ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 664 (เล่ม 66)

บทว่า มูลมฺปิ เตสํ ปลิขญฺญ ติฏฺเฐ ภิกษุพึงขุดรากความโกรธ
และความดูหมิ่นเหล่านั้นตั้งอยู่ คือพึงขุดรากมีอวิชชาเป็นต้นของความ
โกรธและความดูหมิ่นเหล่านั้นตั้งอยู่. บทว่า อทฺธา ภวนฺโต อภิสมฺ-
ภเวยฺย คือ ภิกษุเมื่อปราบก็พึงปราบที่รักและที่เกลียดชังโดยส่วนเดียว
เท่านั้น. อธิบายว่า ไม่พึงยินดีสิ่งที่รัก ไม่พึงเกลียดสิ่งที่ไม่น่ารัก.
บทว่า อวิชฺชา มูลํ คือ อวิชชาเป็นต้น เป็นมูลแห่งความโกรธ
ด้วยอำนาจอุปนิสยปัจจัยและสหชาตปัจจัยเป็นต้น. ธรรมสองอย่างเหล่านี้
คือไม่ทำไว้ในใจโดยอุบาย ๑ การถือตัว ๑ เป็นมูลของความโกรธด้วย
อำนาจอุปนิสยปัจจัย. ธรรมสามอย่างเหล่านี้ คือความไม่ละอาย ๑ ความ
ไม่เกรงกลัว ๑ ความฟุ้งซ่าน ๑ เป็นมูลของความโกรธ ด้วยอำนาจ
ของอุปนิสยปัจจัยและสหชาตปัจจัย. แม้แห่งอติมานะ (ความดูหมิ่น) ก็
เหมือนกัน.
บทว่า ปญฺญํ ปุรกฺขิตฺวา คือ ภิกษุทำปัญญาไว้เบื้องหน้า. บทว่า
กลฺยาณปีติ มีปีติงาม คือประกอบด้วยกัลยาณปีติ. บทว่า จตุโร
สเหถ ปริเทวธมฺเม คือ พึงปราบปริเทวธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง
ความรำพัน) สี่อย่าง ที่ท่านกล่าวไว้ในคาถาเป็นลำดับไป.
บทว่า วิจยพหุโล มีความเลือกเฟ้นมาก คือมีความไตร่ตรองมาก.
บทว่า ปวิจยพหุโล มีความเลือกเฟ้นทั่วมาก คือมีความไตร่ตรองมาก
เป็นพิเศษ. บทว่า โอกฺขายนพหุโล มีปัญญาเครื่องเห็นมาก คือมีความ
เห็นมาก. บทว่า สเมกฺขายนพหุโล มีความเสาะหามาก คือมีการแสวง
หามาก. บทว่า วิภูตวิหารี คือ อยู่ด้วยการทำความรู้ให้ปรากฏ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต ในการก้าวไป

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 665 (เล่ม 66)

