ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 634 (เล่ม 66)

ตั้งขึ้นประกอบด้วยองค์ ๘ ชื่อว่า มีพระกระแสเสียงดุจเสียงนกการเวก
เพราะตรัสดุจเสียงนกการเวก. อธิบายว่า มีพระสุรเสียงไพเราะเหมือน
เสียงร้องของนกการเวก.
บทว่า ตาเรติ ให้ข้าม คือให้พ้นที่อันไม่ปลอดภัย. บทว่า
อุตฺตาเรติ ข้ามขึ้น คือข้ามให้ถึงพื้นที่อันปลอดภัย. บทว่า นิตฺตาเรติ
ข้ามออก คือข้ามให้เลยที่อัน ไม่ปลอดภัย. บทว่า ปตฺตาเรติ ข้ามพ้น
คือกำหนดข้าม. อธิบายว่า ข้ามเหมือนเอามือจับ. การข้ามการข้ามขึ้น
เป็นต้นทั้งหมดนี้ เป็นที่ตั้งในที่อันปลอดภัยนั่นเอง เพราะเหตุนั้น
พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ให้ถึงพื้นที่อันเป็นที่ปลอดภัย. บทว่า สตฺเต
ได้แก่ เวไนยสัตว์. ความกันดารคือชาตินั่นแล ชื่อว่า ชาติกันดาร
เพราะรกชัฏมาก เพราะไม่มีประโยชน์มาก และเพราะข้ามไปได้ยาก. ซึ่ง
ชาติกันดารนั้น. บทว่า คณสฺส สุสฺสูสติ คือ คณะย่อมตั้งใจฟังพระองค์.
บทว่า โสตํ โอทหติ เงี่ยหูฟัง คือเงี่ยหูประสงค์จะฟัง. บทว่า อญฺญาจิตฺตํ
อุปฏฺฐเปติ คือ เข้าไปตั้งใจเพื่อประสงค์จะรู้.
บทว่า คณํ อกุสลา วุฏฺฐาเปตฺวา พระองค์ยังคณะให้ออกจาก
อกุศล คือยังหมู่ชนให้ออกจากอกุศล คือความไม่ฉลาด. บทว่า กุสเล
ปติฏฺฐาเปติ คือ ให้ตั้งอยู่ในกุศลอันเป็นความฉลาด. บทว่า สงฺฆี ชื่อว่า
สังฆี เพราะมีหมู่โดยเป็นชุมนุมใหญ่. ชื่อว่า คณี เพราะมีคณะโดยมี
บริษัท. ชื่อว่า คณาจริโย เพราะเป็นอาจารย์ของคณะ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สอง ต่อไป.
บทว่า สเทวกสฺส โลกสฺส ยถา ทิสฺสติ ความว่า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ย่อมปรากฏแม้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ดุจปรากฏแก่โลกพร้อมทั้ง

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 635 (เล่ม 66)

เทวโลก. หรือปรากฏโดยแท้จริง โดยไม่วิปริต ดุจปรากฏแก่โลกพร้อม
ด้วยเทวโลก. บทว่า จกฺขุมา ผู้มีพระจักษุอุดม. บทว่า เอโก คือ เป็น
บุคคลเอกด้วยคุณธรรมอันได้แก่บรรพชาเป็นต้น. บทว่า รตึ คือ มี
ความยินดีต่อเนกขัมมะเป็นต้น.
บทว่า ปฏิรูปโก คือ กุณฑลที่ทำด้วยทองคำ. บทว่า มตฺติกา-
กุณฺฑโล คือ ดุจกุณฑลที่ทำด้วยดิน. บทว่า โลหมาโสว สุวณฺณจฺฉนฺโน
คือ เหมือนเหรียญมาสกโลหะหุ้มด้วยทองคำ. บทว่า ปริวารจฺฉนฺนา คือ
อันบริวารห้อมล้อม. บทว่า อนฺโต อสุทฺธา คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย
ผู้ไม่บริสุทธิ์ ณ ภายใน ด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า พหิ โสภมานา
คือ งามแต่ภายนอกด้วยจีวรเป็นต้น. บทว่า อกปฺปิตอิริยาปถา จ มีพระ-
อิริยาบถมิได้กำเริบ คือมีพระอิริยาบถมิได้สละออกไปแล้ว. บทว่า
ปณิธิสมิปนฺนา ความว่า มีความปรารถนาบริบูรณ์. บทว่า วิสุทฺธสทฺโท
ความว่า มีพระกิตติศัพท์บริสุทธิ์. อธิบายว่า มีชื่อเสียงยกย่องตามความ
เป็นจริง. บทว่า ภฏกิตฺติสทฺทสิโลโก ทรงเพียบพร้อมด้วยพระเกียรติยศ
และชื่อเสียง คือทรงได้รับพระเกียรติยศและความสรรเสริญเป็นปกติ.
หากถามว่า มีพระกิตติศัพท์ในที่ไหน. ตอบว่า ในที่ที่กล่าวไว้พิสดารแล้ว
โดยนัยมีอาทิว่า ในนาคพิภพ และสุบรรณพิภพ. บทว่า ตโต จ ภิยฺโย
และยิ่งกว่านั้น คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรากฏยิ่งกว่านั้น คือยิ่งกว่าที่
กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจของเวไนยสัตว์.
บทว่า สพฺพํ ราคตมํ คือ ความมืด เพราะราคะทั้งสิ้น. แม้ใน
ความมืด เพราะโทสะก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อนฺธกรณํ อันทำให้
คนบอด คือทำการปิดกั้นโลกด้วยปัญญา. บทว่า อจกฺขุกรณํ ทำให้ไม่มี

