ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 89 (เล่ม 67)

ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่พอใจของจิต นี้เรียกว่า
ความโกรธ.
อนึ่ง พึงทราบความโกรธมาก โกรธน้อย ความโกรธเป็นแต่
เพียงทำจิตให้ขุ่นมัวในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงให้มีหน้าเง้าหน้างอ ความ
โกรธเป็นแต่เพียงทำให้หน้าเง้าหน้างอในบางครั้งก็มี แต่ไม่ถึงให้คาง
สั่น ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้คางสั่นในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงเปล่ง
ผรุสวาจา ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เปล่งผรุสวาจาในบางครั้งก็มี แต่
ยังไม่ถึงให้เหลียวดูทิศทางต่าง ๆ ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เหลียวดูทิศ
ต่างๆ ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงการจับท่อนไม้และศัสตรา ความโกรธ
เป็นแต่เพียงทำให้จับท่อนไม้และศัสตราในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงเงื้อ
ท่อนไม้และศัสตรา ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้เงื้อท่อนไม้และศัสตรา
ในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงตีฟัน ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ตีฟันใน
บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผล ความโกรธเป็นแต่เพียงทำ
ให้ถึงฉีกขาดเป็นบาดแผลในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้หักให้แหลก ความ
โกรธเป็นแต่เพียงทำให้หักให้แหลกในบางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้อวัยวะน้อย
ใหญ่เคลื่อนที่ ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้อวัยวะน้อยใหญ่เคลื่อนที่ใน
บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ให้ชีวิตดับ ความโกรธเป็นแต่เพียงทำให้ชีวิตดับใน
บางครั้งก็มี แต่ยังไม่ถึงความสละบริจาคอวัยวะทั้งหมด เมื่อใดความโกรธ
ให้ฆ่าบุคคลอื่นแล้วให้ฆ่าตน เมื่อนั้นความโกรธถึงความเป็นความโกรธ
แรงยิ่ง ถึงความเป็นความโกรธมากยิ่ง โดยอาการอย่างนี้. ความโกรธนั้น
อันพระอรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบระงับแล้ว ทำ
ไม่ให้อาจเกิดขึ้นอีก เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 90 (เล่ม 67)

เรียกว่าผู้กำจัดกิเลสเพียงดังควัน. พระอรหันตขีณาสพชื่อว่าวิธูมะ เพราะ
เป็นผู้ละความโกรธ เพราะเป็นผู้กำหนดรู้วัตถุแห่งความโกรธ เพราะเป็น
ผู้ตัดขาดซึ่งเหตุแห่งความโกรธ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วิธูมะ.
คำว่า อนีโฆ ความว่า ราคะเป็นทุกข์ โทสะเป็นทุกข์ โมหะ
เป็นทุกข์ ความโกรธเป็นทุกข์ ความผูกโกรธเป็นทุกข์ ฯ ล ฯ อกุสลา-
ภิสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละได้
แล้ว . . . เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า
ผู้ไม่มีทุกข์.
คำว่า ไม่มีความหวัง ความว่า ตัณหาเรียกว่าความหวัง ราคะ
สาราคะ ฯ ล ฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล เรียกว่าความหวัง ตัณหา
อันเป็นความหวังนั้น อันพระอรหันตขีณาสพใดละได้แล้ว เผาเสียได้แล้ว
ด้วยไฟคือ ญาณ พระอรหันตขีณาสพนั้น เรียกว่า ผู้ไม่มีความหวัง.
ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความ
เกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความได้เฉพาะซึ่งอายตนะ
ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ชื่อว่า ชาติ.
ความแก่ ความเสื่อม ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก
ความเป็นผู้มีหนังย่น ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ใน
หมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่า ชรา.
คำว่า สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ
ความว่า เราย่อมกล่าว . . . ย่อมประกาศว่า พระอรหันตขีณาสพใด
เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ และไม่มีความหวัง
พระอรหันตขีณาสพนั้นข้ามได้แล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ล่วงแล้ว

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 91 (เล่ม 67)

