ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 684 (เล่ม 66)

พระผู้พระภาคเจ้าตรัสตามกาลมีการประคองเป็นต้น ด้วยพระ-
ดำรัส มีอาทิว่า กิมฺหิ กาลมฺหิ ในกาลไหน ดังนี้. บัดนี้ เมื่อจะทรง
วิสัชนากาลมีการประคองเป็นต้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ลีเน จิตฺตมฺหิ
เมื่อจิตหดหู่ ดังนี้.
เมื่อจิตถึงความหดหู่เพราะความเพียรย่อหย่อนยิ่งนักเป็นต้น เป็นกาล
ที่ควรประคองไว้ด้วยการตั้งอยู่ด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์
แลปีติสัมโพชฌงค์. บทว่า อุทฺธตสฺมึ วินิคฺคโห เมื่อจิตฟุ้งซ่านเป็นกาล
ที่ควรข่มไว้ คือ เมื่อจิตฟุ้งซ่านเพราะปรารภความเพียรเกินไป เป็นกาล
ที่ควรข่มด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขา
สัมโพชฌงค์. บทว่า นิรสฺสาทคตํ จิตฺตํ สมฺปหํเสยฺย ตาวเท โยคีพึง
ยังจิตที่ถึงความไม่แช่มชื่นให้รื่นเริงในกาลนั้น คือ โยคีพึงยังจิตที่เว้นจาก
ความแช่มชื่น เพราะขวนขวายทางปัญญาอ่อน หรือเพราะไม่ได้รับสุข
อันเกิดแต่ความสงบ ให้รื่นเริงด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ ประการ หรือ
ด้วยระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยในขณะนั้น.
บทว่า สมฺปหฏฺฐํ ยทา จิตฺตํ จิตรื่นเริงในกาลใด คือ ในกาลใดจิต
เป็นธรรมชาติรื่นเริงตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. ว่า อลีนํ ภวติ นุทฺธตํ
จิตเป็นธรรมชาติ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน คือ จิตเว้นจากความหดหู่และฟุ้ง-
ซ่าน เพราะผูกไว้ด้วยวิริยะและสมาธิ. บทว่า สมถนิมิตฺตสฺส ของสมถ-
นิมิต คือ สมถะและนิมิตของกาลนั้น ชื่อว่าสมถนิมิต. ทว่า โส กาโล
คือ กาลที่ท่านกล่าวถึงกาล ที่เว้นจากความหดหู่และฟุ้งซ่าน. บทว่า อชฺฌ-
ตตํ รมเย มโน ใจพึงยินดีในภายใน คือ จิตสัมปยุตด้วยฌาน พึงยินดี
พึงให้อภิรมย์ในภายในอารมณ์มีกสิณเป็นต้น . บทว่า เอเตน เมวุปาเยน

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 685 (เล่ม 66)

โดยอุบายนั้นนั่นแล คือ โดยอุบายดังที่กล่าวแล้วนั้นนั่นแล. ม อักษร
ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. บทว่า อชฺฌุเปกฺเขยฺย ตาวเท พึงวางเฉยใน
กาลนั้น คือ ในกาลใด จิตนั้นตั้งมั่นด้วยอุปจารและอัปปนา ในกาลนั้น
ชื่อว่า จิตตั้งมั่นแล้ว เพราะเหตุนั้น โยคีรู้แล้วไม่พึงทำความขวนขวาย
ในการประคอง การข่ม การให้ร่าเริง ควรกระทำการวางเฉยอย่างเดียว
ในขณะนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงย่อคาถาที่พระองค์ตรัสถามว่า
กิมฺหิ กาลมฺหิ ปคฺคาโห ความประคองจิตควรมีในกาลไหน จึงตรัส
พระดำรัส มีอาทิว่า เอวํ กาลวิทู ธีโร ธีรชนผู้รู้แจ้งกาลอย่างนี้ ดังนี้.
บทว่า กาเลน กาลํ จิติตสฺส นิมิตฺตมุปลกฺขเย พึงกำหนด
อารมณ์อันเป็นนิมิตของจิตตลอดกาลตามกาล ความว่า พึงกำหนด เข้า
ไปกำหนดอารมณ์ของจิตอันสัมปยุตด้วยสมาธิตามกาลอันสมควร. บทที่
เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรม
เป็นยอด คือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสารีปุตตนิเทสที่ ๑๖
จบอรรถกถาอัฏฐกวรรคในมหานิทเทส
อรรถกถามหานิทเทส จบบริบูรณ์