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 636 (เล่ม 66)

จักษุ คือทำให้ไม่มีปัญญาจักษุ. บทว่า อญาณกรณํ คือ ทำให้ไม่รู้ด้วย
ญาณ. บทว่า ปญฺญานิโรธิกํ คือ ทำให้ดวงตา คือปัญญาเสียไป.
บทว่า วิฆาตปกฺขิกํ อันเป็นไปในฝ่ายแห่งความลำบาก คือความเบียด-
เบียน. บทว่า อนิพฺพานสํตฺตนิกํ ไม่ให้เป็นไปเพื่อนิพพาน คือไม่ให้
เป็นไปเพื่อนิพพานอันเป็นอมตะไม่มีปัจจัย.
บทว่า สพฺพนฺตํ เตน โพธิญาเณน พุชฺฌิ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสรู้ธรรมที่ควรตรัสรู้ทั้งปวงด้วยพระโพธิญาณ คือตรัสรู้ธรรมทั้งสิ้น
นั้นด้วยอำนาจแห่งมรรคญาณ ๔. ทรงรู้ ตรัสรู้ตามด้วยอำนาจแห่งปฐม-
มรรค ได้ทรงรู้ทั่ว ทรงแทงตลอดด้วยทุติยมรรค ทรงบรรลุ ตรัสรู้
พร้อมซึ่งปฏิเวธ ด้วยอำนาจแห่งตติยมรรค ตรัสรู้โดยชอบด้วยแทงตลอด
ไม่มีส่วนเหลือ ด้วยอำนาจแห่งจตุตถมรรค. ควรประกอบ ๓ บทนี้ คือ
อธิคจฺฉิ ทรงบรรลุเฉพาะ ๑ ผุเสสิ ทรงถูกต้อง ๑ สจฺฉิกาสิ ทรง
ทำให้แจ้ง ๑ ด้วยอำนาจแห่งผล. ทรงได้เฉพาะ ด้วยอำนาจแห่งปฐม-
มรรคและทุติยมรรค ทรงถูกต้องแล้ว ด้วยอำนาจแห่งตติยมรรค ทรงได้
กระทำให้ประจักษ์ ด้วยอำนาจแห่งจตุตถมรรค. อีกอย่างหนึ่ง แม้ทั้ง
๓ บทนั้น ย่อมได้ผลอย่างหนึ่ง ๆ นั่นเอง.
บทว่า เนกฺขมฺมรตึ ความยินดีในเนกขัมมะ คือความยินดีเกิดขึ้น
เพราะอาศัยบรรพชาเป็นต้น. บทว่า ปวิเวกรตึ ความยินดีในความสงัด
คือความยินดีเกิดขึ้นในความสงัดกายเป็นต้น. บทว่า อุปสมรตึ ความ
ยินดีในความสงบ คือความยินดีในความสงบกิเลส. บทว่า สมฺโพธิรตึ
ความยินดีในสัมโพธิญาณ คือความยินดีเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณามรรค.

