ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 69 (เล่ม 67)

ประพฤติมณิภัททพรต ไฟเป็นเทวดาของพวกประพฤติอัคคิพรต นาค
เป็นเทวดาของพวกประพฤตินาคพรต ครุฑเป็นเทวดาของพวกประพฤติ
สุบรรณพรต ยักษ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติยักขพรต อสูรเป็นเทวดา
ของพวกประพฤติอสูรพรต คนธรรพ์เป็นเทวดาของพวกประพฤติคัน-
ธัพพพรต ท้าวมหาราชเป็นเทวดาของพวกประพฤติมหาราชพรต จันท-
เทวบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติจันทรพรต สุริยเทพบุตรเป็นเทวดา
ของพวกประพฤติสุริยพรต อินทเทพบุตรเป็นเทวดาของพวกประพฤติ
อินทพรต พรหมเป็นเทวดาของพวกประพฤติพรหมพรต พวกเทพเป็น
เทวดาของพวกประพฤติเทพพรต ทิศทั่งหลา เป็นเทวดาของพวกประพฤติ
ทิศาพรต พระทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็น
เทวดาของชนเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์. . . พราหมณ์. . .
เทวดาทั้งหลาย.
[๑๒๑] ไทยธรรม คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย
เภสัชบริขาร ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่
นอน ที่พัก เครื่องประทีป ท่านเรียกว่า ยัญ ในอุเทศว่า "ยญฺญมกปฺปึสุ
บุถูธ โลเก" คำว่า แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า แม้ชนเหล่าใดย่อม
แสวงหา เสาะหา สืบหายัญ คือจีวร . . . เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้น
ก็ชื่อว่าแสวงหายัญ แม้ชนเหล่าใดย่อมจัดแจงยัญ คือจีวร . . . เครื่อง
ประทีปแม้ชนเหล่านั้น ก็ชื่อว่า แสวงหายัญ แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อม
บูชา ย่อมบริจาคยัญ คือจีวร . . . เครื่องประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่า
แสวงหายัญ.

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 70 (เล่ม 67)

คำว่า เป็นอันมาก คือยัญเหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือ
พระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก.
ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร ยัญเหล่านั้นมาก คือ จีวร . . . เครื่อง
ประทีป ยัญเหล่านั้นมากอย่างนี้.
ผู้บูชายัญนั้นมากอย่างไร ผู้บูชายัญนั้นมาก คือ กษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์ ผู้บูชายัญนั้นมาก
อย่างนี้.
หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นมากอย่างไร พระทักขิไณยบุคคลนั้น
มาก คือ สมณะ พราหมณ์ ยาจก วณิพก สาวก หรือพระทักขิไณย-
บุคคลนั้นมากอย่างนี้.
คำว่า ในโลกนี้ คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มาก
ในโลกนี้ . . . แสวงหาแล้วซึ่งยัญ.
[๑๒๒] การถามมี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑ ทิฏฐ-
สังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติเฉทนาปุจฉา ๑ ชื่อว่า ปุจฉา ในอุเทศว่า
"ปุจฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ."
อทิฏฐโชตนปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เทียบ-
เคียง ไม่พิจารณา ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถาม
ปัญหาเพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อเทียบเคียง เพื่อพิจารณา เพื่อต้องการให้
แจ่มแจ้ง เพื่อต้องการให้ปรากฏ ซึ่งลักษณะนั้น ชื่อว่า อทิฏฐโชตนา-
ปุจฉา.
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะที่รู้ เห็น เทียบเคียง

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 71 (เล่ม 67)

พิจารณาแจ่มแจ้ง ปรากฏ โดยปกติ บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการ
สนทนากับบัณฑิตอื่น ๆ ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา.
วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน บุคคลแล่นไปสู่ความสงสัย ความ
เคลือบแคลง มีใจเป็นสองว่า เรื่องนี้เป็นอย่างนี้หรือหนอแล หรือไม่
เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉนหนอ หรือเป็นอย่างไร ดังนี้ โดยปกติ
บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อต้องการตัดความเคลือบแคลงเสีย นี้ชื่อว่า
วิมติเฉทนาปุจฉา ปุจฉา ๓ ประการนี้.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ มนุสสปุจฉา ๑ อมนุสสปุจฉา ๑
นิมมิตปุจฉา ๑.
มนุสสปุจฉาเป็นไฉน มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา ภิกษุทั้งหลาย . . . ภิกษุณีทั้งหลาย . . .
อุบาสกทั้งหลาย . . . อุบาสิกาทั้งหลาย . . . พระราชาทั้งหลาย . . . กษัตริย์
ทั้งหลาย . . . พราหมณ์ทั้งหลาย . . . แพศย์ทั้งหลาย . . . ศูทรทั้งหลาย . . .
คฤหัสถ์ทั้งหลาย . . . บรรพชิตทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า มนุสสปุจฉา.
อมนุสสปุจฉาเป็นไฉน อมนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นาคทั้งหลาย . . . ครุฑทั้งหลาย . . .
ยักษ์ทั้งหลาย . . . อสูรทั้งหลาย . . . คนธรรพ์ทั้งหลาย . . . ท้าวมหาราช
ทั้งหลาย . . . พระอินทร์ทั้งหลาย . . . พระพรหมทั้งหลาย . .. เทวดา
ทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ย่อมทูลถามปัญหา นี้ชื่อว่า
อนนุสสปุจฉา.
นิมมิตปุจฉาเป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตพระรูปใด

