ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 274 (เล่ม 66)

บทว่า นิวสฺสวาที คือ กล่าวเพราะความมั่นใจ. บทว่า ทุพฺพินโย
คือ ยากที่จะแนะนำได้. บทว่า ทุปฺปญฺญาปโย คือ ยากที่จะให้รู้ คือ
ให้ได้อย่างใจได้.
บทว่า ทุนฺนิชฺฌาปโย ยากที่จะให้เข้าใจได้ คือ ยากที่จะให้เข้าใจ
บ่อย ๆ เพื่อทดสอบใจแล้วถือเอาได้. บทว่า ทุปฺเปกฺขาปโย คือ ยาก
ที่จะให้เห็นได้. บทว่า ทุปฺปสาทโย คือ ยากที่ให้จิตเกิดความเลื่อมใส
ได้. บทว่า อปสฺสิ ได้เห็นแล้ว คือได้บรรลุปฏิเวธด้วยญาณ. บทว่า
ปฏิวชฺฌิ ได้แทงตลอด คือได้บรรลุความตรัสรู้ด้วยจิต. พึงทราบความ
ในเดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้าดังต่อไปนี้.
พึงทราบคาถาว่า น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ๑ พราหมณ์
ทราบด้วยญาณแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ๒ ความว่า ทราบแล้ว คือรู้แล้ว. บทว่า
นปิ ญาณพนฺธุ ไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ คือไม่
ทำตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น. ในบท
นั้นมีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ
เพราะมีวิเคราะห์ว่า ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันอันทำแล้วด้วย
ญาณ. บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติคือทิฏฐิ. บทว่า ปุถุชฺชา คือ
เป็นแดนเกิดของปุถุชน. บทว่า อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ คือ สมณพราหมณ์
เหล่าอื่นย่อมถือมั่น. อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่นทิฏฐิ
เหล่านั้น. บทว่า อุเปกฺขติ ย่อมวางเฉย คือไม่เพ่งดูตั้งแต่เกิด. มีอะไร
ที่กล่าวให้ยิ่งไปอีก มีดังต่อไปนี้.
๑. ๒. ม. สงฺขา แก้เป็น สงฺขาย.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 275 (เล่ม 66)

พึงทราบคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อย-
รัดทั้งหลายในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห
คือเว้นจากความถือมั่น. ชื่อ อนุคฺคโห เพราะไม่มีการถือมั่น หรือเพราะ
ไม่ถือมั่น. บทว่า คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วางกิเลสเครื่องร้อยรัด
ทั้งหลาย คือสละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า
วิสชฺช สละแล้ว คือละโดยไม่ยึดมั่นอีก. บทว่า คถิเต รัด คือผูกแน่น.
บทว่า คนฺถิเต พัน คือพันไว้เหมือนจับด้าย. บทว่า พนฺเธ เหนี่ยวรั้ง
คือรั้งไว้อย่างดี. บทว่า วิพนฺเธ เกาะเกี่ยว คือเกาะเกี่ยวหลายอย่าง.
บทว่า ปลิพุทฺเธ พัวพัน คือผูกติดกันโดยรอบ. บทว่า พนฺธเน ผูก
ไว้ คือผูกไว้ด้วยกิเลส. บทว่า โผฏยิตฺวา คือ คลายแล้ว. บทว่า สชฺชํ๑
วิสชฺชํ กโรนฺติ ทำการปลดปล่อย คือทำให้เป็นของใช้ไม่ได้. บทว่า
วิโกปนฺติ คือ ทำให้แหลกไปเป็นชิ้น ๆ. มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านั้นอีก
มีดังต่อไปนี้.
นรชนเห็นปานนั้นพึงทราบคาถาว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะอันมี
ก่อน ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้นปรารภ
รูปในอดีตเป็นต้น. บทว่า นเว ไม่ทำอาสวะใหม่ ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้น
ปรารภรูปในปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า น ฉนฺทคู ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วย
ความพอใจ คือไม่ไปด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้น. บทว่า อนตฺตครหี ไม่
เป็นผู้ติเตียนคน คือไม่ติเตียนคนด้วยการกระทำและไม่กระทำ อย่างนี้แล
ชื่อว่าไม่ติเตียนตน. พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้น
กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง.
๑. ม. สจฺจํ.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 276 (เล่ม 66)

ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพธมฺเมสุ คือ ในธรรมอันได้แก่ทิฏฐิ
๖๒ อันมีประเภทอย่างนี้ว่า รูปที่เห็นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า
ปนฺนภาโร คือ เป็นผู้ปลงภาระแล้ว. บทว่า น กปฺปิโย คือ ไม่มี
กำหนด. อธิบายว่า ไม่ทำความกำหนดแม้ ๒ อย่าง. บทว่า นูปรโต
ไม่เข้าไปยินดี คือไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปยินดีดุจพระเสกขะผู้เป็น
กัลยาณปุถุชน. บทว่า น ปตฺถิโย ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีความ
ทะเยอทะยาน. จริงอยู่ ตัณหา ชื่อว่า ปตฺถิยา เพราะมีความปรารถนา.
ชื่อว่า น ปตฺถิโย เพราะไม่มีความปรารถนา. ก่อนหลังจากนี้มี
ความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้น ๆ. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนา
ได้มีผู้บรรลุเช่นกับที่กล่าวแล้วใน ปุราเภทสูตร นั่นแล.
จบอรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 277 (เล่ม 66)

ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔
[๗๐๐] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) ข้าพระองค์ขอทูลถาม
พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ผู้สงัด แสวงหาคุณ
ใหญ่ว่า ภิกษุเห็นอย่างไรแล้ว จึงไม่ถือมั่นซึ่งสังขาร
อะไรในโลก ย่อมดับ.
ว่าด้วยปุจฉามี ๓ อย่าง
[๗๐๑] ชื่อว่า ปุจฉา ในคำว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ปุจฉามี ๓ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ๑
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ๑ วิมติฉทนาปุจฉา ๑.
ทิฏฐโชตนาปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะใดที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่
พิจารณา ไม่เทียบเคียง ไม่กระจ่าง ไม่แจ่มแจ้งโดยปกติ บุคคลย่อม
ถามปัญหาเพื่อจะรู้ เพื่อเห็น เพื่อพิจารณา เพื่อเทียบเคียง เพื่อกระจ่าง
เพื่อแจ่มแจ้งซึ่งลักษณะนั้น นี้ชื่อว่า อทิฏฐโชตนาปุจฉา.
ทิฏฐสังสันทนาปุจฉาเป็นไฉน ลักษณะใดที่รู้ เห็น พิจารณา
เทียบเคียง กระจ่าง แจ่มแจ้งแล้วโดยปกติ บุคคลย่อมถามเพื่อต้องการ
สอบสวนลักษณะนั้นกับบัณฑิตอื่น ๆ นี้ชื่อว่า ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา.
วิมติเฉทนาปุจฉาเป็นไฉน บุคคลเป็นผู้แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง
สงสัยเป็นสองทางว่า เป็นอย่างนี้หรือหนอ หรือไม่เป็นอย่างนี้ เป็นอะไร
หนอ หรือเป็นอย่างไร บุคคลนั้นถามปัญหาเพื่อต้องการตัดความเคลือบ-
แคลงสงสัย นี้ชื่อว่า วิมติเฉทนาปุจฉา ปุจฉามี ๓ อย่างนี้.

277
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 278 (เล่ม 66)

ปุจฉาอีก ๓ อย่าง คือ มนุสสปุจฉา ๑ อมนุสสปุจฉา ๑ นิมมิต-
ปุจฉา ๑.
มนุสสปุจฉาเป็นไฉน มนุษย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา คือพวกภิกษุย่อมทูลถาม พวกภิกษุณีย่อม
ทูลถาม พวกอุบาสกย่อมทูลถาม พวกอุบาสิกาย่อมทูลถาม พระราชาย่อม
ทูลถาม กษัตริย์ย่อมทูลถาม พราหมณ์ย่อมทูลถาม แพศย์ย่อมทูลถาม
ศูทรย่อมทูลถาม คฤหัสถ์ย่อมทูลถาม บรรพชิตย่อมทูลถาม นี้ชื่อว่า
มนุสสปุจฉา.
อมนุสสปุจฉาเป็นไฉน พวกอมนุษย์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมทูลถามปัญหา คือนาคย่อมทูลถาม ครุฑย่อมทูลถาม
ยักษ์ย่อมทูลถาม อสูรย่อมทูลถาม คนธรรพ์ย่อมทูลถาม ท้าวมหาราช
ย่อมทูลถาม พระอินทร์ย่อมทูลถาม พรหมย่อมทูลถาม เทวดาย่อมทูล
ถาม นี้ชื่อว่าอมนุสสปุจฉา.
นิมมิตปุจฉาเป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตพระพุทธรูป
ใด อันสำเร็จด้วยพระหฤทัย มีอวัยวะครบทุกอย่าง มีอินทรีย์ไม่วิการ
พระพุทธนิมิตนั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ตรัสถาม
ปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนา นี้ชื่อว่านิมมิตปุจฉา ปุจฉามี
๓ อย่างนี้.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือ การถามถึงประโยชน์ตน ๑ การถามถึง
ประโยชน์ผู้อื่น ๑ การถามถึงประโยชน์ทั้งสองอย่าง ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงประโยชน์ในภพนี้ ๑ การถาม
ถึงประโยชน์ในภพหน้า ๑ การถามถึงประโยชน์อย่างยิ่ง ๑.

