนี้เป็นปัจจัยแห่งกันและกัน ความสงสัย กิริยาที่
สงสัย ความเป็นผู้สงสัย ความเคลือบแคลง ความไม่ตกลง ความเป็น
สองแง่ ความเป็นสองทาง ความลังเล ความไม่ถือเอาโดยส่วนเดียว
ความระแวง ความระแวงโดยรอบ ความตัดสินใจไม่ลง ความที่จิต
ครั่นคร้าม ใจสนเท่ห์เรียกว่า กถังกถา.
คำว่า ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระองค์
จากความสงสัยทั้งหลาย ความว่า ขอพระองค์จงปลดเปลื้อง จงปล่อย
จงถอนขึ้น จงฉุดชัก จงให้ข้าพระองค์ออกไปจากลูกศร คือความสงสัย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดปล่อยข้า-
พระองค์จากความสงสัยทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงทูลว่า
ข้าพระองค์ย่อมเห็นพระองค์ผู้เป็นเทพเจ้า ผู้ไม่มี
เครื่องกังวล เป็นพราหมณ์เที่ยวอยู่ในมนุษยโลก ข้าแต่
พระองค์ผู้มีสมันตจักษุ ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์
นั้น ข้าแต่พระสักกะ ขอพระองค์จงปลดเปลื้องข้าพระ-
องค์ จากความสงสัยทั้งหลาย.

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 170 (เล่ม 67)

[๒๑๘] ดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความ
สงสัยในโลกนี้ได้ ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ
พึงข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความรู้อย่างนี้.
[๒๑๙] คำว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง ความว่า เราไม่อาจปลด
เปลื้อง แก้ ปล่อย ถอนขึ้น ฉุดชักท่านให้ออกจากลูกศร คือความ
สงสัยได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.
อีกอย่างหนึ่ง เราไม่อาจ ไม่สามารถ ไม่อุตสาหะ ไม่พยายาม
ไม่กระทำความหมั่น ไม่กระทำความเป็นผู้มีความหมั่น ไม่กระทำเรี่ยว
แรง ไม่ทำความทรงจำ ไม่ทำความเพียร ไม่ยังฉันทะให้เกิด ให้เกิด-
พร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพื่อจะแสดงธรรมกะบุคคลผู้ไม่มี
ศรัทธา ไม่มีฉันทะ ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลว ไม่ปฏิบัติตาม แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลนั้นพึงปลดเปลื้องได้ ก็ไม่ต้องมีใคร ๆ อื่น
ช่วยปลดเปลื้อง บุคคลทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันชอบ ปฏิปทา
สมควร ปฏิปทาอันเป็นไปตามประโยชน์ ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม
ด้วยเรี่ยวแรง กำลัง ความเพียร ความบากบั่น ของตน ด้วยเรี่ยวแรง
ของบุรุษ ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น
ของบุรุษ อันเป็นส่วนของตนเอง พึงปลดเปลื้องได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้
ดังนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.
สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนจุนทะ
บุคคลนั้นหนอ เป็นผู้ติดหล่มอยู่ด้วยตน จักถอนขึ้นซึ่งบุคคลอื่นผู้ติด
หล่มได้ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนจุนทะ บุคคลนั้นหนอ ไม่ได้

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 171 (เล่ม 67)

