ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 66)

เอาเอง อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าว บอก พูด แสดง
แถลง ซึ่งสัจจะที่คนรวบรวมมาด้วยความตรึก ที่ตนคิดกันด้วยความ
พิจารณาที่ตนรู้ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์
เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัส
ถามว่า
เพราะเหตุไรหนอ พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะ
ไปต่าง ๆ คือ เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ยืนยันสัจจะ
หลายอย่าง ก็สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็น
สัจจะหลายอย่างต่าง ๆ กัน หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่า
นั้นย่อมระลึกตรึกเอาเอง.
[๕๖๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) สัจจะมากอย่าง
ต่าง ๆ กัน มิได้มีเลย เว้นแต่สัจจะที่แน่นอน ด้วยสัญญา
ในโลก พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย
แล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า คำของเราจริง คำ
ของท่านเท็จ.
ว่าด้วยความจริงไม่ต่างกัน
[๕๖๑] คำว่า สัจจะมากอย่างต่าง ๆ กันมิได้มีเลย ความว่า
สัจจะมากอย่าง ต่าง ๆ กัน หลายอย่าง อื่น ๆ เป็นอันมากมิได้มีเลย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะมากอย่างต่าง ๆ กันมิได้มีเลย.

194
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 195 (เล่ม 66)

[๕๖๒] คำว่า เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก ความ
ว่า เว้นจากสัจจะที่ถือว่าเที่ยงด้วยสัญญา กล่าวว่า สัจจะอย่างเดียวเท่านั้น
ที่บัณฑิต กล่าว พูด แสดง แถลง ในโลก ได้แก่ทุกขนิโรธ นิพพาน
ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา
ความสำรอกตัณหา ความดับตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อย
รัด อีกอย่างหนึ่ง มรรคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิ-
ปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งจิตมั่น
ชอบ เรียกว่า เป็นสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เว้นแต่สัจจะ
ที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก.
[๕๖๓] คำว่า ก็พวกสมณพราหมณ์คำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย
แล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่าง คำของเราจริง คำของท่านเท็จ
ความว่า พวกสมณพราหมณ์ตรึกตรองดำริแล้ว ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด
ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ในบังเกิดเฉพาะ ครั้นแล้วได้กล่าว บอก พูด
แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าว
ธรรมเป็น ๒ อย่าง คำของเราจริง คำของท่านเท็จ เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
สัจจะมากอย่างต่าง ๆ กันมิได้มีเลย เว้นแต่สัจจะที่
แน่นอน ด้วยสัญญาในโลก ก็พวกสมณพราหมณ์ดำริ
ตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลายแล้ว ได้กล่าวธรรมเป็น ๒ อย่าง
ว่า คำของเราจริง คำของท่านเท็จ.

195
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 196 (เล่ม 66)

[๕๖๔] เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้
ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงอารมณ์
ดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิ เป็นที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริง
อยู่กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด.
เจ้าทิฏฐิแสดงความดูหมิ่นผู้อื่น
[๑๖๕] คำว่า เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือรูปที่เห็น เสียง
ที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น
ความว่า เจ้าทิฏฐิอาศัย คือ เข้าไปอาศัย ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งรูป
ที่เห็นบ้าง ความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความ
หมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตร
บ้าง ความหมดจดเพราะวัตรบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะ
อารมณ์ที่ทราบบ้าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล
พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ. คำว่า อาศัยธรรมเหล่านี้ เป็นผู้แสดงความ
ดูหมิ่นผู้อื่น ความว่า เจ้าทิฏฐินั้น ไม่นับถือ แม้เพราะเหตุนั้น จึง
ชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น อีกอย่างหนึ่ง ยังโทมนัสให้เกิด แม้เพราะ
เหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้แสดงความดูหมิ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐิ
อาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์
ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความดูหมิ่นผู้อื่น.
[๕๖๖] คำว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ ความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า วินิจฉัย. เจ้าทิฏฐิตั้งอยู่ ตั้งมั่น ถือ ยึดมั่น
ถือมั่น ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็น

196
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 197 (เล่ม 66)

