ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 79 (เล่ม 67)

เม ตํ " ดังนี้ ความว่า ข้าพระองค์ขอทุลถาม คือขอทูลวิงวอน ขอ
เชิญ ขอให้ทรงประสาท ขอจงตรัสบอกปัญหานั้น แก่ข้าพระองค์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น. คำว่า ภควา
นั้น เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกา-
บัญญัติ. คำว่า พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส คือขอจง
บอก ขอจงแสดง ขอจงบัญญัติ ขอจงแต่งตั้ง ขอจงเปิดเผย ขอจง
จำแนก ขอจงทำให้ตื้น ขอจงทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัส
บอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่ง มีเป็น
อันมากในโลกนี้ แสวงหาซึ่งยัญแก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้นไม่ประ-
มาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่งชาติและชราบ้าง
หรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม
ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
[๑๓๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปุณณกะ)
ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม (ย่อมชอบ) ย่อมบูชา
อาศัยลาภแล้ว ย่อมชอบกามทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า
ชนเหล่านั้นประกอบการบูชายัญ กำหนัดแล้วด้วยความ
กำหนัดในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.

79
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 80 (เล่ม 67)

[๑๓๔] คำว่า อาสึสนฺติ ในอุเทศว่า อาสึสนฺติ โถมยนฺติ
อภิชปฺปนฺติ ชุหนฺติ ดังนี้ ความว่า หวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้
กลิ่น หวังได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้ภรรยา หวัง
ได้ทรัพป หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์
มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุล
คฤหบดีมหาศาล หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก ฯ ล ฯ หวัง
ยินดี ปรารถนา รักใคร่การได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง.
คำว่า ย่อมชม ความว่า ย่อมชมยัญบ้าง ย่อมชมผลบ้าง ย่อม
ชมทักขิไณยบุคคลบ้าง.
ย่อมชมยัญอย่างไร ย่อมชม คือยกย่อง พรรณนา สรรเสริญ
ว่า เราให้ของรัก เราให้ของเจริญใจ เราให้ของประณีต เราให้ของที่
ควร เราเลือกให้ เราให้ของไม่มีโทษ เราให้เนือง ๆ เมื่อกำลังให้ จิต
ก็เลื่อมใส ย่อมชมยัญอย่างนี้.
ย่อมชมผลอย่างไร ย่อมชม ยกย่อง พรรณนา สรรเสริญว่า
เพราะยัญนี้เป็นเหตุ จักได้รูป . . . จักได้โผฏฐัพพะ จักได้อัตภาพใน
สกุลกษัตริย์มหาศาล ฯ ล ฯ จักได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่
พรหม ย่อมชมผลอย่างนี้.
ย่อมชมทักขิไณยบุคคลอย่างไร ย่อมชม ยกย่อง พรรณนา
สรรเสริญว่า พระทักขิไณยบุคคลเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยชาติ ถึงพร้อมด้วย
โคตร เป็นผู้ชำนาญมนต์ ทรงมนต์ เรียนจบไตรเพท พร้อมด้วย
คัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์และเกตุภศาสตร์ เป็นประเภทอักขระ มีคัมภีร์อิติหาส

80
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 81 (เล่ม 67)

เป็นที่ห้า เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกาย-
ตนะและตำราทำ นายมหาบุรุษลักษณะ เป็นผู้ปราศจากราคะบ้าง ปฏิบัติ
เพื่อกำจัดราคะบ้าง เป็นผู้ปราศจากโทสะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะบ้าง
เป็นผู้ปราศจากโมหะบ้าง ปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะบ้าง ถึงพร้อมด้วยศรัทธา
ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ย่อมชมทักขิไณยบุคคล
อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง ย่อมชม.
คำว่า อภิชปฺปนฺติ ความว่า ย่อมชอบการได้รูป . . . ชอบการ
ได้โผฏฐัพพะ ชอบการได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล ฯ ล ฯ ชอบ
การได้อัตภาพในเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ย่อมหวัง ย่อมชม ย่อมชอบ.
คำว่า ชุหนฺติ ความว่า ย่อมบูชา คือย่อมให้ ย่อมสละ ย่อม
บริจาคซึ่งจีวร . . . เครื่องประทีป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมหวัง
ย่อมชม ย่อมชอบ ย่อมบูชา.
คำว่า ปุณฺณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมตรัส
เรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปุณณกะ.
[๑๓๕] คำว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ความว่า
อาศัยการได้รูปแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย ฯ ล ฯ อาศัยการได้อัตภาพใน
เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมแล้ว ย่อมชอบ คือยินดี ปรารถนากาม
ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยลาภแล้วย่อมชอบกามทั้งหลาย.