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 1 (เล่ม 67)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส๑
เล่มที่ ๖
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ปารายนวรรค
วัตถุคาถา
ว่าด้วยศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไป
[๑] พาวรีพราหมณ์ เป็นผู้เรียนจบมนต์ ปรารถนาความ
เป็นผู้ไม่มีกังวล ออกจากพระนครโกศลอันน่ารื่นรมย์
ไปสู่ทักขิณาปถชนบท.
[๒] พราหมณ์นั้นอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี อันเป็นพรมแดน
แว่นแคว้นอัสสกะและแว่นแคว้นมุฬกะต่อกัน เลี้ยงชีวิต
อยู่ด้วยการเที่ยวภิกขาและผลไม้.
[๓] เมื่อพราหมณ์นั้นเข้าไปอาศัย (อยู่) บ้านได้เป็นหมู่
ใหญ่ ด้วยความเจริญอันเกิดแต่บ้านนั้น พราหมณ์นั้น
ได้บูชามหายัญ.
[๔] พราหมณ์นั้นบูชามหายัญแล้วก็กลับเข้าไปสู่อาศรม
เมื่อพราหมณ์นั้นกลับเข้าไปแล้ว พราหมณ์อื่นก็มา.
๑. บาลีเล่มที่ ๓๐.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 2 (เล่ม 67)

[๕] พราหมณ์อื่นมีเท้าพิการ เดินงกงัน ฟันเขลอะ มี
ธุลีบนศีรษะ เข้าไปหาพาวรีพราหมณ์แล้ว ขอทรัพย์
ห้าร้อย.
[๖] พาวรีพราหมณ์เห็นพราหมณ์นั้นเข้าแล้ว ก็เชิญให้
นั่ง แล้วก็ถามถึงความสุขสำราญและความไม่มีโรค และ
ได้กล่าวคำนี้ว่า
[๗] ทรัพย์ของเรามีอันจะพึงให้ เราสละหมดแล้ว ดูก่อน
พราหมณ์ ท่านเชื่อเราเถิด ทรัพย์ห้าร้อยของเราไม่มี.
[๘] ถ้าเมื่อเราขอ ท่านจักไม่ให้ ในวันที่เจ็ด ศีรษะของ
ท่านจงแตกเจ็ดเสี่ยง.
[๙] พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก ปรุงแต่งแสดงเหตุให้
กลัว พาวรีพราหมณ์ได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ก็เป็น
ทุกข์.
[๑๐] มีลูกศรคือความโศกเสียบแทงแล้ว ไม่บริโภคอาหาร
ก็ซูบผอม ใช่แต่เท่านั้น ใจของพาวรีพราหมณ์ผู้มีจิต
เป็นอย่างนั้นย่อมไม่ยินดีในการบูชา.
[๑๑] เทวดา (ที่สิงอยู่ใกล้อาศรมของพาวรีพราหมณ์) ผู้
ปรารถนาประโยชน์ เห็นพาวรีพราหมณ์หวาดกลัวเป็น
ทุกข์อยู่ จึงเข้าไปหาพาวรีพราหมณ์แล้วได้กล่าวว่า
[๑๒] พราหมณ์ผู้มีความต้องการทรัพย์นั้น เป็นคนโกหก
ย่อมไม่รู้จักศีรษะ ความรู้จักศีรษะหรือธรรมอันให้ศีรษะ
ตกไป ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 3 (เล่ม 67)

[๑๓] พาวรีพราหมณ์ดำริว่า เทวดานี้อาจรู้ได้ในบัดนี้ (กล่าว
ว่า) ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกศีรษะและธรรมอัน
ให้ศีรษะตกไปแก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะขอฟังคำของ
ท่าน.
[๑๔] แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไป
ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ความเห็นซึ่งศีรษะและ
ธรรมอันให้ศีรษะตกไป ย่อมมีแก่พระชินเจ้าทั้งหลาย
เท่านั้น.
[๑๕] พา. ก็ในบัดนี้ ใครในปฐพีมณฑลนี้ย่อมรู้จักศีรษะ
และธรรมอันให้ศีรษะตกไป ดูก่อนเทวดา ขอท่านจงบอก
ท่านผู้นั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
[๑๖] เท พระสักยบุตร เป็นวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช
เสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์บุรี เป็นพระพุทธเจ้าผู้นำ
สัตวโลก เป็นผู้กระทำ (แสดง) ธรรมให้สว่าง.
[๑๗] ดูก่อนพราหมณ์ พระสักยบุตรนั่นแหละ เป็น
พระสัมพุทธเจ้า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุ
กำลังแห่งอภิญญาทั้งปวง มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรง
ถึงธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งธรรมทั้งปวง ทรงน้อมพระทัย
ไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ.
[๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระพุทธเจ้าใน
โลก มีพระจักษุ ย่อมทรงแสดงธรรม ท่านจงไปทูลถาม
พระองค์เถิด พระองค์จักทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่าน.