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 72 (เล่ม 67)

อันสำเร็จด้วยพระทัย มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง พระ-
พุทธนิรมิตนั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมตรัสถาม
ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่า นิมมิตปุจฉา ปุจฉา
๓ ประการนี้.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามประโยชน์ตน ๑ การถาม
ประโยชน์ผู้อื่น ๑ การถามประโยชน์ทั้งสอง ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๑
การถามถึงสัมปรายิกัตถประโยชน์ ๑ การถามถึงปรมัตถประโยชน์ ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเนื้อความอันไม่มีโทษ ๑
การถามถึงเนื้อความอันไม่มีกิเลส ๑ การถามถึงเนื้อความอันผ่องแผ้ว ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามถึงเรื่องอดีต ๑ การถามถึง
เรื่องอนาคต การถามถึงเรื่องปัจจุบัน ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องภายใน ๑ การถามเรื่อง
ภายนอก ๑ การถามเรื่องทั้งภายในภายนอก ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องกุศล ๑ การถามเรื่อง
อกุศล ๑ การถามเรื่องอัพยากฤต ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องขันธ์ ๑ การถามเรื่อง
ธาตุ ๑ การถามเรื่องอายตนะ ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องสติปัฏฐาน ๑ การถาม
เรื่องสัมมัปปธาน ๑ การถามเรื่องอิทธิบาท ๑.
ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องอินทรีย์ ๑ การถามเรื่อง
พละ ๑ การถามเรื่องโพชฌงค์ ๑.

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 73 (เล่ม 67)

ปุจฉาอีก ๓ ประการ คือ การถามเรื่องมรรค ๑ การถามเรื่อง
ผล ๑ การถามเรื่องนิพพาน ๑.
คำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ความว่า ข้าพระองค์ทูล
ถาม คือทูลขอ ทูลเชื้อเชิญ ทูลให้ประสาท ซึ่งปัญหานั้นว่า ขอ
พระองค์จงตรัสบอกปัญหาแก่ข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้า-
พระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น.
คำว่า ภควา นี้ เป็นคำกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ คำว่า ภควา นี้
เป็นสัจฉิกาบัญญัติ. คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้า-
พระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัส . . . ขอพระองค์จงประกาศ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถาม
ปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์.
เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาเฝ้า
พระองค์ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้เห็นมูล ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์
พราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้ อาศัยอะไร จึงพากัน
แสวงหายัญให้แก่เทวดาทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จง
ตรัสบอกปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.
[๑๒๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนปุณณกะ)
ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้
เป็นอันมากในโลกนี้ พากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย
ดูก่อนปุณณกะ ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ เป็น

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 74 (เล่ม 67)

อันมาก ในโลกนี้ เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้
อาศัยชรา จึงพากันแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย.
[๑๒๔] คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า "เยเกจิเม อิสโย มนุชา"
ดังนี้ ความว่า ทั้งหมด โดยกำหนดทั้งหมด ทั้งหมดโดยประการทั้งหมด
ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า เยเกจิเม นี้เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด.
บุคคลพวกใดพวกหนึ่ง มีชื่อว่า ฤๅษี คือ พวกที่บวชเป็นฤๅษี อาชีวก
นิครนถ์ ชฎิล ดาบส ชื่อว่า ฤๅษี. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมนุษย์
ว่า มนุชา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฤๅษี มนุษย์. . . เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อว่า ปุณณกะ. พระ-
นามว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ พระนามว่า ภควา
นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนปุณณกะ.
[๑๒๕] ผู้ที่เกิดเป็นชาติกษัตริย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า กษัตริย์
ในอุเทศว่า "ขตฺติยา พฺราหฺมณา เทวตานํ."
ผู้ที่ยกย่องสรรเสริญกันว่ามีวาทะเจริญเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า
พราหมณ์. คำว่า เทวตานํ ความว่า อาชีวกเป็นเทวดาของพวกอาชีวก
สาวก ฯ ล ฯ ทิศทั้งหลายเป็นเทวดาของพวกประพฤติทิศาพรต พระ-
ทักขิไณยบุคคลผู้สมควรแก่ไทยธรรมของชนเหล่าใด ก็เป็นเทวดาของชน
เหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กษัตริย์ พราหมณ์. . . แก่เทวดา
ทั้งหลาย.
[๑๒๖] ไทยธรรม คือ จีวร . . . เครื่องประทีป ท่านเรียกว่า ยัญ
ในอุเทศว่า ยญฺญมกปฺปึสุ ปุถูธ โลเก. แสวงหาแล้วซึ่งยัญ ความว่า