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 279 (เล่ม 66)

ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงประโยชน์ไม่มีโทษ ๑ การ
ถามถึงประโยชน์ไม่มีกิเลส ๑ การถามถึงประโยชน์แห่งธรรมขาว ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงธรรมส่วนอดีต ๑ การถามถึง
ธรรมส่วนอนาคต ๑ การถามถึงธรรมส่วนปัจจุบัน ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงธรรมเป็นภายใน ๑ การถาม
ถึงธรรมเป็นภายนอก ๑ การถามถึงธรรมทั้งเป็นภายในและภายนอก ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงกุศลธรรม ๑ การถามถึง
อกุศลธรรม ๑ การถามถึงอพยากตธรรม ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงขันธ์ ๑ การถามถึงธาตุ ๑
การถามถึงอายตนะ ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงสติปัฏฐาน ๑ การถามถึง
สัมมัปปธาน ๑ การถามถึงอิทธิบาท ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงอินทรีย์ ๑ การถามถึงพละ ๑
การถามถึงโพชฌงค์ ๑.
ปุจฉามีอีก ๓ อย่าง คือการถามถึงมรรค ๑ การถามถึงผล ๑
การถามถึงนิพพาน ๑.
คำว่า ขอทูลถามพระองค์ ความว่า ขอทูลถาม ขออ้อนวอน
ขอเชื้อเชิญ ขอวิงวอนว่า ขอได้โปรดตรัสบอกธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอทูลถามพระองค์.
คำว่า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ความว่า พระสุริยะ เรียกว่า
พระอาทิตย์ พระอาทิตย์เป็นโคดมโดยโคตร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็
เป็นโคดมโดยพระโคตร พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏโดยโคตรพระอาทิตย์

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 280 (เล่ม 66)

เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอทูลถามพระองค์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์
พระอาทิตย์.
ว่าด้วยวิเวก ๓ อย่าง
[๗๐๒] ชื่อว่า วิเวก ในคำว่า ผู้สงัด มีสันติบท แสวงหาคุณ
ใหญ่ ดังนี้ วิเวกมี ๓ อย่าง คือ กายวิเวก ๑ จิตตวิเวก ๑ อุปธิวิเวก ๑.
กายวิเวกเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอัน
สงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง
และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่ เธอเดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้
เดียว เข้าสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งในที่หลีกเร้นผู้เดียว
อธิษฐานจงกรมผู้เดียว ผู้เดียวเที่ยวไป ยับยั้งอยู่ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ
เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา นี้ชื่อว่ากายวิเวก.
จิตตวิเวกเป็นไฉน ภิกษุบรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุ
ทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุ
จตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิต
สงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และมานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตน-
ฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นพระโสดาบัน
มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจ-
ฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น
เป็นพระสกทาคามี มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 281 (เล่ม 66)

กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ ๆ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่า
เดียวกันกับกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น เป็นพระอนาคามี มีจิตสงัดจาก
กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ๆ
และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น เป็น
พระอรหันต์ มีจิตสงัดจากรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย
ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้น
นั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่า จิตตวิเวก.
อุปธิวิเวกเป็นไฉน กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่า
อุปธิ อมตนิพพาน เรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอกตัณหา เป็นที่
ดับตัณหา เป็นที่ออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่า อุปธิวิเวก.
ก็กายวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ
จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้ว
อย่างยิ่ง อุปธิวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิ ถึงซึ่งนิพพานอันเป็น
วิสังขาร.
คำว่า สันติ ได้แก่สันติบ้าง สันติบทบ้าง โดยอาการอย่างเดียวกัน
ก็สันติบทนั้นนั่นแล คือ อมตนิพพาน ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้ง-
ปวง . . . เป็นที่ออกจากตัณหาเครื่องร้อยรัด สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสว่า บทใด คือ ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง . . . เป็นที่ออกจาก
ตัณหาเครื่องร้อยรัด บทนั้นเป็นความสงบ เป็นธรรมชาติประณีต อีก
อย่างหนึ่ง โดยอาการอื่น ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุความสงบ
เพื่อถูกต้องความสงบ เพื่อทำให้แจ้งความสงบ คือ สติปัฏฐาน ๔

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 282 (เล่ม 66)

สัมมัปปธาน อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริย-
มรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้ เรียกว่าสันติบท บทสงบ ตาณบท บทที่
ต้านทาน เลณบท บทที่ซ่อนเร้น สรณบท บทที่พึ่ง อภยบท บทไม่มีภัย
อัจจุตบท บทไม่เคลื่อน อมตบท บทไม่ตาย นิพพานบท บทดับตัณหา.
คำว่า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสวงหาคุณใหญ่ คือทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งศีลขันธ์ใหญ่
สมาธิขันธ์ใหญ่ ปัญญาขันธ์ใหญ่ วิมุตติขันธ์ใหญ่ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์
ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหาคุณใหญ่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งความทำลาย
กองมืดใหญ่ ความทำลายวิปลาสใหญ่ ความถอนลูกศรคือตัณหาใหญ่
ความปลดเปลื้องโครงคือทิฏฐิใหญ่ ความกำจัดธงคือมานะใหญ่ ความ
ระงับอภิสังขารใหญ่ ความปิดกั้นโอฆะใหญ่ ความปลงภาระใหญ่ ความ
ดับสังสารวัฏใหญ่ ความดับความเดือดร้อนใหญ่ ความระงับความเร่าร้อน
ใหญ่ ความยกขึ้นซึ่งธงคือธรรมใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้แสวงหา
คุณใหญ่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งสติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริย-
มรรคมีองค์ ๘ อมตนิพพานเป็นปรมัตถ์ใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้
แสวงหาคุณใหญ่.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้อันสัตว์ทั้งหลายที่มีศักดิ์มาก
แสวงหา เสาะหา ค้นหาว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าเป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดาประทับอยู่ที่ไหน

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 283 (เล่ม 66)

พระพุทธเจ้าผู้องอาจกว่านรชนประทับอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้
แสวงหาคุณใหญ่ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้สงัด มีสันติบท แสวงหา
คุณใหญ่.
[๗๐๓] คำว่า ภิกษุเห็นอย่างไรแล้ว . . .ย่อมดับ ความว่า ภิกษุ
เห็น พบ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง
อย่างไรจึงดับ สงบ เข้าไปสงบ เข้าไปสงบวิเศษ ระงับ ซึ่งราคะ โทสะ
โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความ
ริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี
ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริต
ทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อน
ทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวงของตน. คำว่า ภิกษุ คือภิกษุที่เป็น
กัลยาณปุถุชนหรือภิกษุที่เป็นเสขบุคคล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุเห็น
อย่างไรแล้ว . . . ย่อมดับ.
[๗๐๔] คำว่า ไม่ถือมั่นซึ่งสังขารอะไรในโลก ความว่า ไม่ถือ
มั่น ไม่ยึด ไม่จับต้องด้วยอุปาทาน ๔. คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก
มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก อายตนโลก. คำว่า สังขารอะไร คือ
สังขารอะไร ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ไม่ถือมั่นซึ่งสังขารอะไรในโลก เพราะฉะนั้น พระพุทธนิมิตนั้น
จึงตรัสถามว่า
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระ-
อาทิตย์ ผู้สงัด มีสันติบท แสวงหาคุณใหญ่ว่า ภิกษุเห็น
อย่างไรแล้วจึงไม่ถือมั่นซึ่งสังขารอะไรในโลก ย่อมดับ.

283