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 637 (เล่ม 66)

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า พหูนมิธ ปฏฺฐานํ๑ ของคนหมู่มากอันเนื่องในศาสนานี้
คือของคนหมู่มากมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้เที่ยวปรารถนาอยู่ในโลกนี้. เพราะว่า
ศิษย์ทั้งหลายท่านเรียกว่า พทฺธ ผู้เนื่อง เพราะมีความประพฤติเนื่องด้วย
อาจารย์. บทว่า อตฺถี ปญฺเหน อาคมํ คือ เรามีความต้องการปัญหา
จึงมา. หรือมาด้วยปัญหาของผู้มีความต้องการ หรือมีปัญหาจึงมา.
ท่านกล่าวว่า พุทฺโธ ด้วยประสงค์จะแสดงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์
นั้น ในบทว่า ตํ พุทฺธํ แม้ไม่มีบทว่า พุทฺโธ.
บทว่า สยมฺภู ผู้เป็นพระสยัมภู คือเป็นเองไม่มีผู้แนะนำสั่งสอน.
บทว่า อนาจริโย ไม่มีใครเป็นอาจารย์ เป็นคำขยายความของบทว่า
สยมฺภู. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ไม่มีอาจารย์ ทรงรู้แจ้ง
แทงตลอดอริยสัจด้วยพระองค์เอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงชื่อ
ว่า สยมภู พระผู้เป็นเอง. บทว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ในธรรมทั้งหลาย
อันพระองค์ไม่เคยสดับมาก่อนเป็นต้น เป็นบทประกาศความของความที่
พระองค์เป็นผู้ไม่เคยมีอาจารย์. บทว่า อนนุสฺสุเตสุ คือ ไม่เคยสดับมา
แต่อาจารย์. บทว่า สามํ คือ พระองค์เอง. บทว่า อภิสมฺพุชฺฌิ ตรัสรู้
ยิ่ง คือตรัสรู้ธรรมอันยิ่งด้วยพระองค์เอง. บทว่า ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ
ปาปุณิ คือ ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในอริยสัจนั้น. ท่านกล่าว
อย่างนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ เหมือนพระพุทธเจ้า
ทั้งหลายตรัสรู้อริยสัจ ทรงเป็นพระสัพพัญญู ปาฐะว่า สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต
บ้าง.
บทว่า พเลสุ จ วสีภาวํ ทรงถึงความเป็นผุ้ชำนาญในพลธรรม
๑. บาลีเป็น พทฺธานํ.

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 638 (เล่ม 66)

ทั้งหลาย คือทรงถึงความเป็นใหญ่ในพลญาณของพระตถาคต ๑๐ ประการ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เป็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ท่านเรียกว่า พุทฺโธ. พระพุทธเจ้าเป็นสัตว์วิเศษ เป็นการบัญญัติขึ้นเพราะ
อาศัยพระญาณอัน อะไร ๆ กำจัดไม่ได้ พระนิมิตอันยอดเยี่ยม การบรรลุ
พระนิพพาน และพระขันธสันดานอบรมมาแล้วในธรรมทั้งปวง หรือ
เป็นบัญญัติขึ้น เพราะอาศัยการตรัสรู้อริยสัจ อันเป็นปทัฏฐานแห่งพระ-
สัพพัญญุตญาณ. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันประกาศความเป็นพุทธะ
แจ่มแจ้งแล้วโดยอรรถ.
บัดนี้ พระสารีบุตร เมื่อจะให้แจ่มแจ้งโดยพยัญชนะ จึงกล่าวคำ
มีอาทิว่า พุทฺโธติ เกนตฺเถน พุทฺโธ. บทว่า พุทฺโธ ชื่อว่า เป็นพระ-
พุทธเจ้า เพราะอรรถว่าอะไร. ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้
อริยสัจ เหมือนอย่างพระผู้ตรัสรู้ ตรัสรู้แล้วในโลก. ชื่อว่า พระพุทธเจ้า
เพราะยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้ เหมือนพูดกันว่า ใบไม้แห้ง เพราะลมพัดให้
ใบไม้แห้ง. สองบทว่า สพฺพญฺณุตาย พุทฺโธ อธิบายว่า ชื่อว่า เป็น
พระพุทธเจ้าด้วยปัญญาสามารถรับรู้ธรรมทั้งปวง. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะ
ทรงเห็นธรรมทั้งปวง อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรง
เห็นธรรมทั้งปวงด้วยญาณจักษุ. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะไม่มีผู้อื่นแนะนำ
อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มิใช่
ผู้อื่นทำให้ตรัสรู้. ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้เบิกบาน อธิบายว่า ชื่อว่า
เป็นพระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้เบิกบานดุจปทุมจากสวนชนิดที่มีคุณต่าง ๆ.
ชื่อว่า พุทฺโธ เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะ อธิบายว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะเป็นผู้ตื่นจากหลับคือกิเลสทุกชนิด ด้วยละธรรมอันนำให้จิตกำเริบ

