ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 149 (เล่ม 67)

อยู่แล้ว. บทว่า เต โลเก วิชิตาโน พระขีณาสพเหล่านั้นเป็นผู้ชนะ
แล้วในโลก คือ พระขีณาสพดังกล่าวแล้วนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ชนะแล้วใน
สัตวโลก. บทว่า ยสฺสนฺทฺริยานิ ภาวิตานิ พระขีณาสพเป็นผู้เจริญ
อินทรีย์แล้ว คือ พระขีณาสพเจริญอินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นให้
บรรลุถึงอรหัตผล. บทว่า อชฺฌติตญฺจ พหิทฺธา จ อายตนะภายใน
อายตนะภายนอก คือ ทำอายตนะภายในมีจักขวายตนะเป็นต้น และ
อายตนะภายนอกมีรูปายตนะเป็นต้น ให้หมดพยศ. บทว่า สพฺพโลเก
ในโลกทั้งปวง คือ ในโลกมีธาตุ ๓ ทั้งสิ้น. บทว่า นิพฺพิชฺฌ อิมญฺจ
ปรญฺจ โลกํ พระขีณาสพนั้นล่วงแล้วซึ่งโลกนี้และโลกอื่น คือ พระ-
ขีณาสพล่วงอัตภาพนี้และอัตภาพในโลกอื่นตั้งอยู่แล้ว. บทว่า กาลํ
กงฺขติ ภาวิโต สุทนฺโต มีธรรมอันให้เจริญแล้ว ฝึกแล้วย่อมหวังมรณ-
กาล คือ พระขีณาสพนั้น ฝึกแล้วตั้งต้นแต่จักขวายตนะ มีจิตเจริญแล้ว
ย่อมปรารถนามรณกาล.
บทว่า เยสํ ธมฺมานํ อาทิโต สมุทาคมนํ ปญฺญายติ ธรรมเหล่า
ใด มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นปรากฏ คือธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่าใด มี
ความเกิดขึ้นปรากฏ. บทว่า อตฺถงฺคมโต นิโรโธ คือ ความไม่มีธรรม
เหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งการดับปรากฏ. บทว่า ธมฺมสนฺนิสฺสิโต วิปาโก
วิบากอาศัยกรรม คือวิบากอาศัยกุศลกรรมและอกุศลกรรม ชื่อว่าวิบาก
อาศัยกรรม เพราะไม่ปล่อยกรรมเป็นไป. บทว่า นามสนฺนิสฺสิตํ รูปํ
รูปอาศัยนาม คือ รูปทั้งหมดชื่อว่าอาศัยนาม เพราะยึดถือนามเป็นไป.
บทว่า ชาติยา อนุคตํ นามรูปไปตามชาติ คือ นามรูปมีกรรมเป็นต้น

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 150 (เล่ม 67)