เป็นไปล่วงแล้วซึ่งชาติ ชรา และมรณะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เรา
ย่อมกล่าวว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลสเพียงดังว่า
ควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ข้ามได้แล้วซึ่งชาติและชรา.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ มิได้
มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบฝั่งนี้และฝั่งโน้น
ในโลก พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ กำจัดกิเลส
เพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้ามแล้ว
ซึ่งชาติและชรา.
พร้อมด้วยวาจาจบคาถา ฯ ล ฯ ท่านพระปุณณกะนั้น เป็นภิกษุ
ครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร นั่งประนม
อัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้.
จบปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓
อรรถกถาปุณณกมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัย ในปุณณกสุตตนิทเทสที่ ๓.
บทว่า อเนชํ ผู้ไม่หวั่นไหวแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้าม
โมฆราชตรัสแล้ว โดยนัยก่อนนั่นแล.

91
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 92 (เล่ม 67)

ในบทเหล่านั้นบทว่า มูลทสฺสาวี ผู้เห็นมูล คือเห็นมูลของอกุศล.
บทว่า อิสโย ฤๅษี ชฎิลทั้งหลายมีชื่อว่าฤาษี. บทว่า ยญฺญํ คือ ไทย-
ธรรม. บทว่า อกปฺปึสุ คือ แสวงหา. บททั้งหมดมีอาทิว่า เหตุทสฺสาวี
ทรงเห็นเหตุ เป็นไวพจน์ของการณะ (เหตุ). เพราะการณะย่อมปรารถนา
ย่อมเป็นไปเพื่อผลของตน ฉะนั้น จึงเรียกว่าเหตุ. เพราะการณะย่อมมอบ
ให้ซึ่งผลนั้นดุจตั้งใจว่า เชิญพวกท่านรับผลนั้นเถิด ฉะนั้น จึงเรียกว่า
นิทาน. บทห้าบทมีอาทิว่า สมฺภวทสฺสาวี ทรงเห็นสมภพ มีนัยดังที่
แสดงไว้แล้วในหนหลัง. เพราะการณะนั้นอาศัยผลนั้นย่อมเป็นไป ผลนั้น
จึงเกิดขึ้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า ปัจจัยและสมุทัย. บทว่า ยา วา ปนญฺญาปิ
กาจิ สุคติโย สุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น คือมนุษย์กำพร้าและผู้มี
อาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้ยาก มีศักดิ์น้อยมีอุตตรมารดาเป็นต้น พ้น
แล้วจากอบาย ๔ พึงทราบว่าเป็นผู้ถูกทุกข์เบียดเบียน. บทว่า ยา วา
ปนญฺญาปิ กาจิ ทุคฺคติโย ทุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแม้อื่น เป็นต้นว่า
พระยายม พระยานาค ครุฑ เปรต และผู้มีฤทธิ์. บทว่า อตฺตภาวาภิ-
นิพฺพตฺติยา เพื่อความเกิดแห่งอัตภาพ คือเพื่อได้อัตภาพด้วยปฏิสนธิใน
ฐานะ ๓. บทว่า ชานาติ คือ ย่อมทรงรู้ด้วยสัพพัญญุตญาณ. บทว่า
ปสฺสติ คือ ย่อมทรงเห็นด้วยสมันตจักษุ. บทว่า อกุสลา ได้แก่ ความ
เป็นผู้ไม่ฉลาด. บทว่า อกุสลํ ภชนฺติ ย่อมเสพธรรมเป็นอกุศล คือใน
ส่วนที่เป็นอกุศล. บทว่า อกุสลปกฺเข ภว คือ เป็นฝ่ายอกุศล. ชื่อว่า
อวิชฺชามูลกา เพราะธรรมทั้งหมดเหล่านั้นมีอวิชชาเป็นมูลเหตุ. ชื่อว่า
อวิชฺชาสโมสรณา เพราะมีอวิชชาเป็นที่รวมโดยชอบ. บทว่า อวิชฺชา-
สมุคฺฆาตาย คือ มีอวิชชาอันอรหัตมรรคถอนได้. บทว่า สพฺเพ เต

92
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 93 (เล่ม 67)

สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ ย่อมถึงความเพิกถอนทั้งหมด ได้แก่ อกุศลกรรม
ดังกล่าวแล้ว อกุศลกรรมทั้งหมดเหล่านั้นย่อมถึงความถูกกำจัด. บทว่า
อปฺปมาทมูลกา ได้แก่ ชื่อว่า อปฺปมาทมูลกา เพราะมีความไม่ประมาท
คือความไม่อยู่ปราศจากสติเป็นมูลเหตุ. ชื่อว่า อปฺปมาทสโมสรณา เพราะ
รวมลงในความไม่ประมาทโดยชอบ. บทว่า อปฺปมาโท เตสํ ธมฺมานํ
อคฺคมกฺขายติ ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งธรรมเหล่านั้น
คือแม้ผู้ท่องเที่ยวไปในกามาวจรก็ชื่อว่าเป็นยอด เพราะมีธรรมเป็นไปใน
ภูมิ ๔ เป็นที่พึ่งอาศัย. บทว่า อลมตฺโต คือ เป็นผู้สามารถ. บทว่า
มยา ปุจฺฉิตํ คือ อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว. บทว่า วหสฺเสตํ ภารํ คือ
จงนำภาระที่นำมาแล้วไป. บทว่า เยเกจิ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตา ชน
เหล่าใดเหล่าหนึ่งบวชเป็นฤๅษี ปาฐะว่า อิสิปพฺพชฺชา ปพฺพชิตา บวช
เป็นฤๅษีดังนี้บ้าง. บทว่า อาชีวกสาวกานํ อาชีวกา เทวตา อาชีวก
เป็นเทวดาของพวกอาชีวกสาวก คือชนเหล่าใด เชื่อฟังคำของอาชีวก
ชนเหล่านั้น ชื่อว่า อาชีวก. อาชีวกของอาชีวกสาวกเหล่านั้นย่อมรับไทย-
ธรรมของอาชีวกสาวก อาชีวกเหล่านั้นจึงเป็นเทวดา. ในบททั้งปวงก็
อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า เย เยสํ ทกฺขิเณยฺยา พระทักขิไณยบุคคล
ผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด คืออาชีวกเป็นต้นเหล่าใด ผู้มีทิศ
เป็นที่สุด สมควรแก่ไทยธรรมของกษัตริย์เป็นต้นเหล่าใด. บทว่า เต
เตสํ เทวดา คือ อาชีวกเหล่านั้นเป็นเทวดาของกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น.
บทว่า ยญฺญํ เอเสนฺติ คือ ปรารถนาไทยธรรม. บทว่า คเวสนฺติ แสวง
หา คือแลดู. บทว่า ปริเยสนฺติ เสาะหา คือให้เกิดขึ้น. บทว่า ยญฺญา
วา เอเต ปุถู คือ ยัญเหล่านั้นก็มาก. บทว่า ยญฺญยาชกา วา ผู้บูชายัญ

93
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 94 (เล่ม 67)

คือผู้บูชาไทยธรรมเหล่านั้นก็มาก. บทว่า ทกฺขิเณยฺยา วา เอเต ปุถู
ทักขิไณยบุคคลก็มาก คือทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมก็มาก
เหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงยัญเหล่านั้นโดยพิสดาร
จึงตรัสว่า ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร.
บทว่า อาสึสมานา หวังอยู่ คือปรารถนาในรูปเป็นต้น. บทว่า
อิตฺถตฺตํ คือ ปรารถนาความมีอยู่. อธิบายว่า ปรารถนาความเป็น
มนุษย์เป็นต้น. บทว่า ชรํ สิตา คือ อาศัยชรา. ในบทนี้ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสถึงทุกข์ในวัฏฏะทั้งหมดด้วยหัวข้อว่า ชรา. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงแสดงว่า อาศัยทุกข์ในวัฏฏะไม่พ้นจากทุกข์นั้นจึงแสวงหา. บทว่า
รูปปฏิลาภํ อาสึสมานา หวังได้รูป คือปรารถนาได้สมบัติอันเป็นบ่อเกิด
แห่งวรรณะ. แม้ในเสียงเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ขตฺติย-
มหาสาลกุเล อตฺตภาวปฏิลาภํ หวังได้อัตภาพในตระกูลกษัตริย์มหาศาล
คือปรารถนาได้อัตภาพ คือปฏิสนธิในตระกูลมหาศาลอันเพียบพร้อมด้วย
สมบัติ. แม้ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในบทนี้ว่า
พฺรหฺมกายิเกสุ เทเวสุ ในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ท่านกล่าวหมาย
ถึงส่วนเบื้องต้น. บทว่า อตฺถ คือ ในตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. บทว่า
ชรนิสฺสิตา คือ อาศัยชรา. แม้ในบทมีอาทิว่า พฺยาธินิสฺสิตา อาศัย
พยาธิ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ด้วยบทเหล่านี้ เป็นอันทรงแสดงถือเอาทุกข์
ในวัฏฏะทั้งหมด.
ยัญนั้นแหละคือทางยัญ ในบทนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่ง
ชาติชราบ้างหรือ. ข้อนี้มีอธิบายว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประมาทแล้วใน