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 4 (เล่ม 67)

[๑๙] พาวรีพราหมณ์ได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า แล้วมี
ความเบิกบานใจ มีความโศกเบาบาง และได้ปีติอัน
ไพบูลย์.
[๒๐] พาวรีพราหมณ์นั้น มีใจยินดี มีความเบิกบาน
โสมนัส ถามถึง (พระผู้มีพระภาคเจ้า) กะเทวดานั้น (และ
ประกาศว่า) พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก
ประทับอยู่ ณ ที่ใด คือบ้าน นิคม หรือชนบทไหน
เราทั้งหลายพึงไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่า
ณ ที่ใด.
[๒๐] เท. พระสักยบุตรนั้น เป็นพระชินะ มีพระปัญญา
สามารถ มีพระปัญญากว้างขวางเช่นแผ่นดินอันประเสริฐ
เป็นนักปราชญ์ ไม่มีอาสวะ ทรงรู้แจ้งศีรษะและธรรมอัน
ให้ศีรษะตกไป ทรงองอาจกว่านรชน ประทับอยู่ ณ พระ
ราชมณเฑียรแห่งพระเจ้าโกศลในพระนครสาวัตถีนั้น.
[๒๒] ลำดับนั้น พาวรีพราหมณ์ได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้เป็นศิษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์มา (บอกว่า) ดูก่อนมาณพ
ทั้งหลาย มานี่เถิด เราจักบอก ขอท่านทั้งหลายจง
ฟังคำของเรา.
[๒๓] ความปรากฏเนืองๆ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
องค์ใดนั้น ยากที่จะหาได้ในโลก วันนี้ พระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้น เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มีพระนาม

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 5 (เล่ม 67)

ปรากฏว่า พระสัมพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงรีบไปเมือง
สาวัตถี ดูพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์.
[๒๔] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วจะ
รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ข้าพเจ้าทั้งหลายจะ
รู้จักพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยอุบายอย่างไร ขอท่าน
จงบอกอุบายนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด.
[๒๕] พา. ก็มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วใน
มนต์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้ง บริบูรณ์แล้วโดย
ลำดับ.
[๒๖] ท่านผู้ใดมีมหาบุรุษลักษณะเหล่านั้นในกายตัว ท่านผู้
นั้นมีคติเป็นสองอย่างเท่านั้น มิได้มีคติเป็นที่สาม.
[๒๗] คือ ถ้าอยู่ครองเรือน พึงครอบครองแผ่นดินนี้ ย่อม
ปกครองโดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้
ศัสตรา.
[๒๘] และถ้าท่านผู้นั้นออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิเลสดังหลังคาอันเปิด
แล้ว ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า.
[๒๙] พาวรีพราหมณ์ (บอกแล้ว) ซึ่งชาติ โคตร ลักษณะ
และมนต์อย่างอื่นอีก กะพวกศิษย์ (ได้สั่งว่า) ท่าน
ทั้งหลายจงถามถึงศีรษะและธรรมอันให้ศีรษะตกไปด้วย
ใจเท่านั้น.
[๓๐] ถ้าท่านผู้นั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า ผู้เห็นธรรมไม่มี

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 6 (เล่ม 67)

เครื่องกั้น เมื่อท่านทั้งหลายถามปัญหาด้วยใจแล้ว ก็จัก
แก้ด้วยวาจา.
[๓๑] พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นศิษย์ คือ อชิตพราหมณ์
ติสสเมตเตยยพราหมณ์ ปุณณกพราหมณ์ เมตตคู-
พราหมณ์.
[๓๒] โธตกพราหมณ์ อุปสีวพราหมณ์ นัททพราหมณ์
เหมกพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์. กัปปพราหมณ์
ชตุกัณณีพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิต.
[๓๓] ภัทราวุธพราหมณ์ อุทยพรามณ์ โปสาลพราหมณ์
โมฆราชพราหมณ์ผู้เป็นนักปราชญ์ ปิงคิยพราหมณ์ผู้
แสวงหาคุณใหญ่ ได้ฟังวาจาของพาวรีพราหมณ์แล้ว.
[๓๔] ทั้งหมดนั้น เฉพาะคนหนึ่ง ๆ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ
ปรากฏแก่โลกทั้งปวง เป็นผู้เจริญฌาน ยินดีในฌาน
เป็นธีรชนผู้มีจิตอบรมด้วยวาสนาในกาลก่อน.
[๓๕] พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทุกคน ทรงชฎาและหนังเสือ
อภิวาทพาวรีพราหมณ์และกระทำประทักษิณแล้ว มุ่งหน้า
เดินไปทางทิศอุดร.
[๓๖] สู่สถานเป็นที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมุฬกะ เมืองมาหิสสติ
ในกาลนั้น เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ
เมืองวนสวหยะ.
[๓๗] เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองสาวัตถี เป็นเมือง
อุดม เมืองเสตัพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารา.