ทั้งหมด เข้าไปตามชาติ. บทว่า ชราย สนุสฏํ ชราก็ติดตาม คือถูกชรา
ครอบงำ. บทว่า พฺยาธินา อภิภูตํ พยาธิก็ครอบงำ คือถูกพยาธิทุกข์
ย่ำยี. บทว่า มรเณน อพฺภาหตํ คือ ถูกมรณะเบียดเบียน. บทว่า อตาณํ
ไม่มีอะไรต้านทาน คือไม่มีอะไรต้านทาน เพราะบุตรเป็นต้นก็ต้านทาน
ไม่ได้ ไม่มีการรักษา ไม่ได้รับความปลอดภัย. บทว่า อเลณํ ไม่มี
อะไรเป็นที่เร้น คือไม่อาจหลีกเร้นอาศัยอยู่ คือทำกิจเป็นที่หลีกเร้นไม่ได้.
บทว่า อสรณํ ไม่มีอะไรเป็นสรณะ คือผู้อาศัยจะนำภัยออกไปก็ไม่ได้ จะ
ทำภัยให้พินาศไปก็ไม่ได้. บทว่า อสรณีภูตํ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง คือ
ไม่มีที่พึ่ง เพราะความไม่มีของตนแต่การเกิดในกาลก่อน อธิบายว่า
ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งตลอดกาลที่เกิดนั่นเอง.
ศัพท์ว่า อ ในบทว่า อปุจฺฉสิ นี้ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ทำ
บทให้เต็ม แปลว่า ย่อมถามเท่านั้น. บทว่า ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ
เราจะบอกตามที่เรารู้ คือเรารู้อย่างใดก็จักบอกอย่างนั้น. บทว่า อุปธิ-
นิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา ทุกข์ทั้งหลายมีอุปธิเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น คือทุกข์
พิเศษ มีชาติทุกข์เป็นต้น มีอุปธิคือตัณหาเป็นต้นเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า ตณฺหูปธิ ความว่า ตัณหานั้นแล ชื่อว่า ตัณหูปธิ. สัสสตทิฏฐิและ
อุจเฉททิฏฐินั่นแล ชื่อว่า ทิฏฐูปธิ. กิเลสมีราคะเป็นต้นนั้นแล ชื่อว่า
กิเลสูปธิ. กรรมมีบุญเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า กัมมูปธิ. ทุจริต ๓ อย่างนั่นแล
ชื่อว่า ทุจจริตูปธิ. อาหารมีกพฬีการาหารเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า อาหารูปธิ.
โทสะและปฏิฆะนั่นแล ชื่อว่า ปฏิฆูปธิ. ธาตุ ๔ มีปฐวีธาตุเป็นต้นที่กรรม
ถือเอา มีกรรมเป็นสมุฏฐานนั่นแล ชื่อว่า อุปธิคืออุปาทินนธาตุ ๔.
อายตนะภายใน ๖ มีจักขวายตนะเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า อายตนูปธิ.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 151 (เล่ม 67)

หมวดวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่า อุปธิคือหมวด
วิญญาณ ๖. บทว่า สพฺพมฺปิ ทุกฺขํ ทุกฺขมนฏฺเฐน คือทุกข์แม้ทั้งหมด
อันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า อุปธิ เพราะอรรถว่า ยากที่จะทนได้.
เมื่อทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะมีอุปธิเป็นเหตุอย่างนี้ พึงทราบคาถา
มีอาทิว่า โย เว อวิทฺวา ผู้ใดแลมิใช่ผู้รู้ดังนี้ต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปชานํ รู้อยู่ คือบุคคลผู้รู้อยู่ซึ่งสังขาร
ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขสฺส ชาติปฺป-
ภวานุปสฺสี เป็นผู้พิจารณาเหตุแห่งทุกข์ คือพิจารณาว่าอุปธิเป็นเหตุเกิด
แห่งทุกข์ในวัฏฏะ ในนิเทศแห่งคาถานี้ไม่มีคำที่จะพึงกล่าว.
บทว่า โสกปริทฺเทวญฺจ คือ ความโศกและความร่ำไร. บทว่า
ตถา หิ เต วิทิโต เอส ธมฺโม แท้จริงธรรมนั้นอันพระองค์ทรง
ทราบแล้ว คือธรรมนั้นอันพระองค์ทรงทราบแล้วด้วยอำนาจแห่งการ
ดำรงอยู่ของญาณ โดยอาการที่สัตว์ทั้งหลายรู้. ในบทเหล่านั้น บทว่า
ตรนฺติ ย่อมข้าม คือย่อมข้ามทิฏโฐฆะด้วยปฐมมรรค. บทว่า อุตฺตรนฺติ
ย่อมข้ามขึ้น คือย่อมข้ามขึ้นด้วยการทำกาโมฆะให้เบาบางด้วยทุติยมรรค.
บทว่า ปตรนฺติ ย่อมข้ามพ้น คือข้ามกาโมฆะนั่นแลโดยพิเศษด้วยตติย-
มรรค ด้วยอำนาจแห่งการละไม่ให้เหลือ. บทว่า สมติกฺกมนฺติ ย่อม
ก้าวล่วง คือก้าวล่วงโดยชอบด้วยจตุตถมรรคด้วยอำนาจแห่งการละภโวฆะ
และอวิชโชฆะ. บทว่า วีติวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไปล่วง คือบรรลุผลตั้งอยู่.
บทว่า กิตฺติยิสฺสามิ เต ธมฺมํ เราจักบอกธรรมแก่ท่าน คือเราจัก
แสดงนิพพานธรรม และธรรมอันเป็นปฏิปทาให้เข้าถึงนิพพานแก่ท่าน.
บทว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ในธรรมมีทุกข์เป็นต้นที่เราเห็นแล้ว คือในอัตภาพ