ในการถอยกลับนี้ต่อไป. การเดินไปเรียกว่า ก้าวไป การเดินกลับเรียกว่า
ถอยกลับ. แม้ทั้งสองนั้นก็ได้ในอิริยาบถ ๔ พึงทราบความในการเดิน
ก่อน การนำกายไปข้างหน้า ชื่อว่า ก้าวไป การยังกายให้ถอยกลับ ชื่อว่า
ถอยกลับ. ยืนอยู่กับที่น้อมกายไปข้างหน้า ชื่อว่า ก้าวไป ถอยไปข้างหลัง
ชื่อว่า ถอยกลับ. นั่งอยู่กับที่ หันหน้าหมุนไปทางอาสนะ ชื่อว่า ก้าวไป
หมุนอวัยวะไปข้างหลัง ชื่อว่า ถอยกลับ. แม้ในการนอนก็มีนัยนี้เหมือน
กัน. บทว่า สมฺปชานการี โหติ คือ การทำกิจทั้งหมดด้วย สัมปชัญญะ.
หรือว่าการทำความรู้สึกตัวนั่นเอง. จริงอยู่ ผู้มีสัมปชัญญะนั้นย่อมทำความ
รู้สึกตัวในการก้าวไปเป็นต้น เป็นผู้ไม่เว้นจากความรู้สึกตัวไม่ว่าในที่ไหน ๆ.
พึงทราบความในบทว่า อาโลกิเต วิโลกิเต ในการแลดูในการ
เหลียวดูนี้ต่อไป. การเพ่งไปข้างหน้า ชื่อว่า การแลดู การเพ่งดูไปตาม
ทิศ ชื่อว่า การเหลียวดู. แม้อย่างอื่นที่มีการก้มการแหงนการมองดูไปทั่วๆ
ด้วยการเพ่งดูไปข้างล่างข้างบนข้างหลัง. ในที่นี้มิได้ถือเอาอย่างนั้น. แต่
โดยสรุปถือเอาสองอย่างเหล่านี้ หรือถือเอาทั้งหมดโดยเป็นหัวข้อนี้เท่านั้น.
บทว่า สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ได้แก่
ในการคู้เข้าการเหยียดออกซึ่งอวัยวะทั้งหลาย.
พึงทราบความในบทว่า สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ ในการครอง
สังฆาฏิ บาตร และจีวรนี้ต่อไป. การใช้ด้วยการนุ่งและการห่มสังฆาฏิ
และจีวร ด้วยการรับภิกษาแห่งบาตร ชื่อว่า ธารณ (การครอง).
พึงทราบความในบทว่า อสิต การฉัน เป็นต้นต่อไป. บทว่า
อสิเต คือ ในการฉันบิณฑบาต. บทว่า ปีเต คือ ในการดื่มข้าวยาคู.
เป็นต้น. บทว่า ขายิเต คือ ในการเคี้ยวมีของเคี้ยวทำด้วยแป้งเป็นต้น.

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 666 (เล่ม 66)

บทว่า สายิเต คือ ในการลิ้มมีน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น. บทว่า อุจฺจาร-
ปสิสาวกมฺเม คือ ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ.
พึงทราบในบทว่า คต เป็นต้นต่อไป. บทว่า คเต คือ ในการ
เดิน. บทว่า  ิเต คือ ในการยืน. บทว่า นิสินฺเน คือ ในการนั่ง.
บทว่า สุตฺเต คือ ในการนอน. บทว่า ชาคริเต คือ ในการตื่น.
บทว่า ภาสิเต คือ ในการพูด. ในบทว่า ภาสิเต นั้นมีความดังนี้.
เมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ชื่อว่าพูด เมื่อ
สัททายตนะยังเป็นไปได้ ก็ชื่อว่าพูดได้ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้กำหนด
ชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการพูด. ภิกษุแสดงธรรมในหัวข้อ วิมุต-
ตายตนะ (การหลุดพ้น) บ้าง ละติรัจฉานกถา ๓๒ กล่าวกถาอิงกถา-
วัตถุ ๑๐ บ้าง ก็ชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในการพูด. บทว่า ตุณฺหีภาเว
ในการนิ่ง คือไม่พูด. ในบทว่า ตุณฺหีภาเว นั้น มีความดังนี้ ชื่อว่า
ความเป็นผู้นิ่งย่อมไม่มี ในเมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปยังเป็นไป
ได้อยู่ ย่อมมีได้ในเมื่อสัททายตนะอันเป็นอุปาทายรูปเป็นไปไม่ได้ ด้วย
เหตุนั้น ภิกษุผู้กำหนดจึงชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง.
ภิกษุนั่งเรียนกัมมัฏฐานอันเป็นที่ชอบใจในอารมณ์ ๓๘ ก็ดี เข้าทุติยฌาน
ก็ดี ชื่อว่า เป็นผู้ทำความรู้สึกตัวในความเป็นผู้นิ่ง. อนึ่ง ในบทนี้ อิริยาบถ
หนึ่งมาแล้วในฐานะสอง. ในบทว่า อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต นี้ เมื่อภิกษุ
เดินไปเดินมายังบ้านเพื่อภิกษาจาร ท่านกล่าวถึงภิกษุนั้นในภายหลังด้วย
การเดินทางไกล. ในบทว่า คเต  ิเต นิสินฺเน พึงทราบว่า ท่านกล่าว
ด้วยการยกเท้าอันมีฝุ่นละอองในวิหาร. บทมีอาทิว่า พุทฺธานุสฺสติวเสน
ด้วยอำนาจแห่งพุทธานุสสติ ท่านประกาศไว้แล้วในที่นั้น ๆ ในหนหลัง.