74
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 75 (เล่ม 67)

แม้ชนเหล่าใดย่อมแสวงหา เสาะหา สืบหา ยัญคือจีวร . . . เครื่อง
ประทีป แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าแสวงหายัญ. คำว่า เป็นอันมาก คือ ยัญ
เหล่านั้นก็มาก ผู้บูชายัญนั้นก็มาก หรือพระทักขิไณยบุคคลนั้นก็มาก
ยัญเหล่านั้นมากอย่างไร ฯ ล ฯ หรือพระทักขิไณยบุคคลมากอย่างนี้. คำว่า
ในโลกนี้ คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มากในโลกนี้ . . .
แสวงหาแล้วซึ่งยัญ.
[๑๒๗] คำว่า อาสึสมานา ในอุเทศว่า อาสึสมานา ปุณฺณก
อิตฺถตํ ความว่า หวัง คือหวังได้รูป หวังได้เสียง หวังได้กลิ่น หวัง
ได้รส หวังได้โผฏฐัพพะ หวังได้บุตร หวังได้ภรรยา หวังได้ทรัพย์
หวังได้ยศ หวังได้ความเป็นใหญ่ หวังได้อัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาล
หวังได้อัตภาพในสกุลพราหมณ์มหาศาล หวังได้อัตภาพในสกุลคฤหบดี
มหาศาล หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวจาตุมหาราชิก หวังได้อัตภาพใน
เทวดาชาวดาวดึงส์ หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวยามา หวังได้อัตภาพใน
เทวดาชาวดุสิต หวังได้อัตภาพในเทวดาชาวนิมมานรดี หวังได้อัตภาพ
ในเทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดี หวัง คือปรารถนา ยินดี ประสงค์
รักใคร่ ชอบใจ ซึ่งการได้อัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หวัง.
คำว่า ปุณฺณก อิตฺถตํ ความว่า หวังความเกิดแห่งอัตภาพใน
ฐานะนี้ คือหวังความเกิดแห่งอัตภาพในสกุลกษัตริย์มหาศาลนี้ . . . ชอบใจ
ซึ่งความเกิดแห่งอัตภาพในเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ดูก่อนปุณณกะ . . .หวังความเป็นอย่างนี้.
[๑๒๘] คำว่า ชรํ สิตา ในอุเทศว่า ชรํ สิตา ยญฺญมกปฺปึสุ

75
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 76 (เล่ม 67)

ความว่า อาศัยชรา อาศัยพยาธิ อาศัยมรณะ อาศัยโสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส อุปายาส บุคคลพวกนั้นแสวงหายัญในเทวดา เพราะ
อาศัยชาติ หรือว่าอาศัยชาติ จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญใน
เทวดา เพราะอาศัยชรา หรือว่าอาศัยชรา จึงแสวงหายัญในเทวดา
แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยพยาธิ หรือว่าอาศัยพยาธิ จึงแสวงหา
ยัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยมรณะ หรือว่าอาศัย
มรณะ จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดา เพราะอาศัยโสกะ
ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส หรือว่าอาศัยโสกะ ปริเทวะ
ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญใน
เทวดาเพราะอาศัยคติ หรือว่าอาศัยคติจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวง
หายัญในเทวดาเพราะอาศัยอุบัติ หรือว่าอาศัยอุบัติจึงแสวงหายัญ
ในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะอาศัยปฏิสนธิ หรือว่าอาศัย
ปฏิสนธิจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะอาศัยภพ
หรือว่าอาศัยภพจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญในเทวดาเพราะ
อาศัยสงสาร หรือว่าอาศัยสงสารจึงแสวงหายัญในเทวดา แสวงหายัญ
ในเทวดาเพราะอาศัยวัฏฏะ หรือว่าอาศัยวัฏฏะจึงแสวงหายัญในเทวดา
ปรารถนา พัวพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อาศัยชรา จึงแสวงหายัญ.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้
เป็นอันมากในโลกนี้ แสวงหายัญ แก่เทวดาทั้งหลาย
ดูก่อนปุณณกะ ฤๅษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์เป็น