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 639 (เล่ม 66)

โดยปริยาย ๖ เป็นอาทิ เหมือนบุรุษตื่นจากสิ้นสุดการนอนหลับ. บทว่า
สงฺขา สงฺขาตํ โดยอรรถมีความอย่างเดียวกัน. บทว่า สงฺขาเตน ความ
ว่า โดยส่วนของคำพูด. ท่านกล่าวว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว
ทำให้วิเศษด้วยคำว่าโดยส่วนเดียว เพราะละกิเลสทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนา
กล่าวคือไม่มีกิเลสเข้าไปฉาบทา เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือตัณหาและ
ทิฏฐิ. เป็นผู้ไม่มีกิเลสด้วยกิเลสทั้งปวงอันเหลือ คือราคะ โทสะ และ
โมหะ. เพราะเป็นผู้เสด็จไปตามเอกายนมรรค (ทางทางเดียว) คือธาตุ
ทั้งหลายเป็นประโยชน์ในการไป แม้เพราะตรัสรู้ เพราะรู้ธาตุอันเป็น
ประโยชน์ในการไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะเสด็จไปสู่เอกายนมรรค. อนึ่ง ในบทนี้ท่านกล่าวเอกายนมรรคโดย
ชื่อว่า มคฺค ที่กล่าวโดยชื่อว่า อยน ในหลายชื่อของ ทาง คือ
มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมายนํ
นานา อุตฺตรเสตุ จ กุลฺโล จ ภิสิ สงฺกโม.
คำทั้งหมดนี้เป็นชื่อของทาง.
เพราะฉะนั้น ทางจึงเป็นทางเดียว. อธิบายว่า ไม่ใช่สองทาง.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนมรรค เพราะเป็นทางอันบุคคลเดียวพึง
ดำเนินไป. บทว่า เอเกน คือสงัดเพราะละการคลุกคลีด้วยหมู่. บทว่า
อยิตพฺโพ คือ พึงดำเนินไป อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะเป็นเหตุ
ไป. อธิบายว่า ไปสู่นิพพานจากสังสารวัฏ. ชื่อว่า เอกายโน เพราะเป็น
ทางไปของคนประเสริฐ. บทว่า เอเกสํ คือ คนประเสริฐ. ด้วยว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่าสัตว์ทั้งปวง. เพราะ-
ฉะนั้น ท่านอธิบายไว้ว่า มรรคเป็นทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 640 (เล่ม 66)

