ขันธ์อันเป็นวิบาก เพราะอรรถว่า เป็นกอง และเจตนาคืออภิสังขารมีกุศล
เป็นต้น ท่านเรียกว่าอุปธิ. ละอุปธิด้วยตทังคปหาน. สงบอุปธิด้วย
วิกขัมภนปหาน. สละอุปธิด้วยสมุจเฉทปหาน. สงบอุปธิด้วยผล.
มิใช่ละทุกข์ได้อย่างเดียวเท่านั้น พึงทราบคาถาต่อไปว่า เต จาปิ
ดังนี้เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐิตํ คือ โดยความเคารพหรือ
โดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ คือ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์
จักขอนมัสการพระองค์. บทว่า สเมจฺจ คือ เข้าไปใกล้. เมตตคูมาณพ
ทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระนาคะ ผู้ประเสริฐ.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. บทว่า สเมจฺจ คือ รู้ หรือ
เป็นอยู่ร่วมกัน. บทว่า อภิสเมจฺจ คือ รู้แจ้งแทงตลอด. บทว่า
สมาคนฺตวา คือ อยู่พร้อมหน้ากัน. บทว่า อภิสมาคนฺตฺวา คือ เข้าไป
ใกล้. บทว่า สมฺมุขา คือ ต่อหน้า. บทว่า อาคุํ น กโรติ คือ ไม่
กระทำบาป.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้พราหมณ์นั้นรู้อย่างนี้ว่า ความจริง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละทุกข์ได้แน่นอน ก็ยังไม่น้อมตนเข้าไป เมื่อจะ
ตรัสสอนพราหมณ์ ด้วยบุคคลผู้ละทุกข์ได้แล้ว จึงตรัสคาถาว่า ยํ
พฺราหฺมณํ ดังนี้เป็นอาทิ.
บทนั้นมีความดังนี้ บุคคลพึงรู้จักผู้ใดว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ เพราะ
ลอยบาปได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ถึงเวท เพราะไปด้วยเวททั้งหลาย ชื่อว่า
เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เพราะล่วงกิเลสเครื่องกังวลได้แล้ว ชื่อว่า
เป็นผู้ไม่ข้องในกามภพ เพราะไม่ติดอยู่ในกามและในภพดังนี้ ผู้นั้นได้
ข้ามโอฆะนี้ และเป็นผู้ข้ามถึงฝั่ง ไม่มีเสาเขื่อนนี้ ไม่มีความสงสัยโดยแท้.