ที่วินิจฉัยแล้ว. คำว่า ร่าเริงอยู่ คือ เป็นผู้ยินดี หัวเราะ ร่าเริง ชอบใจ
มีความดำริบริบูรณ์ อีกอย่างหนึ่ง หัวเราะจนฟันปรากฏ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นที่วินิจฉัย ร่าเริงอยู่.
[๕๖๗] คำว่า กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด ความว่า
กล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นเป็นพาล เลวทราม
ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่รู้แจ้ง ไปแล้วในอวิชชา
ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าว
ว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
ตอบว่า
เจ้าทิฏฐิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้
ยิน ศีล พรต หรืออารมณ์ที่ทราบ เป็นผู้แสดงความ
ดูหมิ่นผู้อื่น และตั้งอยู่ในทิฏฐิเป็นที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่
กล่าวว่า คนอื่นเป็นพาล ไม่ฉลาด.
[๕๖๘] เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็
กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้าง
ว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูด
เช่นนั้นเหมือนกัน.
เจ้าทิฏฐิเห็นคนอื่นเป็นพาล
[๕๖๙] คำว่า เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด
ความว่า เจ้าทิฏฐิเห็น มองเห็น แลดู เพ่งพินิจ พิจารณาซึ่งบุคคลอื่น

197
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 198 (เล่ม 66)

โดยความเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ด้วยเหตุ
ใด คือ ด้วยปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้า
ทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด.
[๕๗๐] คำว่า และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น
ความว่า ตน เรียกว่า อาตมา เจ้าทิฏฐิแม้นั้น กล่าวถึงตนว่า เราเป็น
ผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มี
ปัญญาทำลายกิเลส ด้วยเหตุนั้น คือ ด้วยปัจจัย การณ์ เหตุเป็นแดน
เกิดนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และก็กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น.
[๕๗๑] คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าคนฉลาดด้วยตนเอง ความ
ว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าคนฉลาดด้วยตนเอง คืออวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต
อวดอ้างว่าเป็นธีรชน อวดอ้างว่าเป็นผู้มีญาณ อวดอ้างว่าพูดโดยเหตุ
อวดอ้างว่าพูดโดยลักษณะ อวดอ้างว่าพูดโดยการณ์ อวดอ้างว่าพูดโดย
ฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นอวดอ้างว่าตน
ฉลาดด้วยตนเอง.
[๕๗๒] คำว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน
ความว่า เพราะไม่นับถือ จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น อีกอย่างหนึ่ง
เพราะยังโทมนัสให้เกิด จึงชื่อว่า ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น. คำว่า และพูด
เช่นนั้นเหมือนกัน ความว่า ย่อมพูดถึงทิฏฐินั้นว่า แม้ด้วยเหตุดังนี้
บุคคลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อม
ดูหมิ่นบุคคลอื่น และพูดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า

198
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 199 (เล่ม 66)

เจ้าทิฏฐิเห็นบุคคลอื่นว่าเป็นพาลด้วยเหตุใด และก็
กล่าวถึงตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเหตุนั้น เจ้าทิฏฐินั้นอวด-
อ้างว่าตนฉลาดด้วยตนเอง ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่น และ
พูดเช่นนั้นเหมือนกัน.
[๕๗๓] เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ (ทิฏฐิล่วง
แก่นสาร) เป็นผู้เมาด้วยความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตน
เองด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น.
ทิฏฐิ ๖๒ เรียกอติสารทิฏฐิ
[๕๗๔] คำว่า เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ ความ
ว่า ทิฏฐิ ๖๒ ประการ เรียกว่า อติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร ทิฏฐิ ๖๒
ประการ จึงเรียกว่า อติสารทิฏฐิ ทิฏฐิทั้งปวงนั้น ล่วงเหตุ ล่วงลักษณะ
ถึงความเป็นของต่ำช้า เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิ ๖๒ ประการ จึงเรียกว่า
อติสารทิฏฐิ เดียรถีย์แม้ทั้งหมดเป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เพราะเหตุไร เดียรถีย์
แม้ทั้งหมด จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ เดียรถีย์เหล่านั้น ล่วง ก้าวล่วง
ล่วงเลยกันและกัน ยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม ให้บังเกิด ให้
บังเกิดเฉพาะ เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ทั้งหมด จึงชื่อว่า เป็นผู้มีอติสารทิฏฐิ.
คำว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์ ความว่า เป็นผู้บริบูรณ์เต็มรอบ ไม่
บกพร่องด้วยอติสารทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้บริบูรณ์
ด้วยอติสารทิฏฐิ.