เป็นทางไปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยโน เพราะไปถึง. อธิบายว่า ไป คือ
เป็นไป. ชื่อว่า เอกายนมคฺโค เพราะเป็นทางไปในที่เดียว. ท่าน
อธิบายว่า มรรคเป็นไปในพระพุทธสาสนาแห่งเดียวเท่านั้น ไม่เป็นไป
ในที่อื่น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายโน เพราะไปทางเดียว. ท่าน
อธิบายว่า ในเบื้องต้นแม้เป็นไปโดยมุขภาวหาและนัยต่าง ๆ ในเบื้อง
ปลายก็ไปนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เอกายน-
มรรค อธิบายว่า เป็นทางไปสู่นิพพานอย่างเดียว. ชื่อว่า เป็นพระพุทธ-
เจ้า เพราะเป็นผู้เดียวตรัสรู้ซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม มิใช่
ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้าเพราะตรัสรู้ด้วยผู้อื่น. ท่านอธิบายไว้อย่างไร
ท่านอธิบายไว้ว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิ-
ญาณอันยอดเยี่ยมด้วยพระองค์เองเท่านั้น. คำว่าชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะเว้นจากความไม่รู้ เพราะได้เฉพาะความรู้ นี้เป็นปริยายของบทว่า
พุทฺธิ พุทฺธํ โพโธ. ท่านอธิบายเพื่อให้รู้ว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า
เพราะทรงประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้า เหมือนอย่างพูดว่า ผ้าเขียว
ผ้าแดง เพราะประกอบด้วยมีสีเขียวสีแดง.
นอกจากนั้น ศัพท์ว่า พุทฺโธ ในบทมีอาทิว่า พุทฺโธติ เนตํ นามํ
พระมารดาเป็นต้นมิได้เฉลิมให้ นี้ท่านกล่าวไว้เพื่อให้รู้ว่านี้เป็นบัญญัติ
ตามอรรถ. ในบทว่า พุทฺโธ พระมารดาเป็นต้นมิได้เฉลิมให้นั้น คือ
มิตร สหาย อำมาตย์ คนเลี้ยงดู ญาติฝ่ายบิดา สาโลหิตฝ่ายมารดา
สมณะ ผู้เข้าถึงบรรพชา โภวาทีพราหมณ์ ผู้สงบบาป ผู้ลอยบาป หรือ
เทวดามีท้าวสักกะเป็นต้นและพรหม ก็มิได้เฉลิมให้. บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 641 (เล่ม 66)

เป็นวิโมกขันติกนาม (พระนามมีในอรหัตผลและในลำดับแห่งอรหัตมรรค)
คืออรหัตมรรคอันเป็นวิโมกข์. ที่สุดแห่งวิโมกข์ คืออรหัตผล ความมี
ในที่สุดแห่งวิโมกข์นั้น ชื่อว่า วิโมกขัตติกะ. เพราะว่าความเป็นพระ-
สัพพัญญูย่อมสำเร็จด้วยอรหัตมรรค. ความสำเร็จย่อมมีได้ในความเกิดขึ้น
ของพระอรหัตผล. เพราะฉะนั้น ความเป็นพระสัพพัญญู จึงมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์. แม้เนมิตตกนามนั้น ก็เป็นชื่อมีในที่สุดแห่งวิโมกข์ ด้วย
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ. บทว่า
พุทฺโธ นี้ เป็นวิโมกขันติกนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว
บทว่า โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา
ความว่า พร้อมกับได้พระสัพพัญญุตญาณ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว
ณ ควงไม้มหาโพธิ. บทว่า สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ คือ บัญญัติเกิดขึ้นด้วย
การทำให้แจ้งพระอรหัตผล หรือด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง คือ
บัญญัติว่า พุทฺโธ. บทว่า พุทฺโธ นี้ โดยพยัญชนะ ได้แก่ การประกาศ
ความเป็นพระพุทธเจ้า. ต่อจากนี้ บทสุดท้ายว่า วหสฺเสตํ ภารํ ข้อนี้
จงเป็นภาระของพระองค์ ย่อมดำเนินไปตามบาลี เพราะมีนัยดังได้กล่าว
แล้วในที่นั้น ๆ.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า วิชิคุจฺฉโต เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ คืออึดอัดด้วยชาติเป็นต้น.
บทว่า ริตฺตมาสนํ ที่นั่งอันว่างเปล่า คือเตียงและตั่งอันสงัด. บทว่า
ปพฺพตานํ คุหาสุ วา คือ ในถ้ำแห่งภูเขาทั้งหลาย. ควรเชื่อมบทว่า ริตฺต-
มาสนํ ภชโค เสพที่นั่งอันว่างเปล่า. บทว่า ชาติยา วิชิคุจฺฉโต คือ
เกลียดชาติ. แม้ในบทว่า ชราย พฺยาธินา เป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 642 (เล่ม 66)