ฝึก ไม่ได้ถูกแนะนำ ไม่ดับรอบแล้วด้วยตนเอง จักฝึกจักแนะนำให้บุคคล
อื่นให้ดับรอบได้ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้
จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้องได้.
สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
กรรมชั่วอันบุคคลทำด้วยตนเองแล้ว จักเศร้าหมอง
ด้วยตนเอง กรรมชั่วอันบุคคลไม่ทำด้วยตนเองแล้ว ย่อม
บริสุทธิ์ด้วยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไม่บริสุทธิ์เฉพาะ
ตน ผู้อื่นจะช่วยชำระผู้อื่นให้บริสุทธิ์หาได้ไม่.
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า เราไม่อาจปลดเปลื้อง.
สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์
นิพพานก็ตั้งอยู่อย่างนั้นแหละ หนทางนิพพานก็ตั้งอยู่ เราผู้แนะนำก็ตั้ง
อยู่ ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ สาวกทั้งหลายของเรา เราก็ตักเตือนอย่างนี้ พร่ำ
สอนอย่างนี้ บางพวกบรรลุนิพพานอันมีความสำเร็จส่วนเดียว บางพวก
ก็ไม่บรรลุ ดูก่อนพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้ ดูก่อน
พราหมณ์ ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ใครถามทางแล้วก็บอกให้ บุคคล
ทั้งหลายปฏิบัติอยู่ด้วยตน พึงพ้นได้เอง แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า
เราไม่อาจปลดเปลื้อง.
[๒๒๐] คำว่า ดูก่อนโธตกะ ... ใคร ๆ ผู้มีความสงสัยในโลก
ความว่า ซึ่งบุคคลผู้มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง มีความระแวง
มีความเห็นเป็นสองทาง มีวิจิกิจฉา.
คำว่า กญฺจิ ความว่า ใคร ๆ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือมนุษย์.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 172 (เล่ม 67)

คำว่า โลเก ความว่า ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูก่อนโธตกะ ... ใคร ๆ ผู้มีความสงสัยในโลก.
[๒๒๑] คำว่า ก็แต่ ... เมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ความว่า
อมตนิพพาน ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความ
สิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่อง
ร้อยรัด ตรัสว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ.
คำว่า เสฏฺฐํ ความว่า อันเลิศ คือ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน
อุดม.
คำว่า อาชานมาโน ความว่า รู้ทั่ว คือ รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ
แทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็แต่ ... รู้ทั่วธรรมอันประเสริฐ.
[๒๒๒] คำว่า ท่านพึงข้ามโอฆะนี้ด้วยความรู้อย่างนี้ ความว่า
ท่านพึงข้าม คือ พึงก้าวล่วง พึงเป็นไปล่วง ซึ่งโอฆะคือกาม โอฆะ
คือภพ โอฆะคือทิฏฐิ โอฆะคืออวิชชา ด้วยความมารู้อย่างนี้ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามพ้นโอฆะนี้ด้วยความรู้อย่างนี้ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความ
สงสัยในโลกนี้ ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ พึง
ข้ามโอฆะนี้ได้ด้วยความมารู้อย่างนี้.
[๒๒๓] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรงพระ-
กรุณา ตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้ ข้า-
พระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้
นี่แหละ ไม่อาศัยแล้วพึงเที่ยวไป.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 173 (เล่ม 67)

[๒๒๔] คำว่า อนุสาส พฺรหฺเม ในอุเทศว่า " อนุสาส พฺรหฺเม
กรุณายมาโน " ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรด
ตรัสสอน คือ อนุเคราะห์ เอ็นดู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดตรัสสอน.
คำว่า กรุณายมาโน ความว่า โปรดกรุณา ปรานี รักษา อนุเคราะห์
เอ็นดู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์
โปรดทรงพระกรุณาตรัสสอน.
[๒๒๕] อมตนิพพาน ... ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด
ตรัสว่าเป็นธรรมอันสงัด ในอุเทศว่า " วิเวกธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ. "
คำว่า ยมหํ วิชญฺญํ ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ คือ พึงรู้แจ้ง
พึงรู้แจ้งเฉพาะ พึงแทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมอันสงัดที่
ข้าพระองค์พึงรู้แจ้ง.
[๒๒๖] คำว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ ความว่า
ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน เหมือนอากาศอันไม่ขัดข้อง
คือ ไม่ติด ไม่พัวพัน ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง
เหมือนอากาศ ข้าพระองค์ไม่รัก ไม่ชัง ไม่หลง ไม่มัวหมอง เหมือน
อากาศที่ใคร ๆ ย้อมด้วยน้ำครั่ง น้ำขมิ้น น้ำสีเขียว น้ำสีฝาด ไม่ได้
ฉะนั้น แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้อง เหมือน
อากาศ ข้าพระองค์ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง
เหมือนอากาศ ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ไม่หดหู่ ไม่กระทบกระทั่ง แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 174 (เล่ม 67)

