ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 674 (เล่ม 66)

ด้วยจีวรตามมีตามได้ ดังนี้. บทว่า อเนสนํ การแสวงหาผิด คือการ
แสวงหาไม่สมควรมีประการต่าง ๆ มีประเภทเช่นเป็นทูตส่งข่าว เดิน
ส่งข่าว. บทว่า อปฺปฏิรูปํ คือ ไม่สมควร. บทว่า ลทฺธา จ คือ ได้แล้ว
โดยธรรมโดยเสมอ. บทว่า อคธิโต ไม่อยาก คือปราศจากความโลภ.
อนุจฺฉิโต ไม่หลง คือไม่หลงด้วยอยากได้ให้มาก. บทว่า อนชฺฌาปนฺโน
ไม่พัวพัน คือไม่ถูกตัณหาท่วมทับ ไม่พัวพันด้วยตัณหา. บทว่า
อาทีนวทสฺสาวี เห็นโทษ คือเห็นโทษในการแสวงหาไม่สมควร และ
ในการบริโภคด้วยความอยาก. บทว่า นิสฺสรณปญฺโญ มีปัญญาเป็น
เครื่องสลัดทุกข์ คือรู้เครื่องสลัดทุกข์ ดังที่กล่าวแล้วว่า ยาวเทว สีตสฺส
ปฏิฆาตาย เพียงเพื่อกำจัดความหนาว.
บทว่า อิตรีตรจีวรสนฺตุฏฺฐิยา คือ ด้วยความสันโดษด้วยจีวร
ตามมีตามได้. บทว่า เนวตฺตานุกฺกํเสติ ไม่ยกตน คือไม่ยกตนว่าเรา
เป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เราถือปังสุกูลิกังคธุดงค์ในเรือนยอดตั้งแต่วัน
อุปสมบท ไม่มีใครเช่นกับเรา. บทว่า น ปรํ วมฺเภติ ไม่ข่มผู้อื่น คือ
ไม่ข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า ภิกษุอื่นเหล่านั้นไม่ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร หรือภิกษุ
เหล่านั้นแม้เพียงถือผ้าบังกุกุลเป็นวัตรก็ไม่มี.
บทว่า โย หิ ตตฺถ ทกฺโข ก็ภิกษุใดเป็นผู้ขยันในจีวรสันโดษนั้น
คือภิกษุใดเป็นผู้ขยัน ฉลาด เฉียบแหลม ในการกล่าวคุณเป็นต้นใน
จีวรสันโดษนั้น. บทว่า อนลโส ไม่เกียจคร้าน คือเว้นจากความเกียจ-
คร้านด้วยการกระทำเนือง ๆ. บทว่า สมฺปชาโน ปติสฺสโต มีสัมป-
ชัญญะ มีสติ คือประกอบด้วยปัญญาคือความรู้สึกตัวและด้วยสติ. บทว่า
โปราเณ มีมาแต่โบราณ คือมิใช่เพิ่งเกิดในบัดนี้. บทว่า อคฺคญฺเญ

674
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 675 (เล่ม 66)