76
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 77 (เล่ม 67)

อันมากในโลกนี้เหล่านั้น หวังความเป็นอย่างนี้ อาศัย
ชราจึงแสวงหายัญแก่เทวดาทั้งหลาย.
[๑๒๙] (ท่านปุณณกะทูลถามว่า)
มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พวกใดพวกหนึ่งนี้ มี
เป็นอันมากในโลกนี้ แสวงหาแล้วซึ่งยัญ แก่เทวดา
ทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญ
เหล่านั้นไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ได้ข้ามพ้นแล้วซึ่ง
ชาติชราบ้างหรือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์
ขอทูลถามปัญหานั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกปัญหานั้น
แก่ข้าพระองค์เถิด.
[๑๓๐] คำว่า เยเกจิเม ในอุเทศว่า เยเกจิเม อิสโย มนุชา
ดังนี้ ฯ ล ฯ คำว่า กจฺจิสุ เต ภควา ยญฺญปเถ อปฺปมตฺตา ความว่า
การถามเพื่อตัดความสงสัย การถามเพื่อตัดความเคลือบแคลง การถาม
เพื่อตัดความมีใจเป็นสอง การถามโดยไม่ใช่ส่วนเดียว เรื่องนี้เป็นอย่างนี้
หรือหนอแล หรือไม่เป็นอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นไฉน หรือเป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บ้างหรือ. คำว่า เต ความว่า ผู้บูชายัญ คำว่า
ภควา เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯ ล ฯ. คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกา-
บัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุคคลพวก
นั้น . . . บ้างหรือ.
คำว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ ความว่า ยัญนั่นแหละท่าน
กล่าวว่าทางยัญ อริยมรรค ทางอริยะ มรรคเทวดา ทางเทวดา มรรค-

77
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 78 (เล่ม 67)

พรหม ทางพรหม ฉันใด ยัญนั่นแหละ ท่านกล่าวว่าทางยัญ ฉันนั้น
เหมือนกัน. คำว่า ไม่ประมาทแล้ว ความว่า ไม่ประมาทแล้ว คือ
ทำโดยความเคารพ ทำติดต่อ ทำไม่หยุด มีความประพฤติไม่ย่อหย่อน
ไม่ทอดฉันทะ ไม่ทอดธุระ ในทางยัญ คือประพฤติอยู่ในทางยัญนั้น
มากอยู่ในทางยัญนั้น หนักอยู่ในทางยัญนั้น น้อมไปในทางยัญนั้น โอน
ไปในทางยัญนั้น เงื้อมไปในทางยัญนั้น น้อมใจไปในทางยัญนั้น มีทาง
ยัญนั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ แม้
ชนเหล่าใดแสวงหา สืบหา เสาะหายัญ คือ จีวร . . . เครื่องประทีป
เป็นผู้กระทำโดยเคารพ ฯ ล ฯ มีทางยัญนั้นเป็นใหญ่ แม้ชนเหล่านั้นเป็น
ผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ แม้ชนเหล่าใดจัดแจงยัญ คือ จีวร . . . แม้
ชนเหล่านั้น เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในทางยัญ แม้ชนเหล่าใดย่อมให้ ย่อม
บูชา ย่อมบริจาคยัญ คือ จีวร . . . แม้ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท
แล้วในทางยัญ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้บูชา
ยัญเหล่านั้น ไม่ประมาทในทางยัญ . . . บ้างหรือ.
[๑๓๑] คำว่า " อตารุํ ชาติญฺจ ชรญฺจ มาริส " ความว่า ผู้
บูชายัญเหล่านั้นได้ข้ามพ้นแล้ว คือ ข้ามขึ้นแล้ว ข้ามทั่วแล้ว ก้าวล่วง
แล้ว ล่วงไปแล้ว ซึ่งชาติ ชรา และมรณะ. คำว่า มาริส เป็นเครื่อง
กล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. คำว่า มาริส นี้ เป็น
เครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นิรทุกข์ ผู้บูชายัญเหล่านั้น ได้ข้าม
พ้นแล้ว ซึ่งชาติและชรา.
[๑๓๒] คำว่า ปุจฺฉามิ ตํ ในอุเทศว่า " ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิ

78