[๒๒๗] คำว่า อิเธว สนฺโต ในอุเทศว่า อิเธว สนฺโต อสิโต
จเรยฺย ความว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ คือ เป็นผู้นั่งอยู่ในที่นี้
นี่แหละ เป็นผู้นั่งอยู่แล้ว ณ อาสนะนี้นี่แหละ เป็นผู้นั่งอยู่แล้วในบริษัท
นี้นี่แหละ แม้เพราะเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้
นี่แหละ.
อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ดับ
ระงับแล้วในที่นี้นี่แหละ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เป็นผู้สงบ
อยู่ในที่นี้นี่แหละ.
คำว่า อสิโต ความว่า นิสัยมี ๒ อย่าง คือ ตัณหานิสัย ๑ ทิฏฐิ
นิสัย ๑ ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ตัณหานิสัย ฯ ล ฯ นี้ชื่อว่า ทิฏฐินิสัย ข้าพระองค์
ละตัณหานิสัย สละคืนทิฏฐินิสัย ไม่อาศัย จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กาย ใจ ไม่อาศัยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่อาศัย
สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่อาศัยจีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ คิลานเภสัชบริขาร ไม่อาศัยกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ไม่
อาศัยกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่อาศัยสัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญา-
นาสัญญาภพ ไม่อาศัยเอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ไม่
อาศัยอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่อาศัย ไม่แอบ ไม่เข้าถึง ไม่พัวพัน
ไม่น้อมใจ ออก สละ พ้นขาดแล้วซึ่งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์
ที่ได้ทราบและธรรมที่พึงรู้แจ้ง มีจิตอันทำให้ปราศจากเขตแดนอยู่ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อาศัย.
คำว่า จเรยฺยํ ความว่า พึงเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
ประพฤติไป เป็นไป เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์เป็น

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 175 (เล่ม 67)

ผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อาศัยแล้ว พึงเที่ยวไป เพราะเหตุนั้น พราหมณ์
นั้นจึงกล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรง
พระกรุณาตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้ ข้า-
พระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้
นี่แหละ ไม่อาศัยแล้ว พึงเที่ยวไป.
[๒๒๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนโธตกะ)
เราจักบอกความสงบในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประ-
จักษ์แก่ตนแก่ท่าน ที่บุคคลได้ทราบแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป
พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้.
[๒๒๙] คำว่า เราจักบอกความสงบ ... แก่ท่าน ความว่า เราจัก
บอก คือ จักเล่า ... จักประกาศซึ่งความสงบราคะ ความสงบโทสะ ความ
สงบโมหะ ความสงบ เข้าไปสงบ ความเข้าไปสงบวิเศษ ความดับ ความ
ระงับซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความ
ริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี
ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง
ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความ
เดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจัก
บอกความสงบ ... แก่ท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดย
ชื่อว่า โธตกะ ในอุเทศว่า โธตกาติ ภควา ดังนี้.