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 152 (เล่ม 67)

นี้. บทว่า อนีติหํ คือ ประจักษ์แก่ตน. บทว่า ยํ วิทิตฺวา รู้ชัดแล้ว
คือพิจารณารู้ชัดธรรมใด โดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาทิกลฺยาณํ งามในเบื้องต้น คือเราแม้
ละแล้วก็จักบอกธรรมอันเป็นความสุขเกิดแต่วิเวก หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้
แก่ท่าน เมื่อเราบอกธรรมนั้นน้อยก็ตาม มากก็ตาม จักบอกประการมี
ธรรมงามในเบื้องต้นเป็นต้นแก่ท่าน. อธิบายว่า เราจักประกาศธรรมทำ
ให้งามให้เจริญให้ไม่มีโทษในเบื้องต้น แม้ในท่ามกลาง แม้ในที่สุด เรา
ก็จักประกาศธรรมทำให้เจริญ ทำให้ไม่มีโทษเหมือนกัน.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแม้คาถาหนึ่งใด คาถานั้น
งามในเบื้องต้นด้วยบาทแรกของธรรม งามในท่ามกลางด้วยบาทที่สอง
ที่สาม งามในที่สุดด้วยบาทที่สี่ เพราะเป็นคาถาที่เจริญครบถ้วน.
พระสูตรที่มีอนุสนธิเป็นอันเดียวกัน งามในเบื้องต้นด้วยนิทาน งามใน
ที่สุดด้วยบทสรุป ง่ามในท่ามกลางด้วยบทที่เหลือ. พระสูตรที่มีอนุสนธิ
ต่าง ๆ กัน งามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิที่หนึ่ง งามในที่สุดด้วยอนุสนธิ
สุดท้าย งามในท่ามกลางด้วยอนุสนธิที่เหลือ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่างามในเบื้องต้น เพราะมีนิทานและมีเรื่องราว
ที่เกิดขึ้น ชื่อว่างามในท่ามกลาง เพราะมีอรรถไม่วิปริต และเพราะ
ประกอบด้วยการยกเหตุขึ้นมาอ้าง โดยอนุรูปแก่เวไนยสัตว์. ชื่อว่า
งามในที่สุด เพราะทำให้ผู้ฟังทั้งหลายได้เกิดศรัทธา และเพราะบทสรุป.
จริงอยู่ ศาสนธรรมทั้งสิ้นงามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นประโยชน์
ของตน งามในท่ามกลางด้วยสมถะ วิปัสสนา มรรค และผล งามใน
ที่สุดด้วยนิพพาน. หรืองามในเบื้องต้นด้วยศีลและสมาธิ งามในท่ามกลาง

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 153 (เล่ม 67)