คือที่รู้กันว่าเป็นวงศ์เลิศ. บทว่า อริยวํเส  ิโต คือ ดำรงอยู่ในวงศ์ของ
พระอริยะทั้งหลาย.
อนึ่ง บทว่า อริยวํโส คือ อริยวงศ์ที่ ๘ แม้นี้ เป็นเชื้อสายของ
พระอริยะ ชื่อว่า เป็นประเพณีของพระอริยะ เหมือนวงศ์กษัตริย์ วงศ์-
พราหมณ์ วงศ์แพศย์ วงศ์ศูทร วงศ์สมณะ วงศ์ตระกูล ราชวงศ์
ฉะนั้น. อริยวงศ์นี้นั้นท่านกล่าวว่า เลิศกว่าวงศ์เหล่านี้ เหมือนกลิ่น
กระลำพักเป็นต้น เลิศกว่ากลิ่นไม่มีกลิ่นที่รากเป็นต้น . ก็วงศ์ของ
พระอริยะทั้งหลายเป็นใครบ้าง. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธะ
ทั้งหลาย และสาวกของพระตถาคตทั้งหลาย ท่านเรียกว่าเป็นอริยะ วงศ์
ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อริยวงศ์. จริงอยู่ ก่อนแต่นี้ไปในที่สุด
สื่อสงไขยกับแสนกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ คือพระตัณ-
หังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร. พระพุทธเจ้าเหล่านั้น
เป็นอริยะ วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อริยวงศ์. ต่อมาหลังจาก
พระพุทธเจ้าเหล่านั้นปรินิพพานล่วงไปหนึ่งอสงไขย พระพุทธเจ้าพระ-
นามว่าโกณฑัญญะทรงบังเกิด. ในกัปนี้พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติ
คือพระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระผู้มีพระภาคเจ้าของ
พวกเราคือพระโคดม วงศ์ของพระอริยะเหล่านั้น ชื่อว่า อริยวงศ์. อนึ่ง
วงศ์ของพระอริยะทั้งหลาย ผู้เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ
พระสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่า
อริยวงศ์. ประดิษฐานอยู่ในอริยวงศ์นั้น.
บทว่า อิตรีตเรน ปิณฺฑปาเตน คือ ด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้
อย่างใดอย่างหนึ่ง. แม้ในเสนาสนะเป็นต้นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 676 (เล่ม 66)

บทว่า อายตเนสุ คือ ในอายตนะทั้งหลายมีจักขวายตนะเป็นต้น.
บทว่า ยโต คือ สำรวมแล้ว. บทว่า ยตฺโต คือ ระวังแล้ว. บทว่า
ปฏิยตฺโต คือ ระวังอย่างยิ่ง. บทว่า คุตฺโต คือ คุ้มครองแล้ว. บทว่า
โคปิโต ครอบครองแล้ว คือตั้งไว้แล้วดุจตั้งไว้ในหีบ. บทว่า รกฺขิโต
รักษาแล้ว คือเก็บไว้เเล้ว. บทว่า สํวุโต สำรวมแล้ว คือปิดแล้วด้วย
การกันทวาร. บทว่า ขุํสิโต คือ ถูกติเตียน. บทว่า วมฺภิโต ถูกเขา
ดูหมิ่น คือถูกเขาไม่เลื่อมใส. ฆฏฺฏิโต คือ ถูกเขาเสียดสี. บทว่า
ครหิโต คือ ถูกเขาเหยียดหยาม. บทว่า อุปวทิโต ถูกเขาค่อนว่า คือ
ถูกเขาด่า. บทว่า ผรุเสน ด้วยถ้อยคำหยาบ คือด้วยคำตัดจุดสำคัญของ
ร่างกาย. บทว่า กกฺขเฬน ด้วยถ้อยคำกระด้าง คือทารุณ บทว่า
น ปฏิวชฺชา๑ คือ ไม่พึงกล่าวโต้ตอบ.
บทว่า ฌานานุยุตฺโต พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน คือประกอบด้วย
ฌานที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเสพฌานที่เกิดแล้ว. บทว่า อุเปกฺข-
มารพฺภ สมาหิตตฺโต พึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นปรารภอุเบกขา คือพึงเป็นผู้
มีจิตดังมั่น ยังอุเบกขาในจตุตถฌานให้เกิด. บทว่า ตกฺกาสยํ กุกฺกุจฺจิ-
ยูปจฺฉินฺเท พึงตัดวิตก ที่อยู่ของวิตกและความคะนอง คือพึงตัดวิตกมี
กามวิตกเป็นต้น ที่อยู่ของวิตกมีกามสัญญาเป็นต้น และความคะนองมี
คะนองมือเป็นต้น.
บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส วา ปฐมณานสฺส อุปฺปาทาย เพื่อความเกิด
ขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิด คือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌานที่ยังไม่เกิด
ในอัตภาพนั้น หรือเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เพื่อได้เฉพาะในสันดานของตน
๑. ในบาลีไม่มี แต่ ม. ยุ. มีคำนี้.

