ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 184 (เล่ม 66)

ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้น
จึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ย่อมวิวาท
และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์
เหล่านี้ วาทะไหนจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้
ทั้งหมดต่างก็อ้างคนว่าเป็นผู้ฉลาด.
[๕๓๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ข้าพระองค์ไม่
อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล ลามก มี
ปัญญาเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มีปัญญา
เสื่อมทราม สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบ
ในทิฏฐิ.
[๕๓๑] คำว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น ความว่า ไม่อนุญาต
ไม่เห็นตาม ไม่อนุมัติ ไม่อนุโมทนา ซึ่งธรรม คือทิฏฐิ ปฏิปทา
มรรค ของคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น.
[๕๓๒] คำว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว ความว่า
คนอื่นเป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว
มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญา
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนอื่นเป็นพาล ลามก มีปัญญาเลว.
[๕๓๓] สมณพราหมณ์ทั้งหมดเป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดเทียว เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า
ลามก สกปรก ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 185 (เล่ม 66)

มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณะพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มีปัญญาเสื่อมทราม.
[๕๓๔] คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความอยู่รอบ
ในทิฏฐิ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นผู้ดำเนินไปด้วย
ทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น
ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่
อยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ เปรียบเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่า
ย่อมอยู่ในเรือน พวกบรรพชิตผู้มีอาบัติ ชื่อว่าย่อมอยู่ในอาบัติ หรือ
พวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลสฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณ-
พราหมณ์ทั้งปวงเทียว มีความอยู่รอบในทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ข้าพระองค์ไม่อนุญาตธรรมของคนอื่น คนอื่นเป็นพาล
ลามก มีปัญญาเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมด เป็นพาล มี
ปัญญาเสื่อมทราม สมณพราหมณ์ทั้งปวงนี้เทียว มีความ
อยู่รอบในทิฏฐิ.
[๕๓๕] ก็ถ้าพวกสมณะพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของ
คน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้
บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใคร ๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญา
เสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์
แม้เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.
[๕๓๖] คำว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน ความว่า
เป็นผู้ผ่องแผ้ว ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิ ความควร ความ

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 66)

ชอบใจ ลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็ถ้าเป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะ
ทิฏฐิของตน.
[๕๓๗] คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความ
รู้ไซร้ ความว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจด มีปัญญาหมดจดวิเศษ มีปัญญา
หมดจดรอบ มีปัญญาผ่องแผ้ว มีปัญญาผ่องใส อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้มี
ความเห็นหมดจด มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบ
มีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มี
ปัญญาหมดจดดี. คำว่า เป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต
มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด. คำว่า มีความรู้
ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ
มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มี
ปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.
[๕๓๘] คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร ๆ จะไซร้
เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใคร ๆ
จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มี
ปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย สมณพราหมณ์ทั้งหมด จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ
มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดม
มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใคร ๆ
จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ.
[๕๓๙] คำว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์
เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น ความว่า ทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ-

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 187 (เล่ม 66)

พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์ สมาทาน ถือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ
น้อมใจไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอัน
สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของ
ตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้
บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใคร ๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญา
เสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์
แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.
[๕๔๐] คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล
ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์
ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้นแหละ พวก
สมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
[๕๔๑] ศัพท์ว่า น ในคำว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง
เป็นศัพท์ปฏิเสธ. คำว่า ทิฏฐินั้น คือ ทิฏฐิ ๖๒ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์
จึงไม่กล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น
ประกาศทิฏฐิ ๖๒ นั้นว่า จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง.
[๕๔๒] คำว่า คนคู่ ในคำว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกัน-
และกันว่าเป็นพาล ความว่า คน ๒ คน ได้แก่คนสองคนผู้ความ

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 188 (เล่ม 66)

ทะเลาะกัน คนสองคนผู้ทำความหมายมั่นกัน คนสองคนผู้ทำความอื้อฉาว
กัน คนสองคนผู้ทำความวิวาทกัน คนสองคนผู้ก่ออธิกรณ์กัน คนสอง
คนผู้พูดกัน คนสองคนผู้ปราศรัยกัน คนคู่เหล่านั้น กล่าว บอก พูด
แสดง แถลง กะกันและกันอย่างนี้ว่า ท่านเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า
ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใด
กะกันและกันว่าเป็นพาล.
[๕๔๓] คำว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง
ความว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง โดยอ้างว่า โลก
เที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เทียง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่น
เปล่า ฯลฯ สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้
สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์
ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง.
[๕๘๔] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวก
สมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะ
การณ์นั้นจึงเห็น คือ มองเห็น แลดู เพ่งดู พินิจดู พิจารณาดูซึ่งคน
อื่นว่า เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า
คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล
ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์
ได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่าจริง เพราะเหตุนั้นแหละ พวก
สมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 189 (เล่ม 66)

[๕๔๕] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บาง
พวก กล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวกอื่น
ก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ
ทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวกสมณ-
พราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.
[๕๔๖] คำว่า สมณพราหมณ์ บางพวกกล่าวธรรมค่าจริงแท้
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่าหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่ง
ธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ จริง แท้
เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์
บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้.
[๕๔๗] คำว่า สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่า
เปล่าเท็จ ความว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง
แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรม
นี้เปล่าเท็จ ไม่เป็นจริง เหลวไหล ไม่เป็นตามจริง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ.
[๕๔๘] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว
วิวาทกัน ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น
ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน คือ ทำความทะเลาะกัน ทำความ
หมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรม-
วินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน.