ด้วยวิปัสสนาและมรรค งามในที่สุดด้วยผลและนิพพาน. หรือชื่อว่างาม
ในเบื้องต้น เพราะเป็นการตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า ชื่อว่างามใน
ท่ามกลาง เพราะพระธรรมเป็นธรรมดี ชื่อว่างามในที่สุด เพราะเป็น
การปฏิบัติดีของสงฆ์.
ชื่อว่างามในเบื้องต้น เพราะอภิสัมโพธิญาณ อันผู้ฟังธรรมนั้น
ปฏิบัติ เพื่อความเป็นอย่างนั้นแล้วพึงบรรลุ ชื่อว่างามในท่ามกลาง
เพราะปัจเจกโพธิญาณ (รู้เฉพาะตัว) ชื่อว่างามในที่สุด เพราะสาวก
โพธิญาณ. ธรรมอันผู้ฟังนั้นย่อมนำความงามมาให้แม้ด้วยการฟัง เพราะ
ข่มนิวรณ์เสียได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า งามในเบื้องต้น. ธรรมอันผู้
ปฏิบัติอยู่ ย่อมนำความงามมาให้แม้ด้วยการปฏิบัติ เพราะนำความสุข
อันเกิดแต่สมถะและวิปัสสนามาให้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า งามในท่าม-
กลาง. เมื่อผลแห่งการปฏิบัติสำเร็จลงแล้ว ย่อมนำความงามมาให้แก่
ผู้ปฏิบัติอย่างนั้น ๆ แม้ด้วยผลแห่งการปฏิบัติ เพราะนำมาซึ่งความเป็น
ผู้คงที่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า งามในที่สุด.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรมใด ย่อมประกาศ
ศาสนพรหมจรรย์ และมรรคพรหมจรรย์ ย่อมทรงแสดงโดยนัยต่าง ๆ.
ย่อมทรงแสดงธรรมตามสมควร คือพร้อมทั้งอรรถ เพราะสมบูรณ์ด้วย
อรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะสมบูรณ์ด้วยพยัญชนะ พร้อมทั้งอรรถ
เพราะประกอบพร้อมด้วยการชี้แจง การประกาศ เปิดเผย จำแนก ทำ
ให้ง่าย บัญญัติและบทแห่งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะสมบูรณ์
ด้วยบทอักษร บทพยัญชนะ ภาษา และนิเทศ พร้อมทั้งอรรถ เพราะ
ลึกซึ่งด้วยอรรถ ลึกซึ้งด้วยปฏิเวธ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะลึกซึ้ง

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 154 (เล่ม 67)

ด้วยธรรม ลึกซึ้งด้วยเทศนา พร้อมทั้งอรรถ เพราะเป็นวิสัยแห่งอรรถ-
ปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทา พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเป็นวิสัย
แห่งธรรมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา พร้อมทั้งอรรถ เพราะเป็นที่
เลื่อมใสแก่ชนผู้ตรวจสอบ โดยความเป็นผู้ฉลาด พร้อมทั้งพยัญชนะ
เพราะเป็นที่เลื่อมใสแก่โลกิยชน โดยความเป็นผู้เชื่อถือ พร้อมทั้งอรรถ
โดยอธิบายได้ลึกซึ้ง พร้อมทั้งพยัญชนะ โดยบทที่ยาก บริบูรณ์สิ้นเชิง
เพราะไม่มีข้อที่ควรนำเข้าไปได้อีกโดยบริบูรณ์ทุกอย่าง. บริสุทธิ์ เพราะ
ไม่มีข้อที่ควรตัดออกไปโดยความไม่มีโทษ.
อีกอย่างหนึ่ง พร้อมทั้งอรรถ เพราะเฉียบแหลมในความสำเร็จ
แห่งการปฏิบัติ พร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะเฉียบแหลมในการศึกษา
คัมภีร์แห่งปริยัติ บริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะประกอบด้วยธรรมขันธ์ ๕ มี
ศีลขันธ์เป็นต้น บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส เพราะเป็นไปเพื่อต้องการ
ข้ามไป และเพราะไม่เพ่งต่อโลกามิส ชื่อว่าเป็นพรหมจรรย์ เพราะอัน
ผู้ประเสริฐเป็นดุจพรหมควรประพฤติ และเพราะเป็นธรรมที่ควรประพฤติ
เพราะกำหนดด้วยไตรสิกขา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงปริยัติธรรมอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อ
ทรงแสดงถึงโลกุตรธรรม จึงตรัสว่า จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ดังนี้เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการแล้ว
เพื่อทรงแสดงโลกุตรธรรมอันเกิดขึ้นแล้ว จึงตรัสว่า นิพฺพานญฺจ ดังนี้
เป็นต้น.
บทว่า นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ ปฏิปทาอันให้ถึงนิพพาน พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราจักบอกธรรมคือศีลสมาธิและวิปัสสนาอันเป็น