94
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 95 (เล่ม 67)

ยัญ ปรารถนายัญ ได้ข้ามพ้นทุกข์ในวัฏฏะบ้างหรือ. บทว่า เยปิ ยญฺญํ
ยชนฺติ คือ บูชายัญด้วยการให้ไทยธรรม. บทว่า ปริจฺจชนฺติ คือ สละ.
บทว่า อาสึสนฺติ หวัง คือปรารถนาได้รูปเป็นต้น. บทว่า
โถมยนฺติ ยินดี คือสรรเสริญยัญเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ให้แล้ว
ย่อมมีผล. บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมชม คือกล่าววาจาเพื่อได้ลาภเป็นต้น.
บทว่า ชุหนฺติ คือ ย่อมบูชา. บทว่า กามาภิชปฺปนฺติ ปฏิจฺจ ลาภํ
ชมกามเพราะอาศัยลาภ คือชมกามทั้งหลายบ่อย ๆ เพราะอาศัยการได้
รูปเป็นต้น กล่าวว่า ไฉนหนอกามทั้งหลายจะพึงมีแก่เราบ้าง. อธิบายว่า
เพิ่มพูนตัณหาในกามนั้น. บทว่า ยาชโยคา ผู้ประกอบในการบูชา.
คือน้อมไปในการบูชา. บทว่า ภวราครตฺตา ยินดีแล้วด้วย ภวราคะ.
คือยินดีแล้วด้วยภวราคะนั่นเอง ด้วยความหวังเป็นต้นเหล่านี้อย่างนี้ ชื่อว่า
เป็นผู้ยินดีแล้วในภวราคะ กระทำความหวังเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า
นาตรึสุ คือ ไม่ข้ามทุกข์ในวัฏฏะมีชาติเป็นต้นได้.
บทว่า ยญฺญํ วา โถเมนฺติ คือ ชนทั้งหลายย่อมสรรเสริญการให้.
บทว่า ผลํ วา คือ การได้มีรูปเป็นต้น. บทว่า ทกฺขิเณยฺยํ วา คือ
ทักขิไณยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น. บทว่า สุจิทินฺนํ คือ กระทำ
ให้สะอาดแล้วให้. บทว่า มนาปํ คือ ยังใจให้เจริญ. บทว่า ปณีตํ คือ
มีรสอร่อย. บทว่า กาเลน คือ ในกาลอันถึงพร้อมแล้วนั้น ๆ. บทว่า
กปฺปิยํ คือ เว้นสิ่งที่เป็นอกัปปิยยะแล้วให้. บทว่า อนวชฺชํ คือ ไม่มีโทษ.
บทว่า อภิณฺหํ คือ บ่อย ๆ. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทิตํ เมื่อให้จิต
ผ่องใส คือเมื่อให้ จิตขณะบริจาคก็ผ่องใส เพราะเหตุนั้น จึงสรรเสริญ
ชมเชย. บทว่า กิตฺเตนฺติ ย่อมประกาศ คือย่อมทำคุณให้ปรากฏ. บทว่า

95
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 96 (เล่ม 67)