พึงทราบวินิจฉัย ในบทว่า เสวโต เป็นต้นต่อไป.
บทว่า เสวโต คือ เสพ. บทว่า นิเสวโต คือ เสพเสมอ.
บทว่า สํเสวโต คือ เสพบ่อย ๆ. บทว่า ปฏิเสวโต คือ เข้าไปเสพ.
บทว่า ภชโต คือ เสพที่นั่งอันว่างเปล่า. บทว่า ปพฺพตปพฺภรา คือ
ท้องภูเขา.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า อุจฺจาวเจสุ ในที่นอนสูงและต่ำ คือเลวและประณีต.
บทว่า อาสเนสุ คือ เสนาสนะมีวิหารเป็นต้น. บทว่า คีวนฺโต คือ
ร้องอยู่. ปาฐะว่า กีวนฺโต บ้าง. อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งความกลัว
ในที่นั้นมีประมาณเท่าไร. บทว่า คฺรีวนฺโต คือ ส่งเสียงอยู่. บทว่า
กุชนฺโต คือ เรียกอยู่ ได้แก่ ทำเสียงเบา ๆ. บทว่า นทนฺโต บันลืออยู่
คือทำเสียงดัง. บทว่า สทฺทํ กโรนฺโต คือ ออกเสียง. บทว่า กติ
มีเท่าไร เป็นคำถาม. บทว่า กิตฺตกา มีประมาณเท่าไร เป็นคำถาม
โดยประมาณ. บทว่า กีวตกา มีกำหนดเท่าไร เป็นคำถามกำหนด.
บทว่า กีวพหุกา มีประมาณเพียงไร เป็นคำถามกำหนดประมาณ. บทว่า
เต เภรวา อารมณ์น่ากลัวเหล่านั้น คืออันตรายเกิดแต่ความน่ากลัว
เหล่านั้น คืออารมณ์น่ากลัว. บทว่า กีวพหุกา มีมากเท่าไร พระสารี-
บุตร เพื่อแสดงอารมณ์ที่ถาม จึงแก้ด้วยบทมีอาทิว่า สีหา พฺยคฺฆา
ทีปิ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กตี ปริสฺสายา คือ อันตรายมีเท่าไร. บทว่า อคตํ ทิสํ
ทิศที่ไม่เคยไปคือนิพพาน. จริงอยู่ นิพพานนั้น ชื่อว่า อคตํ เพราะไม่

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 643 (เล่ม 66)

เคยไป ชื่อว่า ทิสา เพราะควรชี้แจง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
อคตํ ทิสํ ดังนี้. บาลีว่า อมตํ ทิสํ ก็มี. บทว่า อภิสมฺภเว ความว่า
พึงบรรลุ. บทว่า ปนฺตมฺหิ สงัด คือสุดเขต. ทิศที่ไม่เคยไป แม้แต่
ฝันชื่อว่า อคตปุพฺพา. ทิศนั้นไม่เคยไป เพราะเหตุนั้น ทิศนั้น จึงชื่อ
ว่า อคตปุพฺพา โดยนัยดังกล่าวแล้ว.
บทว่า อิมินา ทีเฆน อทฺธุนา คือ โดยกาลยาวนานนี้. บทว่า
สนติตฺติกํ คือ ภาชนะน้ำมันเต็มถึงขอบปากภายใน. บทว่า อนวเสกํ
คือ มิให้ไหลรด ได้แก่ ภาชนะน้ำมันที่ใส่น้ำมันลงไปจนเต็มทำมิให้
ไหลรด. บทว่า ปริหเรยฺย พึงประคอง คือพึงนำไป พึงถือเอาไป.
บทว่า เอวํ สจิตฺตมนุรกฺเข พึงรักษาจิตของตนเนืองๆฉันนั้น คือภิกษุ
วางจิตของตนดุจภาชนะเต็มด้วยน้ำมันนั้นไว้ในระหว่างธรรมทั้งสองอย่าง
คือด้วยกายคตาสติและด้วยสติอันสัมปยุตในโคจร แล้วไม่ฟุ้งซ่านไปใน
โคจรภายนอกแม้ครู่เดียวฉันใด พระโยคาวจรผู้ฉลาด พึงรักษา คุ้มครอง
ฉันนั้น. เพราะอะไร. เพราะ
การฝึกจิตที่ข่มได้ยาก เบา มักตกไปในอารมณ์ใคร่
เป็นความดี จิตที่ฝึกแล้ว จะนำความสุขมาให้.
เพราะฉะนั้น
นักปราชญ์พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยาก ละเอียดยิ่งนัก
มันตกไปในอารมณ์ใคร่ จิตที่คุ้มครองแล้ว จะนำความ
สุขมาให้.
เพราะจิตนี้
ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็น
ที่อาศัย ผู้ใดสำรวมจิตไว้ได้ ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงมาร.

643