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 677 (เล่ม 66)

พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อุปฺปนฺนญฺจ ปฐมชฺฌานํ อาเสวติ
เสพปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วต่อไป ในบทนี้มีความว่า เสพโดยเอื้อเฟื้อ
กระทำให้คล่องแคล่ว ทำให้เกิด ทำให้เจริญ ทำให้มาก ทำบ่อย ๆ.
บทว่า อุเปกฺขา ความเพิกเฉย คือตัตรมัชฌัตตุเบกขาอันเกิดขึ้นในจตุตถ-
ฌาน. บทว่า อุเปกฺขา เป็นบทแสดงสภาวะ.
บทว่า อุเปกฺขนา กิริยาที่เพิกเฉย คืออาการเห็นแต่การเข้าถึง.
บทว่า อชฺฌุเปกฺขนา กิริยาเพิกเฉยยิ่ง คือเห็นเป็นอย่างยิ่ง. บทว่า
จิตฺตสมตา ความที่จิตสงบ คือความที่จิตเสมอเว้นความหย่อนและความ
มากเกินไป. บทว่า จิตฺตปสฺสทฺธตา ความที่จิตระงับ อธิบายว่า ความ
ที่จิตไม่คะนอง จิตไม่กระด้าง. บทว่า มชฺฌตฺตตา จิตฺตสฺส ความที่จิต
เป็นกลาง อธิบายว่า ความที่จิตไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เป็นกลาง. ว่า
จตุตฺเถ ฌาเน อุเปกฺขํ อารพฺภ ปรารภอุเบกขาในจตุตถฌาน คืออาศัย
ตัตรมัขฌัตตุเบกขา อันเกิดขึ้นในจตุตถฌาน. บทว่า เอกคฺคจิตฺโต
คือเป็นผู้มีจิตเป็นไปแล้วในอารมณ์เป็นหนึ่ง. บทว่า อวิกฺขิตฺตจิตฺโต คือ
เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่านเว้นจากอุทธัจจะ วิตก ๙ มีนัยดังกล่าวแล้ว. บทว่า
กามวิตกฺกานํ กามสญฺญาสโย กามสัญญาเป็นที่อาศัยอยู่แห่งกามวิตก.
อธิบายว่า กามสัญญาอันเกิดขึ้นแก่ผู้ตรึกอยู่ด้วยกามวิตก เป็นที่อาศัย เป็น
โอกาสที่อยู่ของวิตกเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า กามสญฺญาสโย.
แม้ในพยาปาทวิตกเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จุทิโต วจีภิ สติมาภินนฺเท ภิกษุถูกติเตียนด้วยวาจา พึง
เป็นผู้มีสติชอบใจ คือภิกษุถูกติเตียนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติ ยินดีคำ
ตักเตือนนั้น. บทว่า วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ พึงเปล่งวาจาเป็นกุศล คือเปล่ง

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 678 (เล่ม 66)