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 155 (เล่ม 67)

ส่วนเบื้องต้น. บทว่า ทุกฺเข ทิฏฺเฐ ทุกข์ในทุกข์ที่เราเห็นแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า เราจักบอกทุกขสัจในทุกขสัจที่เราเห็นแล้ว พร้อม
ด้วยรสและลักษณะ. แม้ในสมุทัยเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของ
พระองค์นั้น เมตตคูทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาพระดำรัสของพระองค์
เพื่อรู้ธรรมที่พระองค์ตรัสนั้น. บทว่า ธมฺมมุตฺตมํ ธรรมอันอุดม คือ
ข้าพระองค์ชอบใจธรรมอันอุดมนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มหโต ตโมกายสฺส ปทาลนํ ทำลายกองมืด
ใหญ่ คือตัดอวิชชาใหญ่. แสวงหาด้วยอนิจจลักษณะ เสาะหาด้วยทุกข-
ลักษณะ สืบหาด้วยอนัตลักษณะโดยรอบ. บทว่า มหโต วิปลฺลาสสฺส
ปเภทนํ คือ ทำลายวิปลาสใหญ่ ๑๒ อย่าง โดยมีอาทิว่า อสุเภ สุภํ เห็นใน
สิ่งไม่งามว่างามดังนี้. บทว่า มหโต ตณฺหาสลฺลสฺส อพฺพูหนํ ถอน
ลูกศรคือตัณหาใหญ่ คือถอนหนามคือตัณหาใหญ่เพราะเจาะแทงใน
ภายใน. บทว่า ทิฏฺฐิสงฺฆาฏสฺส วินิเวธนํ ตัดความสืบต่อทิฏฐิใหญ่
คือความสืบต่อ เพราะอรรถว่า ติดต่อกันไปโดยไม่ขาดสายแห่งทิฏฐิ การ
กลับความสืบต่อทิฏฐินั้น. บทว่า มานทฺธชสฺส ปาตนํ ให้มานะเป็นธง
ตกไป คือให้มานะเป็นเช่นธงมีลักษณะเย่อหยิ่ง เพราะอรรถว่า ยกขึ้นตก
ไป. บทว่า อภิสงฺขารสฺส วูปสมํ ระงับอภิสังขาร คือระงับอภิสังขาร
มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. บทว่า โอฆสฺส นิตฺถรณํ สละโอฆะใหญ่ คือ
ถอนซัดไปซึ่งโอฆะมีกาโมฆะเป็นต้น อันให้สัตว์จมในวัฏฏะ. บทว่า
ภารสฺส นิกฺเขปนํ ปลงภาระใหญ่ คือซัดทิ้งภาระคือเบญจขันธ์มีรูป
เป็นต้น. บทว่า สํสารวฏฺฏสฺส อุปจฺเฉทํ ตัดสังสารวัฏใหญ่ คือตัด

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 156 (เล่ม 67)