199
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 200 (เล่ม 66)

[๕๗๕] คำว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ
ความว่า เป็นผู้เมา เมาทั่ว เมาขึ้น เมายิ่ง ด้วยความถือตัว เพราะทิฏฐิ
ของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว. คำว่า มีความ
ถือตัวเต็มรอบ ความว่า มีความถือตัวเต็มรอบ มีความถือตัวบริบูรณ์
มิได้บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้เมาด้วยความถือตัว มีความ
ถือตัวเต็มรอบ.
[๕๗๖] คำว่า อภิเษกตนเองด้วยใจ ความว่า ย่อมอภิเษกตน
เองด้วยจิตว่า เราเป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ
มีปัญญาแจ่มแจ้ง ปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อภิเษกตน
เองด้วยใจ.
[๕๗๗] คำว่า เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้น ความ
ว่า ทิฏฐินั้น ของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น คือเป็นทิฏฐิอันเจ้าทิฏฐิ
นั้นสมาทาน ถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปแล้วอย่างนั้น เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
เจ้าทิฏฐินั้น เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอติสารทิฏฐิ เป็นผู้
เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวเต็มรอบ อภิเษกตนเอง
ด้วยใจ เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้น บริบูรณ์อย่างนั้น.
[๕๗๘] ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคล
นั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีก

200
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 201 (เล่ม 66)

อย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้ ใคร ๆ
ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.
[๕๗๙] คำว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้
ความว่า ถ้าคนอื่นเป็นคนพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย
เพราะคำ เพราะถ้อยคำ คือ เพราะเหตุนินทา ติเตียน ค่อนว่าของคน
อื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้.
[๕๘๐] คำว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วย
คนอื่นนั้น ความว่า แม้บุคคลนั้นก็เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม
มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย พร้อม
ด้วยคนอื่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทราม
พร้อมด้วยคนอื่นนั้น.
[๕๘๑] คำว่า อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเอง
ไซร้ ความว่า บุคคลเป็นธีรชน เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญา มีความรู้
มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้.
[๕๘๒] คำว่า ใคร ๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็น
คนพาล ความว่า ใคร ๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ เป็นคนพาล เลว
ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ไม่มี คือ คนทั้งหมดนั่นแหละ
จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาใหญ่
มีปัญญาอุดม มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ ในบรรดา
สมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสตอบว่า

201
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 202 (เล่ม 66)

ก็ถ้าบุคคลเป็นผู้เลวเพราะคำของคนอื่นไซร้ บุคคล
นั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทรามพร้อมด้วยคนอื่นนั้น อีก
อย่างหนึ่ง ถ้าบุคคลเป็นเวทคู เป็นธีรชนเองไซร้ ใคร ๆ
ในบรรดาสมณพราหมณ์ ย่อมไม่เป็นคนพาล.
[๕๘๓] ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชน
เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้
ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนั้นโดยทิฏฐิ
มาก เพราะพวกเดียรถีย์นั้นเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความกำหนัด
เพราะทิฏฐิของตน.
[๕๘๔] คำว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้
ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์
ความว่า ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค
อื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ พลั้ง พลาด คลาด เคลื่อน
ทางแห่งความหมดจด ทางแห่งความหมดจดรอบ ทางแห่งความผ่องแผ้ว
ทางแห่งความผ่องแผ้วรอบ ชื่อว่าพลาดจากอรหัตผล เป็นผู้ไม่บริบูรณ์
ไม่เต็มเปี่ยม ไม่เต็มรอบ คือ เป็นพวกเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความ
หมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์.
ทิฏฐิเรียกว่าติตถะ
[๕๘๕] คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก
ความว่า ทิฏฐิเรียกว่า ติตถะ เจ้าทิฏฐิเรียกว่า พวกเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 203 (เล่ม 66)

ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิมาก โดยทิฏฐิมาก เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกเดียรถีย์ ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก.
[๕๘๖] คำว่า เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความ
กำหนัด เพราะทิฏฐิของตน ความว่า เดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผู้ยินดี
ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ
พวกเดียรถีย์ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัด เพราะทิฏฐิของตน เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใด ย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชน
เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้พลาดหางแห่งความหมดจด เป็นผู้
ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยทิฏฐิมาก
เพราะพวกเดียรถีย์นั้น เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความกำหนัด
เพราะทิฏฐิของตน.
[๕๘๗] พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีในธรรมนี้
เท่านั้น ไม่กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมทั้งหลายอื่น
พวกเดียรถีย์ตั้งนั่นแม้อย่างนี้ โดยทิฏฐิมาก เป็นผู้กล่าว
ยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตนนั้น.
ว่าด้วยทิฏฐิของพวกเดียรถีย์
[๕๘๘] คำว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่า มีใน
ธรรมนี้เท่านั้น ความว่า พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าว บอก พูด แสดง แถลง
ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น

203