วาจาอันตั้งขึ้นด้วยญาณ. บทว่า นาติเวลํ ไม่เกินขอบเขต คือ ไม่พึง
เปล่งวาจาเกินขอบเขต คือ เกินขอบเขตของกาล และขอบเขตของศีล.
บทว่า ชนวาทธมฺมาย คือ เนื้อธรรม คือ การว่ากล่าวชน. บทว่า น
เจตเยยฺย คือ ไม่พึงยังความคิดให้เกิด.
บทว่า อิทํ เต อปฺปตฺตํ คือ กรรมนี้ไม่ถึงแก่ท่าน. บทว่า อสารุปฺปํ
คือ กรรมนี้ไม่สมควรที่ท่านจะประกอบ. บทว่า อสีลฏฺฐํ ไม่ดังอยู่ในศีล
คือ ชื่อว่า อสีลฏฺฐํ เพราะไม่ตั้งอยู่ในศีลอันเป็นความขวนขวายของ
ท่าน. อธิบายว่า กรรมนี้ไม่เป็นประโยคสมบัติของท่านผู้ตั้งอยู่ในศีล.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อสิลิฏฺฐํ คือ ไม่งดงาม. ท่านพรรณนาความไว้
ว่า มีวาจาไม่เกลี้ยงเกลา. บทว่า นิธีนํ ขุมทรัพย์ คือหม้อทรัพย์เต็มไป
ด้วยเงินและทองที่เขาฝังตั้งเอาไว้. บทว่า ปวตฺตารํ ผู้บอก คือดุจผู้ทำ
ความอนุเคราะห์มนุษย์เข็ญใจ มีความเป็นอยู่คับแค้น กล่าวว่า เจ้าจงมา
เราจะบอกอุบายเลี้ยงชีพอย่างเป็นสุขแก่เจ้า แล้วนำไปยังที่ฝังทรัพย์ไว้
เหยียดมือบอกว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์นี้เลี้ยงชีพให้เป็นสุขเถิด.
บทว่า วชฺชทสฺสินํ ผู้แสดงโทษ ความว่า ผู้ชี้โทษมี ๒ จำพวก
คือผู้คอยเสาะแสวงหาโทษด้วยประสงค์ว่า เราจักข่มภิกษุนั้นในท่ามกลาง
สงฆ์ ด้วยกรรมอันไม่สมควร หรือด้วยความพลั้งพลาดนี้ และผู้ตั้งอยู่
ในสภาพที่จะชี้โทษด้วยการตรวจดูโทษนั้นๆ เพราะความเป็นผู้ใคร่ความ
เจริญแก่เขาด้วยศีลเป็นต้น เพื่อให้รู้สิ่งที่ไม่รู้ เพื่ออนุเคราะห์สิ่งที่รู้แล้ว.
ในที่นี้ประสงค์เอาข้อนี้. ภิกษุไม่ควรโกรธบุคคลผู้เห็นความไม่สมควรหรือ
ความผิดพลาด แล้วบอกกล่าว พึงเป็นผู้มีความยินดีอย่างเดียว ควรขอร้อง
ว่า ท่านขอรับ ท่านได้ทำกรรมแก่กระผมอย่างใหญ่หลวง ขอท่านพึงตั้งอยู่

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 679 (เล่ม 66)

ในฐานะอาจารย์และอุปัชฌาย์ของกระผม แล้วว่ากล่าวตักเตือนกระผม
อีก ด้วยโอวาทดังนี้ เหมือนคนเข็ญใจ ไม่โกรธผู้คุกคาม แม้โบยตี
แล้วแสดงขุมทรัพย์ให้ว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์นี้เถิด กลับพอใจเสียอีก
ฉะนั้น.
บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ กล่าวข่มขี่ คือ ภิกษุบางรูปเห็นความไม่
สมควร หรือความผิดพลาดของสัทธิวิหาริกเป็นต้นแล้ว ไม่ว่ากล่าวด้วย
คิดว่า ภิกษุรูปนี้อุปัฏฐากเราด้วยการให้น้ำบ้วนปากเป็นต้นโดยเคารพ
หากเราจักว่ากล่าวเธอ เธอก็จักไม่อุปัฏฐากเรา เราก็จักเสื่อมไปด้วย
ประการฉะนี้ ดังนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวข่มขี่. ภิกษุนั้นโปรยหยากเยื่อลงใน
ศาสนานี้ ส่วนภิกษุใดเห็นโทษอย่างนั้นแล้ว คุกคามตามสมควรแก่โทษ
ประณามทำทัณฑกรรม นำออกจากวิหารให้ศึกษา ภิกษุนี้ชื่อว่า เป็นผู้
กล่าวข่มขี่ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น. สมดังที่พระองค์
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวข่มผู้ที่ควรข่ม เรากล่าวยกย่องผู้ที่ควร
ยกย่อง ผู้ที่มีคุณความดีจักดำรงอยู่ได้.
บทว่า เมธาวึ ผู้มีปัญญา คือผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะเกิด
แต่ธรรม. บทว่า ตาทิสํ คือ พึงคบ พึงเข้าใกล้บัณฑิตเห็นปานนั้น.
เพราะว่าเมื่ออันเตวาสิกคบอาจารย์เช่นนั้น ย่อมมีแต่ความประเสริฐอย่าง
เดียว ไม่มีความลามก มีแต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อม
ฉะนี้.
บทว่า โอวเทยฺย พึงกล่าวสอน คือ เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วกล่าวสอน
ชื่อว่า โอวาท เมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้นพึงชี้ให้เห็นโทษในอนาคต ด้วยคำมี
อาทิว่า แม้โทษก็จะพึงมีแก่ท่าน ดังนี้ ชื่อว่า อนุสาสน์ แม้กล่าวสอนต่อ