81
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 82 (เล่ม 67)

[๑๓๖] คำว่า เต ในอุเทศว่า "เต ยาชโยคา ภวราครตฺตา
นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ" ดังนี้ ความว่า ผู้บูชายัญ.
คำว่า ยาชโยคา ความว่า ผู้ประกอบ คือประกอบทั่ว ประกอบ
ทั่วด้วยดี ในการบูชาทั้งหลาย คือประพฤติในการบูชา มากอยู่ในการ
บูชา หนักอยู่ในการบูชา เอนไปในการบูชา โอนไปในการบูชา เงื้อม
ไปในการบูชา น้อมใจไปในการบูชา มีการบูชาเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายผู้ประกอบในการบูชายัญเหล่านั้น.
คำว่า ภวราครตฺตา ความว่า ตัณหาท่านเรียกว่า ภวราคะ (อนึ่ง)
ความพอใจในภพ ความกำหนัดในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ตัณหา
ในภพ ความเยื่อใยในภพ ความกระหายในภพ ความเร่าร้อนในภพ
ความลุ่มหลงในภพ ความหมกมุ่นในภพ ในภพทั้งหลาย เรียกว่า ภวราคะ
ผู้บูชายัญเหล่านั้น กำหนัดแล้ว คือติดใจ หลงใหล หมกมุ่น ข้อง
เกี่ยวข้อง พัวพันแล้วในภพทั้งหลายด้วยความกำหนัดในภพ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา ยินดีแล้วด้วยภวราคะ.
คำว่า นาตรึสุ ชาติชรนฺติ พฺรูมิ ความว่า เราย่อมกล่าว คือ
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมแต่งตั้ง ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนก
ย่อมทำให้ตื้น ย่อมประกาศว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบในการบูชา
กำหนัดแล้วด้วยภวราคะ ไม่ข้าม คือไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวล่วง
ไม่เป็นไปล่วงซึ่งชาติ ชรา และมรณะ คือเป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่
ล่วง ไม่พ้น ไม่เป็นไปล่วงจากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่
ภายในชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้
เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะห้ำหั่น ไม่มี

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 83 (เล่ม 67)

ที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราย่อมกล่าวว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้น ประกอบใน
การบูชา ยินดีด้วยภวราคะ ไม่ข้ามพ้นซึ่งชาติ ชรา และมรณะไปได้.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ดูก่อนปุณณกะ ชนทั้งหลายย่อมหวัง ย่อมชม
(ย่อมชอบ) ย่อมบูชา อาศัยลาภแล้ ย่อมชอบกาม
ทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า ชนเหล่านั้น ประกอบการ
บูชายัญ กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้ามพ้น
ชาติและชราไปได้.
[๑๓๗] (ท่านปุณณกะทูลถามว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบ
การบูชาด้วยยัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ บัดนี้ ใครเล่าใน
เทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอ
พระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
[๑๓๘] คำว่า เต เจ นาตรึสุ ยาชโยคา ความว่า ผู้บูชายัญ
เหล่านั้น ประกอบในการบูชา กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในภพ ไม่ข้าม
คือไม่ข้ามขึ้น ไม่ข้ามพ้น ไม่ก้าวล่วง ไม่เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ ชรา และ
มรณะ คือเป็นผู้ไม่ออก ไม่สลัดออก ไม่ล่วง ไม่พ้น ไม่เป็นไปล่วง
จากชาติ ชรา และมรณะ ย่อมวนเวียนอยู่ภายในชาติชราและมรณะ
ย่อมวนเวียนอยู่ภายในทางสงสาร เป็นผู้เป็นไปตามชาติ อันชราแล่นตาม

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 84 (เล่ม 67)

พยาธิครอบงำ มรณะห้ำหั่น ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น ไม่มีอะไร
เป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าชนเหล่านั้น
ประกอบในการบูชา ไม่ข้ามพ้น.
คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ปุณฺณโก เป็นบทสนธิ ฯลฯ
ท่านปุณณกะ.
[๑๓๙] คำว่า อญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส ความว่า ด้วย
ยัญเป็นอันมาก คือด้วยยัญต่าง ๆ ชนิด ด้วยยัญมากมาย.
คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย
เคารพ.
คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและ
ความยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ยญฺเญหิ ชาติญฺจ ชรญฺจ
มาริส.
[๑๔๐] คำว่า อถ โก จรหิ เทวมนุสฺสโลเก อตาริ ชาติญฺจ
ชรญฺจ มาริส ความว่า เมื่อเป็นดังนั้น ใครเล่าในโลก พร้อมทั้ง
เทวโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ
มนุษย์ ข้ามแล้ว คือข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งชาติ
ชรา และมรณะ.
คำว่า มาริส เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดย
เคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ
ยำเกรง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนั้น
ในบัดนี้ ใครเล่าในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชราไปได้.
[๑๔๑] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ความว่า ข้า-
พระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น คือขอวิงวอน ขอเชื้อเชิญ ขอให้ทรง

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 85 (เล่ม 67)

ประสาทปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ ฯ ล ฯ
คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก
ปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก. . . ขอจง
ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์
ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ถ้าชนเหล่านั้น ประกอบ
ในการบูชายัญทั้งหลาย ไม่ข้ามพ้นชาติและชราไปได้
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ เมื่อเป็นดังนี้ ใครเล่าในเทวโลก
และมนุษยโลก ได้ข้ามพ้นชาติและชรา ข้าแต่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์
จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
[๑๔๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนปุณณกะ)
เราย่อมกล่าวว่า ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ มิได้
มีแก่พระอรหันตขีณาสพใด เพราะทราบ ฝั่งนี้และฝั่ง
โน้นในโลก พระอรหันตขีณาสพนั้น เป็นผู้สงบ ขจัด
ทุจริตเพียงดังว่าควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง ได้ข้าม
แล้วซึ่งชาติและชรา.