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 7 (เล่ม 67)

[๓๘] เมืองปาวา โภคนคร เมืองเวสาลี เมืองมคธและ
ปาสาณเจดีย์ อันเป็นรมณียสถานน่ารื่นรมย์ใจ.
[๓๙] พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา (ปาสาณเจดีย์)
เหมือนคนระหายน้ำรีบหาน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ารีบหา
ลาภใหญ่ และเหมือนคนถูกความร้อนแผดเผาและรีบหา
ร่มฉะนั้น.
[๔๐] ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์ห้อม-
ล้อมแล้วทรงแสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลาย ประหนึ่ง
ว่าราชสีห์บันลือสีหนาทอยู่ในป่า.
[๔๑] อชิตพราหมณ์ ได้เห็นเพระสัมพุทธเจ้าผู้เพียงดังว่า
ดวงอาทิตย์มีรัศมีฉายออกไป และเหมือนดวงจันทร์
เต็มดวงในวันเพ็ญ.
[๔๒] ลำดับนั้น อชิตพราหมณ์ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง
รื่นเริงใจเพราะได้เห็นอนุพยัญชนะบริบูรณ์ ในพระกาย
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทูลถามปัญหาด้วยใจ.
[๔๓] อ. ท่านเจาะจงใคร จงบอกโคตรพร้อมด้วยลักษณะ
บอกความสำเร็จในมนต์ทั้งหลาย พราหมณ์สอนมาณพ
เท่าไร.
[๔๔] พ. พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร
ลักษณะ ๓ อย่างมีในตัวของพราหมณ์นั้น พราหมณ์นั้น
เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท.
[๔๕] พาวรีพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในธรรมของตน สอน

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ – หน้าที่ 8 (เล่ม 67)

มาณพ ๕๐๐ ในมหาบุรุษลักษณะ และคัมภีร์อิติหาสะ
พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์ และคัมภีร์เกฏุภศาสตร์.
[๔๖] ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดเสียซึ่งตัณหา
ขอพระองค์ทรงประกาศความกว้างแห่งลักษณะทั้งหลาย
ของพาวรีพราหมณ์ ความสงสัยอย่าได้มีแก่ข้าพระองค์
ทั้งหลายเลย.
[๔๗] พราหมณ์นั้นย่อมปกปิดหน้าได้ด้วยลิ้น มีอุณาโลมอยู่
ในระหว่างคิ้ว และมีอวัยวะที่ซ่อนอยู่ในผ้า อยู่ในฝัก
ดูก่อนมาณพ ท่านจงรู้อย่างนี้.
[๔๘] ชนทั้งปวงไม่ได้ฟังใคร ๆ ซึ่งเป็นผู้ถาม ได้ฟังปัญหา
ทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้แล้ว เกิดความ
โสมนัส ประนมอัญชลี ย่อมคิดไปต่าง ๆ (ว่า)
[๔๙] ใครหนอ เป็นเทวดา เป็นพระพรหม หรือเป็น
พระอินทร์ผู้สุชัมบดี เมื่อเขาถามปัญหาด้วยใจ จะแก้
ปัญหานั้นกะใครได้.
[๕๐] อ. พาวรีพราหมณ์ย่อมถามถึงศีรษะ และธรรมอัน
ทำให้ศีรษะตกไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสวงหา
ขอพระองค์ทรงโปรดพยากรณ์ข้อนั้น กำจัดเสียซึ่งความ
สงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด.
[๕๑] พ. ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาประกอบ
กับศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ เป็นธรรม
เครื่องยังศีรษะให้ตกไป.
[๕๒] ลำดับนั้น อชิตมาณพผู้อันความโสมนัสเป็นอันมาก

8