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 680 (เล่ม 66)

หน้าก็ชื่อว่า โอวาท ส่งทูตหรือคำสอนไปลับหลัง ชื่อว่า อนุสาสน์ กล่าว
สอนแม้ครั้งเดียวก็ชื่อว่า โอวาท กล่าวสอนบ่อย ๆ ชื่อว่า อนุสาสน์ หรือให้
โอวาทอย่างเดียวก็ชื่อว่า อนุสาสน์ เพราะเหตุนั้น ภิกษุพึงให้โอวาทและ
อนุสาสน์ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อสพฺภา จากอสัตบุรุษ ความว่า พึง
ห้ามจากอกุศลธรรม พึงให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรม. บทว่า สตํ หิ โส ปิโย
โหติ เพราะว่าบุคคลนั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษ คือ บุคคลเห็นปานนั้น
ย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. อนึ่ง ภิกษุ
ผู้ให้โอวาทอนุสาสน์ ย่อมไม่เป็นที่รักของภิกษุผู้เป็นอสัตบุรุษ ผู้ไม่เห็น
ธรรม ผู้ข้ามปรโลกเสียแล้ว ผู้เพ่งต่ออามิส บวชเพื่อดำรงชีวิต ยังกล่าว
ทิ่มแทงด้วยหอกคือปากว่า ท่านมิใช่อุปัชฌาย์อาจารย์ของพวกผม เพราะ
เหตุไรจึงมาสั่งสอนพวกผม ดังนี้.
บทว่า เอกกมฺมํ คือ มีกรรมเป็นอันเดียวกัน มีอปโลกนกรรม
คือ การบอกเล่าเป็นต้น. บทว่า เอกุทฺเทโส มีอุเทศเป็นอันเดียวกัน คือ
มีนิทานุเทศเป็นต้นเป็นอันเดียว. บทว่า สมสิกฺขตา คือ มีสิกขาเสมอ
กัน. บทว่า อาหตจิตฺตตํ คือ ความเป็นผู้มีจิตอันความโกรธกระทบแล้ว.
บทว่า ขิลชตตํ คือ ความเป็นผู้มีจิตกระด้าง. บทว่า ปญฺจปิ เจโตขิเล
คือ พึงทำลายความกระด้างแห่งจิต ในสิ่งทั้ง ๕ คือ ในพระพุทธเจ้า ๑
ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในเพื่อนพรหมจรรย์ ๑.
บทว่า ญาณสมุฏฺฐิตํ วาจํ คือ พึงเปล่งวาจาอันเกิดขึ้นในจิตสัมปยุตด้วย
ญาณ. บทว่า มุญฺเจยฺย คือ พึงเปล่ง. บทว่า อตฺถูปสํหิตํ คือ วาจา
ประกอบด้วยอรรถ. บทว่า ธมฺมูปสํหิตํ คือ วาจาประกอบด้วยธรรม.
บทว่า กาลาติกฺกนฺตํ วาจํ น ภาเสยฺย คือ ไม่พึงเปล่งวาจาเกินกาล

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 681 (เล่ม 66)