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 667 (เล่ม 66)

บทว่า อรติ ความไม่ยินดี คือห้ามความยินดี. บทว่า อรติกา คือ
อาการไม่ยินดี. บทว่า อนภิรติ คือ ความไม่ยินดียิ่ง. บทว่า อนภิรมนา
คือ อาการไม่ยินดีเฉพาะ. บทว่า อุกฺกณฺฐิกา คือ อาการเบื่อ. บทว่า
ปริตฺตสิกา ความระอา คือความระอาด้วยความเบื่อ.
บทว่า กึสุ อสิสฺสามิ คือ เราจักฉันอะไร. บทว่า กุวํ วา อสิสฺสํ
คือ เราจักฉันที่ไหน. บทว่า ทุกฺขํ วต เสตฺถ กุวชฺช เสสฺสํ คือ วันนี้
เรานอนลำบากตลอดคืนนี้ พรุ่งนี้เราจักนอนที่ไหน. บทว่า เอเต วิตกฺเก
ได้แก่ วิตก ๔ อย่าง คือวิตกอาศัยบิณฑบาต ๒ อย่าง อาศัยเสนาสนะ
๒ อย่าง. บทว่า อนิเกตจารี ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป ไม่มี
ตัณหาท่องเที่ยวไป.
บทว่า ผลเก วา บนแผ่นกระดาน คือบนหลังกระดานมีกระดาน
คดเป็นต้น. บทว่า อาคมนรตฺตึ คือ ราตรีที่จะมาถึง. บทว่า อาเทว-
เนยฺเย เป็นฐานแห่งความปรับทุกข์ คือปรับทุกข์เป็นพิเศษ. บทว่า
ปริเทวเนยฺเย เป็นฐานแห่งความรำพัน คือรำพันไปรอบ ๆ.
บทว่า กาเล คือ ในเวลาออกบิณฑบาต. อธิบายว่า ได้ข้าว
คือบิณฑบาตหรือเครื่องนุ่งห่ม คือจีวรโดยธรรมโดยเสมอ. บทว่า มตฺตํ
โส ชญฺญา ภิกษุนั้นพึงรู้จักประมาณ คือพึงรู้จักประมาณในการรับและ
การบริโภค. บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้. หรือบทว่า อิธ นี้ เป็น
เพียงนิบาตเท่านั้น. บทว่า โตสนตฺถํ คือ เพื่อสันโดษ. ท่านอธิบายว่า
พึงรู้จักประมาณเพื่อประโยชน์นั้น. บทว่า โส เตสุ คุตฺโต คือ ภิกษุ
นั้นสำรวมในปัจจัยเหล่านั้น. บทว่า ยตจารี คือ เป็นผู้สำรวมเที่ยวไป.
ท่านอธิบายว่า รักษาอิริยาบถ และรักษากายทวาร วจีทวาร มโนทวาร.

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 668 (เล่ม 66)