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 176 (เล่ม 67)

คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา
นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า ดูก่อนโธตกะ.
[๒๓๐] คำว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ในอุเทศว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหํ
ดังนี้ ความว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว คือ ในธรรมที่เรารู้แล้ว เทียบ
เคียงแล้ว พิจารณาแล้ว ปรากฏแล้ว แจ่มแจ้งแล้ว คือ ในธรรมที่เรา
เห็นแล้ว ... แจ่มแจ้งแล้ว สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา
แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง เราจักบอกทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว จักบอกสมุทัย
ในสมุทัยที่เราเห็นแล้ว จักบอกมรรคในมรรคที่เราเห็นแล้ว จักบอก
นิโรธในนิโรธที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า ในธรรม
ที่เราเห็นแล้ว.
อีกอย่างหนึ่ง เราจักบอกธรรมอันบุคคลผู้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่
ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชน
พึงรู้เฉพาะตน ในธรรมที่เราเห็นแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า
ในธรรมที่เราเห็นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว.
คำว่า ประจักษ์แก่ตน ความว่า เราจักบอกซึ่งธรรมอันประจักษ์
แก่ตน ที่เรารู้เฉพาะด้วยตนเอง โดยไม่บอกว่ากล่าวกันมาดังนี้ ไม่บอก
ตามที่ได้ยินกันมา ไม่บอกตามลำดับสืบ ๆ กันมา ไม่บอกด้วยอ้างตำรา
ไม่บอกตามที่นึกเดาเอาเอง ไม่บอกตามที่คาดคะเนเอาเอง ไม่บอกด้วย

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 177 (เล่ม 67)

ความตรึกตามอาการ ไม่บอกด้วยความชอบใจว่าต้องกับลัทธิของตน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ในธรรมที่เราเห็นแล้ว อันประจักษ์แก่ตน.
[๒๓๑] คำว่า ที่บุคคลรู้แจ้งแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ความว่า
กระทำให้รู้แจ้ง คือ เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว
คือ ทำให้รู้แจ้ง ... แจ่มแจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ฯ ล ฯ สิ่งใด
สิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็น
ธรรมดา.
คำว่า เป็นผู้มีสติ ความว่า มีสติด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ มีสติ
เจริญสติปัฏฐานเครื่องพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ ล ฯ บุคคลนั้นตรัสว่า
เป็นผู้มีสติ.
คำว่า เที่ยวไป ความว่า เที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่รู้แจ้งแล้ว
เป็นผู้มีสติเที่ยวไป.
[๒๓๒] ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล
ตรัสว่า ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในอุเทศว่า " ตเร โลเก
วิสตฺติกํ."
คำว่า วิสตฺติกา ความว่า ตัณหาชื่อวิสัตติกา เพราะอรรถว่า กระไร
ฯ ล ฯ เพราะอรรถว่า ซ่านไป กว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
วิสัตติกา.
คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก. คำว่า
พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก ความว่า พึงเป็นผู้มี
สติข้าม คือ ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งตัณหาอันซ่าน

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 178 (เล่ม 67)

ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พึงข้ามตัณหา
อันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า
เราจักบอกความสงบในธรรมที่เราเห็นแล้วอันประจักษ์
แก่ตน แก่ท่าน ที่บุคคลได้ทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป
พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้.
[๒๓๓] ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์
ชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น และสันติอันสูงสุดที่
บุคคลทราบแล้ว เป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอัน
ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกนี้.
[๒๓๔] คำว่า ตํ ในอุเทศว่า ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ ความว่า ซึ่ง
พระดำรัส คือ ทางแห่งถ้อยคำ เทศนา อนุสนธิของพระองค์.
คำว่า อภินนฺทามิ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมยินดี ชอบใจ เบิกบาน
อนุโมทนา พอใจ ปรารถนา รักใคร่ ติดใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ข้าพระองค์ย่อมชอบใจพระดำรัสของพระองค์นั้น.
คำว่า มเหสี ในอุเทศว่า มเหสี สนฺติมุตฺตมํ ดังนี้ ความว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหาซึ่งศีลขันธ์ใหญ่ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า มเหสี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา
ซึ่งสมาธิขันธ์ใหญ่ ฯ ล ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเทวดาล่วงเทวดา
ประทับอยู่ ณ ที่ไหน พระนราสภประทับอยู่ ณ ที่ไหน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มเหสี.

178