วณฺเณนฺติ คือ ย่อมกล่าวสรรเสริญ. บทว่า ปสํสนฺติ คือ ย่อมให้ถึงความ
เลื่อมใส. บทว่า อิโต นิทานํ คือ เพราะให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้เป็นเหตุ.
บทว่า อชฺฌยกา คือ ร่ายมนต์. บทว่า มนฺตธรา คือ ผู้ทรงไว้ซึ่งมนต์.
บทว่า ติณฺณํ เวนานํ คือ ไตรเพท มีอิรุพเพท ยชุพเพท สามเพท. ชื่อว่า
ปารคู เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยกระทำให้กระทบริมฝีปาก พร้อมด้วยคัมภีร์
นิฆัณฑุศาสตร์ และเกฏุภศาสดร์. บทว่า นิฆณฺฑุ เป็นศาสตร์ บอกชื่อ
ของต้นไม้เป็นต้น. บทว่า เกฏุภํ การกำหนดกิริยามารยาท อันเป็น
ศาสตร์เพื่อเป็นอุปการะของกวีทั้งหลาย. เป็นประเภทอักขระ พร้อมด้วย
อักขระประเภท. การศึกษา และภาษา ชื่อว่า อักขรประเภท. บทว่า
อิติหาสปญฺจมานํ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕. ชื่อว่า อิติหาสปญฺจโม
เพราะมีคัมภีร์อิติหาส (หนังสือประเภทประวัติศาสตร์และประเพณีโบราณ)
กล่าวคือ เรื่องราวเก่า ๆ ประกอบด้วยคำพูดเช่นนี้ว่า อิติห อาส อิติห
อาส เป็นที่ ๕ มีอาถรรพณเวทเป็นที่ ๔. ชื่อว่า เป็นผู้เข้าใจตัวบทเข้าใจ
ไวยากรณ์ เพราะเรียนรู้ตัวบทและไวยากรณ์อันเหลือจากตัวบทนั้น. ตำรา
พูดให้คนหลงเชื่อ เรียกว่า โลกายตนะ. ตำราประมาณ ๑๒,๐๐๐ บท
แสดงลักษณะของพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้เป็นพระมหาบุรุษ ชื่อว่า มหา-
ปุริสลักษณะ ได้ชื่อว่า เป็นพุทธมนต์ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คาถา. ธรรมดา
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประกอบด้วยพระลักษณะนี้ด้วยอำนาจแห่งพุทธมนต์
ใด ด้วยพุทธมนต์นี้ ย่อมรู้ความต่างกันว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัคร-
สาวก พระอสีติมหาสาวก พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา อัครอุปัฏฐาก
อัครอุปัฏฐายิกา พระราชา พระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า อนวยา ไม่บกพร่อง
คือในคัมภีร์โลกายตนะ และคัมภีรมหาปุริสลักษณะไม่พร่อง บริบูรณ์

96
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 97 (เล่ม 67)