เพราะเวลานั้นล่วงไปแล้ว. บทว่า เวลาติกฺกนฺตํ เกินขอบเขต คือ
ไม่พึงกล่าววาจาเกินขอบเขต เพราะขอบเขตของวาจาล่วงไปแล้ว. พึง
ทราบกาลและเวลาด้วยบททั้งสอง.
บทว่า โย จ กาเล อสมฺปตฺเต ก็บุคคลใดยังไม่ถึงกาลอันควร
คือ ยังไม่ถึงกาลที่ตนพูด. บทว่า อติเวลํ เกินเวลา คือ พูดเกินเวลาที่
กำหนด. บทว่า นิหโต เสติ คือ ถูกฆ่านอนอยู่. บทว่า โกกิลาเยว
อตฺรโช คือ เหมือนลูกนกดุเหว่าเกิดแต่ดุเหว่า อันนางกาเลี้ยงไว้.
บทว่า อถาปรํ คือ ลำดับต่อไปนี้. บทว่า ปญฺจ รชานิ ธุลี ๕
ประการ คือ ธุลี ๕ มีรูปราคะเป็นต้น. บทว่า เยสํ สติมา วินยาย
สิกฺเข ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษา คือ พึงตั้งสติศึกษาไตรสิกขา เพื่อกำจัด
กิเลส. เพราะเมื่อศึกษาอยู่อย่างนี้ ย่อมอดกลั้นความกำหนัดในรูป ฯลฯ
ในผัสสะ ไม่อดกลั้นอย่างอื่น. บทว่า รูปรโช ธุลีในรูป คือ ธุลีมี
ราคะเป็นต้น เกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป. แม้ในบทว่า สทฺทรโช เป็นต้นก็
มีนัยเหมือนกัน.
แต่นั้นภิกษุศึกษาเพื่อกำจัดฉันทะในธรรมเหล่านั้น พึงทราบคาถา
ว่า เอเตสุ ธมฺเมสุ โดยลำดับ. ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเตสุ คือ ใน
รูปเป็นต้น. บทว่า กาเลน โส สมฺมา ธมฺมํ ปริวิมํสมาโน ภิกษุนั้น
พึงพิจารณาธรรมโดยชอบตามกาล คือ ภิกษุนั้นพึงพิจารณาสังขตธรรม
ทั้งปวง โดยนัยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ตามกาลที่ท่านกล่าวไว้
โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อจิตฟุ้งซ่านเป็นกาลของสมถะ. บทว่า เอโกทิภูโต
วิหเน ตมํ โส ภิกษุเป็นผู้มีจิตเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงกำจัดความมืดเสีย

681
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 682 (เล่ม 66)

คือ ภิกษุนั้นมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง พึงกำจัดความมืดมีโมหะทั้งหมด
เป็นต้นเสีย ไม่มีความสงสัยในข้อนี้.
บทว่า อุทฺธเต จิตฺเต เมื่อจิตฟุ้งซ่าน คือ เมื่อจิตไม่สงบด้วยอำนาจ
แห่งวิริยินทรีย์. จริงอยู่ ความเพียรมีกำลัง สมาธิอ่อน ย่อมครอบงำ
ความฟุ้งซ่าน เพราะความเพียรเป็นฝ่ายแห่งความฟุ้งซ่าน เมื่อจิต
ไม่ฟุ้งซ่านอย่างนี้. บทว่า สมถสฺส กาโล คือ เป็นกาลแห่งความเจริญ
สมาธิ. บทว่า สมาหิเต จิตฺเต คือ เมื่อจิตตั้งมั่นด้วยอุปจารและอัปปนา.
จริงอยู่ สมาธิมีกำลัง ความเพียรอ่อน ย่อมครอบงำความเกียจคร้าน เพราะ
สมาธิเป็นฝ่ายแห่งความเกียจคร้าน สมาธิอันวิริยะผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ตก
ไปในความเกียจคร้าน. วิริยะอันสมาธิผูกไว้แล้ว ย่อมไม่ตกไปในความ
ฟุ้งซ่าน. เพราะฉะนั้น ทั้งสองอย่างนั้นพึงทำให้เสมอกัน เพราะความที่
ธรรมทั้งสองเสมอกัน จึงเป็นอัปปนา. บทว่า วิปสฺสนาย กาโล เป็นกาล
แห่งวิปัสสนา คือ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ เป็นกาลแห่งวิปัสสนาหลาย
อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอนิจจลักษณะเป็นต้น ศรัทธาแม้มีกำลังก็ควรแก่
ผู้ประกอบสมาธิ. เมื่อเชื่อคือเชื่อมั่นอย่างนี้ ย่อมถึงอัปปนา. ศรัทธามีกำลัง
ในสมาธิและปัญญา ย่อมควร เพราะผู้ประกอบสมาธิมีอารมณ์เป็นหนึ่ง.
จริงอยู่ ผู้นั้นย่อมถึงอัปปนาด้วยอาการอย่างนี้. ปัญญามีกำลังย่อมควรแก่
ผู้ประกอบวิปัสสนา. เพราะผู้นั้นย่อมบรรลุการแทงตลอดลักษณะด้วย
ประการฉะนี้. แม้เมื่อทั้งสองอย่างเสมอกัน ก็เป็นอัปปนาแท้.
บทว่า กาเล ปคฺคณฺหติ จิตฺตํ ประคองจิตไว้ในกาลอันควร คือ
ในสมัยใด จิตหดหู่เพราะความเพียรย่อหย่อนยิ่งนักเป็นต้น ในสมัยนั้น
ประคองจิตไว้ด้วยการตั้งอยู่ในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 683 (เล่ม 66)