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 86 (เล่ม 67)

[๑๔๓] ญาณ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯ ล ฯ ความไม่หลง ความ
เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ตรัสว่า สังขา ในอุเทศว่า " สงฺขาย
โลกสฺมึ ปโรปรานิ. "
คำว่า ปโรปรานิ ความว่า มนุษยโลกตรัสว่าฝั่งนี้ เทวโลก
ตรัสว่าฝั่งโน้น กามธาตุตรัสว่าฝั่งนี้ รูปธาตุและอรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น
กามธาตุรูปธาตุตรัสว่าฝั่งนี้ อรูปธาตุตรัสว่าฝั่งโน้น.
คำว่า สงฺขาย โลกสฺมึ ปโรปรานิ ความว่า เพราะทราบ คือ
รู้ เทียบเคียง พิจารณา ให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏ ซึ่งฝั่งนี้และฝั่งโน้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดัง
ลูกศร ฯ ล ฯ โดยไม่มีอุบายเครื่องสลัดออกได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะทราบฝั่งโน้นและฝั่งนี้ในโลก.
คำว่า ปุณณกาติ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัส
เรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ.
คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา
นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสว่า ดูก่อนปุณณกะ.
[๑๔๔] คำว่า ยสฺส ในอุเทศว่า " ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ
โลเก " ดังนี้ ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า อิญฺชิตํ คือ ความ
หวั่นไหวเพราะตัณหา ความหวั่นไหวเพราะทิฏฐิ ความหวั่นไหวเพราะ
กิเลส ความหวั่นไหวเพราะมานะ ความหวั่นไหวเพราะกรรม ความ
หวั่นไหวเหล่านั้น ไม่มี คือไม่ปรากฏ ไม่ประจักษ์ แก่พระอรหันต-
ขีณาสพใด คือความหวั่นไหวเหล่านี้ พระอรหันตขีณาสพใด ละได้แล้ว

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 87 (เล่ม 67)

ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วย
ไฟคือญาณ.
คำว่า กุหิญฺจิ ความว่า ไหน ๆ คือแห่งไหน แห่งไร ภายใน
หรือภายนอก หรือทั้งภายในภายนอก.
คำว่า โลเก คือ ในอบายโลก ฯ ล ฯ ในอายตนโลก เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ มิได้มีแก่พระอรหันต-
ขีณาสพใด.
[๑๔๕] คำว่า สนฺโต ในอุเทศว่า " สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส
อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมิ " ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า สันตะ เพราะเป็น
ผู้มีราคะสงบ มีโทสะสงบ มีโมหะสงบ ชื่อว่าสงบแล้ว คือเข้าไปสงบ
แล้ว ระงับแล้ว ดับแล้ว ระงับเฉพาะแล้ว เพราะเป็นผู้สงบแล้ว ถึง
ความสงบแล้ว เข้าไปสงบแล้ว เผาแล้ว ดับแล้ว ปราศจากแล้ว ระงับ
เฉพาะแล้วซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ
ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง
ความแข่งดี ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความ
กระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง
อกุสลาภิสังขารทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สงบ.
คำว่า วิธูโม ความว่า กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อัน
พระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว กำจัดแล้ว ทำให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุด
แล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ . . . ความประมาท กิเลส
ทั้งปวง . . . อกุสลาภิสังขารทั้งปวง อันพระอรหันตขีณาสพขจัดแล้ว
กำจัดแล้ว ทำให้เหือดแห้งแล้ว ทำให้สิ้นสุดแล้ว.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 88 (เล่ม 67)

อนึ่ง ความโกรธ ท่านกล่าวว่าเป็นดังควัน
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีมานะเปรียบเหมือนดังเครื่อง
หาบ มีความโกรธเปรียบเหมือนควัน มีการพูดเท็จ
เปรียบเหมือนเถ้า มีลิ้นเปรียบเหมือนทัพพี หฤทัยของ
สัตว์ทั้งหลายเปรียบเหมือนสถานที่บูชายัญของท่าน ตน
ที่ฝึกดีแล้ว เป็นกำเนิดของบุรุษ.
อนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ความโกรธ
เกิดด้วยผูกใจว่า คนโน้นได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว ๑
คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นจักประพฤติ
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ๑ คนโน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่ง
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คนโน้นจัก
ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑ คน
โน้นได้ประพฤติแล้วซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
คนโน้นประพฤติอยู่ซึ่งประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ๑
คนโน้นจะประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ
ของเรา ๑ อีกอย่างหนึ่ง ความโกรธย่อมเกิดในฐานะอันไม่ควร ๑
ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความโกรธตอบ ความเคือง
ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ
ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ
ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชัง ความพยาบาท
กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ

88