ปาฐะว่า ยติจารี บ้าง. มีความอย่างเดียวกัน. บทว่า รุสิโต คือ ถูกเขา
ด่า. อธิบายว่า ถูกเขาเสียดสี.
บทว่า ทฺวีหิ การเณหิ มตฺตํ ชาเนยฺย คือ พึงรู้จักประมาณด้วย
เหตุ ๒ อย่าง. บทว่า ปฏิคฺคหณโต วา โดยการรับ คือโดยกาลรับของ
ที่ผู้อื่นถวาย. บทว่า ปริโภคโต วา โดยการบริโภค คือ โดยกาลบริโภค.
บทว่า โถเกปิ ทียมาเน คือ เมื่อทายกถวายแม้น้อย. บทว่า กุลานุทฺทยาย
คือ เพื่อความเอ็นดูแก่ตระกูล. บทว่า กุลานุรกฺขาย คือ เพื่อรักษา
ตระกูล. บทว่า ปฏิคฺคณฺหาติ คือ รับแม้น้อย. บทว่า พหุเกปิ ทียมาเน
คือ เมื่อทายกถวายแม้มาก.
พึงทราบความในบทว่า กายปริหาริยํ จีวรํ ปฏิคฺคณฺหาติ ภิกษุ
รับจีวรพอบริหารกายนี้ต่อไป ชื่อว่า กายปริหาริยํ เพราะบริหารเลี้ยง
ร่างกาย. ชื่อว่า กุจฺฉิปริหาริยํ เพราะบริหารเลี้ยงท้อง. บริขาร ๘ คือ
ไตรจีวร บาตร มีดตัดไม้ชำระฟัน เข็ม ประคดเอว หม้อกรองน้ำ
ย่อมควรแก่ ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้. สมดังที่
ท่านกล่าวไว้ว่า
บริขาร ๘ เหล่านี้ คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม
ประคดเอว หม้อกรองน้ำ ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบความ
เพียร ดังนี้.
บริขารทั้งหมดนั้น เป็นทั้งการบริหารกาย เป็นทั้งการบริหารท้อง.
อย่างไร. ไตรจีวร ย่อมบริหารเลี้ยงกายในเวลานุ่งและห่มเที่ยวไป
เพราะเหตุนั้น จึงเป็นการบริหารกาย. ไตรจีวรบริหารเลี้ยงท้อง ในเวลา
เอาชายจีวรกรองน้ำดื่ม และในเวลารับผลไม้น้อยใหญ่ที่ควรเคี้ยว เพราะ
เหตุนั้น จึงเป็นการบริหารท้อง. แม้บาตรก็เป็นการบริหารกาย ในเวลา

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 669 (เล่ม 66)

เอาบาตรตักน้ำอาบ และในเวลาทำความสะอาดกุฏิ เป็นการบริหารท้อง
ในเวลารับอาหารฉัน . แม้มีดก็เป็นการบริหารกาย ในเวลาเอามีดนั้นตัด
ไม้สีฟัน และในเวลาแต่งเชิงเตียง และตั่ง จีวร และใช้ไม้ทำกุฏิ เป็น
การบริหารท้อง ในเวลาตัดอ้อยและปอกมะพร้าว. เข็มเป็นการบริหารกาย
ในเวลาเย็บจีวร เป็นการบริหารท้อง ในเวลาจิ้มขนมหรือผลไม้กิน. รัด
ประคดเป็นการบริหารกาย ในเวลาพันกายเที่ยวไป เป็นการบริหารท้อง
ในเวลามัดอ้อยเป็นต้นถือเอา. หม้อกรองน้ำเป็นการบริหารกาย ในเวลา
เอาหม้อกรองนั้นกรองน้ำอาบ และในเวลาทำความสะอาดเสนาสนะ เป็น
การบริหารท้อง ในเวลากรองน้ำดื่ม และในเวลารับงา ข้าวสาร ข้าวเม่า
เป็นต้น ด้วยหม้อกรองน้ำนั้นฉัน.
บทว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส พิจารณาโดยแยบคาย อธิบายว่า
พิจารณาโดยอุบาย คือโดยทำนองคลองธรรม. อนึ่ง ในบทนี้ พึงทราบ
ว่า การพิจารณาโดยนัยมีอาทิว่า สีตสฺส ปฏิฆาตาย เพื่อกำจัดความหนาว
เป็นการพิจารณาโดยแยบคาย ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า จีวรํ ได้แก่
จีวรผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาอันตรวาสก (ผ้าสบง) เป็นต้น. บทว่า
ปฏิเสวติ คือ ใช้. ได้แก่ นุ่งหรือห่ม. บทว่า ยาวเทว เป็นคำกำหนด
เขตของประโยชน์ เพราะว่าประโยชน์ในการใช้จีวรของพระโยคีมีเพียง
เท่านี้ คือเพื่อกำจัดความหนาวเป็นต้นไม่ยิ่งไปกว่านั้น. บทว่า สีตสฺส
ความหนาว คือความหนาวอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเกิดขึ้นด้วยธาตุภายใน
กำเริบ หรือความเปลี่ยนแปลงฤดูในภายนอก. บทว่า ปฏิฆาตาย คือ
เพื่อกำจัด. เพื่อบรรเทาอาพาธโดยอาการที่ไม่ให้อาพาธนั้นเกิดในร่างกาย.
เพราะเมื่อร่างกายถูกความหนาวเบียดเบียน ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่านไม่สามารถ