สังสารวัฏอันเป็นไปแล้วด้วยการท่องเที่ยวไปตามลำดับ มีขันธ์เป็นต้น.
บทว่า สนฺตาปสฺส นิพฺพาปนํ ให้ความเร่าร้อนดับไป คือดับความเร่า-
ร้อนคือกิเลส. บทว่า ปริฬาหสฺส ปฏิปสฺสทฺธึ สงบระงับความเดือนร้อน
คือสงบระงับความเร่าร้อนคือกิเลส. บทว่า ธมฺมทฺธชสฺส อุสฺสาปนํ ยก
ขึ้นซึ่งธรรมเป็นดุจธง คือยกโลกุตรธรรม ๙ ประการตั้งไว้. บทว่า ปรมตฺถํ
อมตํ นิพฺพานํ ซึ่งอมตนิพพานเป็นปรมัตถ์ คือชื่อว่า ปรมัตถะ เพราะ-
อรรถว่า สูงสุด. ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย. ชื่อว่า อมตะ เพราะ
เป็นยาห้ามพิษคือกิเลสบ้าง. ชื่อว่า นิพพาน เพราะดับความครอบงำใน
สังสารทุกข์. ชื่อว่า นิพพาน เพราะไม่มีเครื่องร้อยรัดคือตัณหาในนิพพาน
นี้บ้าง. บทว่า มเหสกฺเขหิ สตฺเตหิ สัตว์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่ คือท้าว
สักกะเป็นต้นผู้มีอานุภาพใหญ่ยิ่ง. บทว่า ปริเยสิโต คือ แสวงหาแล้ว.
บทว่า กหํ เทวเทโว คือ เทวดาผู้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลายอยู่ที่ไหน. บทว่า
นราสโภ คือ บุรุษผู้สูงสุด.
บทว่า อุทฺธํ ชั้นสูง ในบทนี้ว่า อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ
ชั้นสูง ชั้นต่ำ ชั้นกลางส่วนกว้าง ท่านกล่าวถึงทางยาวนานในอนาคต.
บทว่า อโธ คือ ทางยาวนานในอดีต. บทว่า ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ คือ
ทางยาวนานในปัจจุบัน. บทว่า เอเตสุ นนฺทิญฺจ นิเวสนญฺจ ปนุชฺช
วิญฺญาณํ ท่านจงบรรเทาความยินดี ความพัวพันและวิญญาณในธรรม
เหล่านี้ คือท่านจงบรรเทาตัณหาความพัวพัน ความถือทิฏฐิ และอภิสังขาร
วิญญาณ ในธรรมชั้นสูงเป็นต้นเหล่านี้ ครั้นบรรเทาได้แล้วไม่ตั้งอยู่ในภพ
คือว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่พึงตั้งอยู่ในภพแม้สองอย่าง. ศัพท์ว่า ปนุชฺช
พึงเชื่อมในอรรถวิกัปนี้ว่า ปนุเทหิ. บทว่า ปนุทิตฺวา ในอรรถวิกัปนี้

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 157 (เล่ม 67)

พึงเชื่อมความว่า ภเว น ติฏฺเฐ ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ. เอาความว่า ครั้น
บรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณเหล่านี้ได้แล้ว ไม่พึงตั้งอยู่
ในภพแม้สองอย่าง.
ในบทเหล่านั้นบทว่า กุสลา ธมฺมา ธรรมเป็นกุศล คือธรรมเป็น
กุศลตรัสว่าชั้นสูง เพราะละอบายแล้วให้ปฏิสนธิในเบื้องบน. ธรรมเป็น
อกุศลตรัสว่าชั้นต่ำ. เพราะให้ปฏิสนธิในอบายทั้งหลาย. อัพยากตธรรม
ตรัสว่าชั้นกลางส่วนกว้าง. เทวโลกพร้อมด้วยโอกาสโลกตรัสว่าชั้นสูง.
อบายโลกตรัสว่าชั้นต่ำ. มนุษยโลกตรัสว่าชั้นกลาง. สุขเวทนาตรัสว่าชั้น
สูง ด้วยให้เกิดอาพาธทางกายและจิต. ทุกขเวทนาตรัสว่าชั้นต่ำ ด้วยให้
ถึงทุกข์. อทุกขมสุขเวทนาตรัสว่าชั้นกลาง ด้วยอำนาจแห่งความไม่ทุกข์
ไม่สุข. อรูปธาตุตรัสว่าชั้นสูง ด้วยอยู่เบื้องบนธรรมทั้งปวง. กามธาตุ
ตรัสว่าชั้นต่ำ ด้วยอยู่ชั้นต่ำกว่าธรรมทั้งปวง. รูปธาตุตรัสว่าชั้นกลาง
ด้วยอยู่ระหว่างธรรมทั้งสองนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงการกำหนด ด้วยอำนาจแห่ง
อัตภาพ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อุทฺธนฺติ อุทธํ ปาทตลา ตั้งแต่
พื้นเท้าถึงส่วนเบื้องบนตรัสว่าชั้นสูง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทธํ ปาทตลา คือ ส่วนเบื้องบนตั้งแต่พื้น
เท้าขึ้นไป บทว่า อโธ เกสมตฺถกา ส่วนเบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา.
บทว่า มชฺเณ ชั้นกลางคือระหว่างทั้งสอง. บทว่า ปุญฺญาภิสงฺขาร-
สหคตํ วิญฺญาณํ วิญญาณสหรคตด้วยปุญญาภิสังขาร คือกรรมวิญญาณ
อันสัมปยุตด้วยปุญญาภิสังขาร ๑๓ ประเภท. บทว่า อปุญฺญาภิสงฺขารสหคตํ
วิญฺญาณํ วิญญาณสหรคตด้วยอปุญญาภิสังขาร คือกรรมวิญญาณที่สัมปยุต
ด้วยอปุญญาภิสังขาร ๑๒ ประเภท. บทว่าอเนญฺชาภิสงฺขารสหคตํ วิญฺญาณํ