และปีติสัมโพชฌงค์. บทว่า นิคฺคณฺหาติ ย่อมข่ม คือ ในสมัยใด จิต
ฟุ้งซ่านด้วยปรารภความเพียรเกินไปเป็นต้น ในสมัยนั้น ข่มจิตไว้ด้วย
ตั้งอยู่ในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
บทว่า สมฺปหํสติ กาเลน ย่อมให้จิตรื่นเริงโดยกาล คือ ในสมัยใด จิต
ไม่มีอัสสาทะ (ความยินดี) เพราะความขวนขวายด้วยปัญญาอ่อน หรือ
เพราะไม่ได้รับความสุขอันเกิดแต่ความสงบ ในสมัยนั้น ให้เกิดความสังเวช
ด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ (วัตถุให้เกิดความสังเวช) ๘ ประการ. สังเวค-
วัตถุ ๘ ประการ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ รวมเป็น ๔ ทุกข์ใน
อบายเป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีตเป็นที่ ๖ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูล
ในอนาคตเป็นที่ ๗ ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบันเป็นที่ ๘.
ทำจิตให้เกิดความเลื่อมใสด้วยระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย. นี้เรียกว่า
ให้จิตรื่นเริงตามกาล.
บทว่า จิตฺตํ สมาทเห พึงตั้งจิตไว้ คือ สมัยใด ความที่ศรัทธา
และปัญญา สมาธิ และวิริยะ เสมอกัน สมัยนั้น พึงตั้งจิต คือ พึงให้ถึง
อัปปนา. บทว่า อชฺฌุเปกฺขติ กาเลน วางเฉยตามกาล คือ สมัยใด จิต
อาศัยสัมมาปฏิบัติ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน มีอัสสาทะ เป็นไปเสมอในอารมณ์
ดำเนินสู่วิถีแห่งสมาธิ สมัยนั้น จิตนั้นย่อมไม่ถึงความขวนขวายในการ
ประคอง ข่ม ให้ร่าเริง เหมือนสารถี เมื่อม้าวิ่งเรียบก็วางเฉยได้ นี้
เรียกว่า วางเฉยตามกาล. บทว่า โส โยคี กาลโกวิโท โยคีผู้นั้นชื่อว่า
เป็นผู้ฉลาดในกาล คือ โยคีผู้นั้นเป็นผู้ประกอบแล้วในกรรมฐาน มี
ประการดังกล่าว เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลมในกาล คือ ยกย่อง ข่ม ให้
ร่าเริง ตั้งมั่น และวางเฉย.

683