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 670 (เล่ม 66)

ตั้งความเพียรโดยแยบคายได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรง
อนุญาตว่า ภิกษุพึงใช้จีวรเพื่อกำจัดความหนาวดังนี้. ในบททั้งปวงก็มี
นัยนี้. เพราะในบทนี้มีอย่างเดียว. บทว่า อุณฺหสฺส ความร้อน คือ
ความร้อนของไฟ. ความร้อนของไฟนั้นพึงทราบว่า เกิดขึ้นในเพราะ
ไฟไหม้ป่าเป็นต้น.
อนึ่ง พึงทราบความในบทนี้ว่า ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสานํ
สัมผัส เหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลานต่อไป. บทว่า ฑํส
คือ เหลือบ. ท่านเรียกว่า อนฺธมกฺขิกา บ้าง. บทว่า มกส คือยุง
นั่นเอง. บทว่า วาต คือ ลมเกิดแต่เสียงและเกิดแต่การหมุนของวงล้อ.
บทว่า อาตโป คือ ความร้อนจากดวงอาทิตย์. บทว่า สิรึสป คือ ทีฆชาติ
ประเภทใดประเภทหนึ่ง มีงูเป็นต้น เลื้อยคลานไป. สัมผัสเหล่านั้น สัมผัส
สองอย่าง คือทัฏฐสัมผัส (ถูกกัด) ๑ ผุฏฐสัมผัส (ถูกต้อง) ๑. สัมผัสแม้นั้น
ย่อมไม่เบียดเบียนภิกษุผู้นั่งห่มจีวร. เพราะฉะนั้น ภิกษุใช้จีวรเพื่อกำจัด
สัมผัสเหล่านั้น ในฐานะเช่นนั้น. จะกล่าวถึงบทว่า ยาวเทว อีก คือ
เพื่อแสดงกำหนดเขตของประโยชน์ที่แน่นอน. เพราะประโยชน์ที่แน่นอน
คือการปกปิดอวัยวะที่ยังความละอายให้กำเริบ. นอกนี้ย่อมเป็นบางครั้ง
บางคราว. ในบทเหล่านั้น บทว่า หิริโกปินํ ยังหิริให้กำเริบ คืออวัยวะ
นั้นๆ เป็นที่คับแคบ. เพราะเมื่ออวัยวะใด ๆ เปิด หิริย่อมกำเริบคือเสียหาย
ท่านจึงเรียกอวัยวะนั้น ๆ ว่า หิริโกปิน เพราะยังหิริให้กำเริบ ชื่อว่า
หิริโกปินปฏิจฺฉาทนตฺถํ เพราะปกปิดอวัยวะอันจะยังหิริให้กำเริบนั้น.
ปาฐะว่า หิริโกปินํ ปฏิจฺฉาทนฺตฺถํ บ้าง ความอย่างเดียวกัน.
บทว่า ปิณฺฑปาตํ คือ อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง. จริงอยู่ ท่าน

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 671 (เล่ม 66)

เรียกอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ปิณฺฑปาต เพราะตกไปในบาตรของ
ภิกษุโดยความเป็นก้อน. หรือชื่อว่า ปิณฺฑปาโต เพราะก้อนข้าวตกลง
ไป. อธิบายว่า รวบรวมภิกษาที่ได้ในที่นั้น ๆ. บทที่เหลือมีนัยดังได้
กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า เสนาสนํ คือ ที่นอนและที่นั่ง. ก็ภิกษุนอนที่ใด ๆ จะเป็น
ในวิหาร หรือในเรือนมุงด้านเดียว ที่นั้นเรียกว่า เสนะ คือ ที่นอน.
ภิกษุนั่งในที่ใด ๆ ที่นั้นเรียกว่า อาสนะ คือ ที่นั่ง. ที่นอนที่นั่งเป็นอัน
เดียวกัน เรียกว่า เสนาสนะ คือที่นอนที่นั่ง. บทว่า อุตุปริสฺสยวิโนทน-
ปฏิสลฺลานารามตฺถํ เพื่อบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู เพื่อความยินดีใน
การหลีกเร้น คือฤดูนั่นแหละเป็นอันตราย จึงเรียกว่า อุตุปริสฺสย. เพื่อ
บรรเทาอันตรายแต่ฤดู. และเพื่อความยินดีในการหลีกเร้น. ฤดูใดเป็นฤดู
ไม่สบายทำให้ร่างกายและจิตใจผิดปกติ พึงบรรเทาฤดูนั้นด้วยการใช้
เสนาสนะ. เพื่อบรรเทาฤดูนั้น. อธิบายว่า เพื่อความสุขอัน เป็นเอกภาพ.
ท่านกล่าวการบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู ด้วยบทมีอาทิว่า สีต-
ปฏิฆาต กำจัดความหนาวโดยแท้. ท่านกล่าวว่า ก็เพราะประโยชน์ที่
แน่นอน คือการปกปิดอวัยวะอันจะยังหิริให้กำเริบในการใช้จีวร นอกนั้น
เป็นบางครั้งบางคราวฉันใด แม้ในบทนี้ก็ฉันนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าว
ดังนี้หมายถึงความแน่นอน คือการบรรเทาอันตรายอันเกิดแต่ฤดู. อีก
อย่างหนึ่ง ฤดูที่ได้กล่าวแล้วนี้คืออุตุเท่านั้น.
แต่อันตรายมีสองอย่าง คืออันตรายปรากฏ ๑ อันตรายปกปิด ๑
ในอันตรายสองอย่างนั้น อันตรายปรากฏ ได้แก่ ราชสีห์และเสือโคร่ง
เป็นต้น. อันตรายปกปิด ได้แก่ ราคะและโทสะเป็นต้น. อันตราย

671
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 672 (เล่ม 66)

เหล่านั้นไม่ทำการเบียดเบียนด้วยการไม่คุ้มครอง และด้วยการเห็นรูปไม่
เป็นที่สบายเป็นต้น ในเสนาสนะใด ภิกษุรู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว ใช้
เสนาสนะนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า พิจารณาเสนาสนะโดยแยบคาย ฯลฯ
ใช้เสนาสนะเพื่อบรรเทาอันตรายเกิดแต่ฤดู.
พึงทราบความในบทนี้ว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ บริขาร
คือคิลานปัจจัยเภสัชต่อไป. ชื่อว่า ปจฺจโย เพราะต่อต้านโรค อธิบายว่า
ถึงความเป็นข้าศึกกัน. บทนี้ เป็นชื่อแห่งความสบายอย่างใดอย่างหนึ่ง
การกระทำของหมอ ชื่อว่า เภสัชชะ เพราะอนุญาตให้ใช้ยาเป็นปัจจัยแห่ง
คนไข้. เภสัช ก็คือคิลานปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่า คิลานปัจจัยเภสัช. ท่าน
อธิบายว่า การการทำของหมอ เป็นที่สบายของคนไข้ด้วยเภสัช มีน้ำมัน
น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ปริกฺขาโร ท่านเรียกว่า
บริวารในประโยคมีอาทิว่า นครล้อมไว้เป็นอย่างดีด้วยการล้อมนคร ๗ ชั้น.
เรียกว่าเครื่องประดับ ในประโยคมีอาทิว่า รถประดับด้วยสีขาว มีฌานเป็น
เพลา มีวิริยะเป็นล้อ. เรียกว่าของใช้ ในบทมีอาทิว่า บรรพชิตควรหา
ของใช้อันจำเป็นแก่ชีวิต. แต่ในที่นี้ เป็นของใช้บ้าง เป็นบริวารบ้างก็
ควร. อนึ่ง คิลานปัจจัยเภสัชนั้น ชื่อว่า เป็นบริวารของชีวิตบ้าง เพราะ
ป้องกัน ไม่ให้ช่องเพื่อเกิดอาพาธ อันจะทำความเสียหายแก่ชีวิต, ชื่อว่า
เป็นของใช้บ้าง เพราะเป็นเหตุให้ชีวิตเป็นไปได้นาน. เพราะฉะนั้น
จึงเรียกว่า ปริกฺขาโร. ชื่อว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร เพราะเป็น
คิลานปัจจัยเภสัช และเป็นบริขาร. ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้น. ท่าน
อธิบายว่า น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยเป็นต้น อันหมออนุญาตแล้วอย่างใด