157
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 158 (เล่ม 67)

วิญญาณสหรคตด้วยอเนญชาภิสังขาร คือกรรมวิญญาณอันสหรคตด้วย
อเนญชาภิสังขาร ๔ ประเภท. บทว่า นุชฺช จงบรรเทา คือจงซัดไป.
บทว่า ปนุชฺช คือ จงสลัดไป. บทว่า นุท คือ จงดึงออก. บทว่า ปนุท
คือจงถอนทิ้ง. บทว่า ปชห คือ จงละ. บทว่า วิโนเทหิ คือ จงทำ
ให้ไกล. บทว่า กมฺมภวญฺจ กรรมภพ คือเจตนามีปุญญาภิสังขารเป็นต้น.
บทว่า ปฏิสนฺธิกญฺจ ปุนพฺภวํ ภพใหม่อันมีในปฏิสนธิ คือภพใหม่มี
รูปภพเป็นต้นแห่งปฏิสนธิ. ละด้วยปฐมมรรค. บรรเทาด้วยทุติยมรรค.
ทำให้สิ้นไปด้วยตติยมรรค. ให้ถึงความไม่มีด้วยจตุตถมรรค. บทว่า
กมฺมภเว น ติฏฺเฐยฺย ไม่พึงตั้งอยู่ในกรรมภพ คือ ไม่พึงตั้งอยู่ใน
อภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น.
ภิกษุนั้น ครั้นบรรเทาความยินดี ความพัวพัน และวิญญาณ
เหล่านั้นได้แล้ว. ไม่ตั้งอยู่ในภพ. พึงทราบคาถามีอาทิว่า เอวํ วิหารี
ภิกษุมีปกติประพฤติอยู่อย่างนี้ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้ หรือในอัตภาพนี้แล.
นิเทศแห่งคาถานี้มีความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า นูปธิกํ เป็นธรรมไม่มีอุปธิ ในบทนี้ว่า สุกิตฺติตํ โคตม
นูปธิกํ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ชอบใจพระดำรัสของพระองค์ที่ตรัส
ไว้ดีแล้ว เป็นธรรมไม่มีอุปธิคือ นิพพาน. เมตตคูมาณพ เมื่อจะทูล
สนทนากะพระผู้มีพระภาคเจ้า หมายถึงนิพพานนั้น จึงทูลว่า สุกิตฺติตํ
โคตม นูปธิกํดังนี้เป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศดังต่อไปนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า กิเลสา จ
คือ กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เพราะอรรถว่า ทำให้เดือดร้อน เบญจ-

158