อธิบายว่า ไม่ขาดตกบกพร่อง. ผู้ใดไม่สามารถทรงศาสตร์เหล่านั้นไว้ได้
โดยอรรถและโดยคัณฐะ (คัมภีร์) ผู้นั้นชื่อว่า บกพร่อง. บทว่า วีตราคา
คือ ละราคะได้แล้ว. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตผล. ท่านกล่าว
ถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคด้วยบทนี้ว่า ราควินยาย วา ปฏิปนฺนา เป็นผู้
ปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ. บทว่า วีตโทสา ปราศจากโทสะ คือด้วยบทนี้
ท่านกล่าวถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล. ท่านกล่าวถึงผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิ-
มรรคด้วยบทนี้ว่า โทสวินยาย ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ.
บทว่า วีตโมหา ปราศจากโมหะ คือด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงท่านผู้ตั้งอยู่ใน
อรหัตผล. ท่านกล่าวถึงผู้ที่ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคด้วยบทนี้ว่า โมหวินยาย
ปฏิปนฺนา เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกำ จัดโมหะ. บทว่า สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติ-
สมฺปนฺนา ความว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้น อันเจือด้วยโลกิยะและ
โลกุตระ ๔ เหล่านี้ คือศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ. พึงทราบว่า ท่าน
กล่าวถึงผู้ถึงพร้อมด้วยปัจจเวกขณญาณด้วยบทนี้ว่า วิมุตฺติญาณทสฺสน-
สมฺปนฺนา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ. ญาณนั้นเป็นโลกิยะ
อย่างเดียว. บทว่า อภิชปฺปนฺติ ย่อมชอบ คือย่อมปรารถนา. บทว่า
ชปฺปนฺติ คือ ย่อมหวัง. บทว่า ปชปฺปนฺติ ย่อมอ้อนวอน คือย่อมหวัง
อย่างยิ่ง. บทว่า ยาเค ยุตฺตา ผู้ประกอบในการบูชายัญ คือประกอบ
ด้วยการบูชาอย่างยิ่งในไทยธรรมที่เขาบูชาให้.
ท่านปุณณกะทูลถามว่า อถ โก จรหิ เมื่อเป็นเช่นนั้น บัดนี้
ใครเล่าได้ข้ามพ้นแล้ว. บทว่า สงฺขาย คือ พิจารณาแล้วด้วยญาณ.
บทว่า ปโรปรานิ คือ ฝั่งนี้และฝั่งโน้น. อธิบายว่า ฝั่งนี้และฝั่งโน้นมี
อัตภาพของคนอื่น และอัตภาพของตนเป็นต้น. บทว่า วิธูโม ปราศจาก

97
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 98 (เล่ม 67)

ควัน คือปราศจากควันมีกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า อนิโฆ คือ ปราศจาก
ทุกข์มีราคะเป็นต้น. บทว่า อตาริ โส คือ พระอรหันต์นั้นได้ข้าม
ชาติและชราได้แล้ว. บทว่า สกรูปา คือ รูปของตน. บทว่า ปรรูปา คือ
รูปของคนอื่น. บทว่า กายทุจฺจริตํ วิธูมิตํ กำจัดกายทุจริต คือทำความ
กำจัดกายทุจริต ๓ อย่าง. บทว่า วิธมิตํ คือ ทำให้พินาศไป.
บทว่า มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร ดูก่อนพราหมณ์ ท่าน
มีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่องหาบ คือยกมานะขึ้นอาศัยวัตถุเป็นที่ตั้งแห่ง
มานะ มีชาติ โคตร ตระกูลเป็นต้น ให้เกิดริษยาในมานะนั้น ๆ ย่อมจม
ในอบาย เหมือนอย่างแบกเครื่องหาบไป แม้ตั้งอยู่ข้างบนก็ยังสัมผัส
แผ่นดินในที่เหยียบแล้ว ๆ ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนเครื่องหาบ. บทว่า
โกโธ ธูโม คือ ความโกรธเปรียบเหมือนควัน เพราะอรรถว่า เป็นความ
เศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของท่าน. ไฟคือญาณเศร้าหมองด้วยความ
โกรธเปรียบดังควันนั้น ย่อมไม่ไพโรจน์. บทว่า ภสฺมนิ โมสวชฺชํ
คือ มีการพูดเท็จเปรียบเหมือนเถ้า เพราะไม่รุ่งเรือง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงแสดงว่า เหมือนอย่างว่าไฟถูกเถ้าปกปิดย่อมไม่รุ่งเรืองฉันใด ญาณ
ของท่านถูกปกปิดด้วยการพูดเท็จก็ฉันนั้น. บทว่า ชิวฺหา สุชา มีลิ้น
เปรียบเหมือนทัพพี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ลิ้นพอที่จะให้เกิดการ
บูชาธรรมของเราเป็นทัพพี เหมือนทัพพีเพื่อให้เกิดการบูชายัญที่ทำด้วย
ทองคำ เงิน โลหะ ไม้และดินเหนียว อย่างใดอย่างหนึ่งของท่านฉะนั้น.
บทว่า หทยํ โชติฏฺฐานํ หทัยของสัตว์ทั้งหลายเปรียบเหมือนที่บูชายัญ คือ
หทัยของสัตว์ทั้งหลายเป็นที่บูชายัญ เพราะเป็นที่ให้เกิดการบูชาธรรมของ

98