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 673 (เล่ม 66)

อย่างหนึ่ง เป็นที่สบายของคนไข้ ชื่อว่าเป็น ชีวิตบริขาร. บทว่า
อุปปนฺนานํ คือ เกิดแล้ว เป็นแล้ว บังเกิดแล้ว.
บทว่า พฺยาพาโธ ในบทว่า เวยฺยาพาธิกานํ นี้ คือ ธาตุกำเริบ.
โรคเรื้อน ฝี ฝีหัวขาดเป็นต้น ซึ่งมีธาตุกำเริบเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า
เวยฺยาพาธิกา เพราะเกิดจากธาตุกำเริบ. บทว่า เวทนา ได้แก่ ทุกข-
เวทนา คือเวทนาอันเป็นผลแห่งอกุศล. เพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่
ธาตุกำเริบเหล่านั้น. บทว่า อพฺยาปชฺฌปรมตาย เพื่อความไม่ลำบาก
เป็นอย่างยิ่ง คือเพื่อความไม่มีทุกข์เป็นอย่างยิ่ง. อธิบายว่า ตลอดเวลา
ที่ละทุกข์ได้หมด.
บทว่า สนฺตุฏฺโฐ โหติ ภิกษุเป็นผู้สันโดษ คือสันโดษด้วยปัจจัย.
บทว่า อิตรีตเรน จีวเรน ด้วยจีวรตามมีตามได้ คือไม่ใช่สันโดษด้วย
จีวรผืนใดผืนหนึ่ง บรรดาจีวรเนื้อหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต
ยังใหม่ และเก่า ที่แท้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรผืนใดผืนหนึ่งตามมีตามได้
ในบรรดาจีวรตามที่ได้แล้วเป็นต้น. จริงอยู่ ในจีวรมีสันโดษ ๓ อย่าง คือ
ยถาลาภสันโดษ (สันโดษตามที่ได้) ๑ ยถาพลสันโดษ (สันโดษตาม
กำลัง) ๑ ยถาสารุปปสันโดษ (สันโดษตามสมควร) ๑. แม้ในบิณฑบาต
เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า วณฺณวาที กล่าวคุณ ความว่า ภิกษุ
รูปหนึ่งเป็นผู้สันโดษย่อมไม่กล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งเป็นผู้ไม่
สันโดษ ย่อมกล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งทั้งเป็นผู้ไม่สันโดษ
ทั้งไม่กล่าวคุณของความสันโดษ รูปหนึ่งทั้งเป็นผู้สันโดษ ทั้งเป็นผู้กล่าว
คุณของความสันโดษ เพื่อแสดงถึงการกล่าวคุณนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า อิตรีตรสนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที ผู้กล่าวคุณแห่งความสันโดษ

673