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 190 (เล่ม 66)

[๕๔๙] คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไร พวก
สมณพราหมณ์ จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะ การณะ
เหตุ ปัจจัย นิทาน สมุทัย ชาติ เหตุเป็นแดนเกิดอะไร พวกสมณ-
พราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่าง ๆ กัน กล่าวหลาย
อย่าง กล่าวคำอื่น ๆ กล่าว พูด บอก แสดง แถลงมากอย่าง เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่าง
เดียวกัน เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์ต่างพวก กล่าวธรรมใดว่าจริงแท้
สมณพราหมณ์แม้พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน
เพราะเหตุไร พวกสมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่าง
เดียวกัน.
[๕๕๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ก็หมู่สัตว์รู้ชัด
สัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้
มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวดสัจจะต่าง ๆ
ไปเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าว
เป็นอย่างเดียวกัน.
ว่าด้วยสัจจะมีอย่างเดียว
[๕๕๑] คำว่า สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง
ความว่า นิพพาน คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ความสงบสังขารทั้งปวง

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 191 (เล่ม 66)

ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกตัณหา ความดับ
ตัณหา ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว
อีกอย่างหนึ่ง มรรคสัจจะ นิยยานสัจจะ ได้แก่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ
การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจ
มั่นชอบ เรียกว่าสัจจะอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สัจจะนั้นมีอย่าง
เดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง.
[๕๕๒] คำว่า ใด ในคำว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาท
กัน ความว่า ในสัจจะใด. คำว่า ปชา เป็นชื่อของสัตว์ หมู่สัตว์ รู้ชัด
รู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้ปรุโปร่ง รู้ตลอด ซึ่งสัจจะใด ไม่พึงทำความทะเลาะกัน
ไม่พึงทำความหมายมั่นกัน ไม่พึงทำความแก่งแย่งกัน ไม่พึงทำความ
วิวาทกัน ไม่พึงทำความมุ่งร้ายกัน คือ ละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป ให้
ถึงความไม่มี ซึ่งความทะเลาะกัน ความหมายมั่นกัน ความแก่งแย่งกัน
ความวิวาทกัน ความมุ่งร้ายกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะ
ใด ไม่พึงวิวาทกัน.
[๕๕๓] คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่าง ๆ ไปเอง
ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น อวด พูด บอก กล่าว แสดง แถลง
ซึ่งสัจจะต่าง ๆ ไปเองว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า โลก
ไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่
เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
สมณพราหมณ์เหล่านั้นอวดสัจจะต่าง ๆ ไปเอง.

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 192 (เล่ม 66)

[๕๕๔] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้น สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน ความว่า เพราะเหตุนั้น
คือ เพราะการณะ เหตุ ปัจจัย นิทานนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึง
ไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน คือ กล่าวต่าง ๆ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำ
อื่น ๆ กล่าว บอก พูด แสดง แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน เพราะ-
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ก็หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใด ไม่วิวาทกัน สัจจะนั้นมีอย่าง
เดียวเท่านั้น มิได้มี ๒ อย่าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น
อวดสัจจะต่าง ๆ ไปเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์
เหล่านั้นจึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.
[๕๕๕] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) เพราะเหตุไรหนอ
พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ คือ เป็นผู้อ้าง
ตนว่าเป็นผู้ฉลาด กล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง ก็สัจจะ
ที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะมากอย่าง
ต่าง ๆ กัน หรือสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมระลึกตรึก
เอาเอง.
[๕๕๖] คำว่า เพราะเหตุไร ในคำว่า เพราะเหตุไรหนอ พวก
สมณพราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ ความว่า เพราะเหตุไร คือ
เพราะการณะ เหตุ ปัจจัย นิทานอะไร พวกสมณพราหมณ์จึงกล่าว
สัจจะต่าง ๆ คือ กล่าวหลายอย่าง กล่าวคำอื่น ๆ กล่าว บอก พูด แสดง

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 66)

แถลงมากอย่าง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุไรหนอ พากสมณ-
พราหมณ์จึงกล่าวสัจจะไปต่าง ๆ.
[๕๕๗] คำว่า กล่าวยืนยัน ในคำว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด
กล่าวยืนยันสัจจะหลายอย่าง ความว่า พูดพร่ำมากไป จึงชื่อว่ากล่าว
ยืนยันบ้าง อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวยืนยัน คือ
บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งทิฏฐิของตน ๆ ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้แหละ
จริง สิ่งอื่นเปล่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปย่อมเป็น
อีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า. คำว่า
เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด คือ กล่าวว่าคนเป็นบัณฑิต กล่าวว่าคนเป็น
ธีรชน กล่าวว่าตนเป็นผู้มีญาณ กล่าวว่าคนพูดโดยเหตุ กล่าวว่าตนพูด
โดยลักษณะ กล่าวว่าตนพูดโดยการณ์ กล่าวว่าตนพูดโดยฐานะ
โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดกล่าว
ยืนยัน.
[๕๕๘] คำว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะ
มากอย่างต่าง ๆ กัน ความว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว
เป็นสัจจะมาก ต่าง ๆ หลายอย่าง อื่น ๆ เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า สัจจะที่พวกสมณพราหมณ์ฟังมาแล้ว เป็นสัจจะหลายอย่างต่าง ๆ
กัน.
[๕๕๙] คำว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึกเอา
เอง ความว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมดำเนินไป เลื่อนไป
เคลื่อนไป เป็นไป ด้วยความตรึก ด้วยความตรอง ด้วยความดำริ แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมระลึกตรึก

193