ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 174 (เล่ม 66)

ยโตนิทานํ ความว่า อรรถนั้นใด คือความไม่มีและความมีแห่งความ
ดีใจและความเสียใจ ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถนั้นว่า มีสิ่งใดเป็น
นิทานแก่ข้าพระองค์ ในบทนี้ เปลี่ยนรูปลิงค์. ควรจะเป็นดังที่ท่าน
อธิบายไว้ว่า สาตาสาตานํ วิภโว ภโว จาติ โย เอส อตฺโถ เอตมฺมํ
ปพฺรูหิ. ความอย่างเดียวกับที่กล่าวแล้ว. ในบทว่า ยโตนิทานํ นี้ พึงทราบ
โดยอรรถว่า ความไม่มีและความมี คือความเห็นว่าไม่มีและมีนั่นเอง
อันเป็นวัตถุแห่งความดีใจและความเสียใจ. เป็นความจริงดังนั้นในฝ่าย
แก้ปัญหานี้ แม้ความเห็นว่ามี ก็มีผัสสะเป็นนิทาน แม้ความเห็นว่าไม่มี
ก็มีผัสสะเป็นนิทาน เพราะเหตุนั้น จักกล่าวในนิเทศต่อไป. ในนิเทศ
แห่งคาถานี้ไม่มีข้อที่ควรกล่าว.
บทว่า อิโตนิทานํ คือ มีผัสสะเป็นนิทาน. บทว่า กิสฺมึ วิภูเต
น ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่ออะไรไม่มีผัสสะจึงไม่ถูกต้อง คือเมื่ออะไรล่วงไปแล้ว
ผัสสะ ๕ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น จึงไม่ถูกต้อง แม้คาถานี้ก็ไม่มีอะไรควรกล่าว.
บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนาม
และรูป คือเพราะอาศัยนามที่ประกอบกัน และรูปคือวัตถุเป็นอารมณ์.
บทว่า รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง
คือเมื่อรูปล่วงแล้ว ผัสสะ ๕ จึงไม่ถูกต้อง.
บทว่า ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส ประชุมธรรม ๓ ประการ ผัสสะ
จึงเกิดขึ้น. คือผัสสะย่อมเกิดขึ้นเพราะประชุมธรรม ๓ ประการ คือจักษุ
รูปและวิญญาณ. บทว่า จกฺขุญฺจ รูปา จ รูปสฺมึ จักษุรูป ในส่วนรูป
คือ ประสาทจักษุ รูปารมณ์ อารมณ์ตั้งไว้ในส่วนรูป. บทว่า จกฺขุสมฺผสฺสํ
ฐเปตฺวา เว้นจักษุสัมผัส คือปล่อยผัสสะอันเกิดขึ้นเพราะประชุมธรรม

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 175 (เล่ม 66)

๓ ประการ. บทว่า สมฺปยุตฺตกา ธมฺมา นามสฺมึ สัมปยุตธรรมในส่วน
นาม ธรรมในส่วนนามเกิดพร้อมกับผัสสะ มีเวทนาเป็นต้นที่เหลือ.
แม้ในบทว่า โสตญฺจ ปฏิจฺจ อาศัยหูเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จตูหิ การเณหิ รูปํ วิภูตํ โหติ คือ รูปล่วงไปด้วยเหตุ ๔ อย่าง
(โดยการรู้ โดยการพิจารณา โดยการละ โดยการก้าวล่วง). บทว่า
ญาตวิภูเตน โดยการรู้ คือทำให้ปรากฏแล้วก้าวล่วง. บทว่า ตีรณวิภูเตน
โดยการพิจารณา คือพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้ว
ก้าวล่วง. บทว่า ปหานวิภูเตน โดยการละ คือโดยการล่วงไป เพราะ
ละฉันทราคะ. บทว่า สมติกฺกมวิภูเตน โดยการก้าวล่วง คือโดยการ
ก้าวล่วงด้วยสามารถการได้อรูปสมาบัติ ๔.
บทว่า กถํ สเมตสฺส คือ ปฏิบัติอย่างไร. บทว่า วิโภติ รูปํ รูปจึง
ไม่มี หรือไม่พึงมี. บทว่า สุขํ ทุกฺขํ วา ความว่า พระพุทธนิมิตทูลถาม
ถึงรูปที่น่าปรารถนา และไม่น่าปรารถนานั่นเอง.
บทว่า ชาเนยฺยาม คือ จักรู้. บทว่า อาชาเนยฺยาม คือ จักรู้ทั่ว
ถึง. บทว่า วิชาเนยฺยาม คือ จักรู้แจ้งหลาย ๆ อย่าง. บทว่า ปฏิวิชา-
เนยฺยาม จักรู้แจ่มเเจ้ง คือจักรู้โดยชอบ. บทว่า ปฏิวิชฺเฌยฺยาม จัก
แทงตลอด คือจักตรัสรู้ด้วยจิต.
บทว่า น สญฺญสญฺญี บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญา โดยสัญญาปกติ
คือบุคคลนั้นไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างนี้ รูป
จึงไม่มี. บทว่า น วิสญฺญสญฺญญ บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ
คือไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ แม้ไม่มีสัญญา ได้แก่คนบ้าหรือคน
มีจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า โนปิ อสญฺญี ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญา คือแม้เว้นจาก

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 176 (เล่ม 66)

สัญญาก็ไม่ใช่. ได้แก่ ท่านผู้เข้านิโรธ หรือสัตว์ไม่มีสัญญา. บทว่า น
วิภูตสญฺญี ไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา คือไม่เป็นผู้มีสัญญาก้าวล่วงแล้ว
โดยนัยมีอาทิว่า สพฺพโส รูปสญฺญานํ แห่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
คือได้อรูปฌาน. บทว่า เอวํ สเมตสฺส วิโภติ รูปํ เมื่อปฏิบัติอย่างนี้รูปจึง
ไม่มี คือบุคคลนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ ไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีสัญญา
โดยสัญญานี้แล้ว ฯลฯ ย่อมนำจิตที่ท่านกล่าวไว้แล้วนั้นไป เพื่อได้
อากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้นเมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างนี้ คือมีความ
พร้อมในอรูปมรรค รูปจึงไม่มี. บทว่า สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา
เพราะส่วนแห่งธรรมที่เนิ่นช้ามีสัญญาเป็นนิทาน ท่านแสดงไว้ว่า แม้เมื่อ
บุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ ธรรมที่เนิ่นช้ามีตัณหาเป็นต้น อันมีสัญญานั้น
เป็นนิทานเป็นอันยังละไม่ได้เลย.
บทว่า อสญฺญฺโน วุจฺจนฺติ นิโรธสมาปนฺนา ผู้เข้านิโรธท่านเรียกว่า
เป็นผู้ไม่มีสัญญา คือผู้เข้านิโรธเพราะดับสัญญาและเวทนา ท่านกล่าวว่า
เป็นผู้ไม่มีสัญญา เพราะสัญญาไม่มี. บทว่า อสญฺญสตฺตา เป็นอสัญญีสัตว์
คือเกิดในอสัญญีภพ เพราะไม่มีสัญญาโดยประการทั้งปวง. บทว่า โส ใน
บทนั้นว่า โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ได้แก่ ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิอยู่อย่าง
นี้. บทว่า เอวํ นี้ แสดงถึงการก้าวไปสู่จตุตถฌาน. อธิบายว่า ได้จตุตถฌาน
ตามลำดับนี้. บทว่า สมาหิเต คือ จิตเป็นสมาธิด้วยสมาธิในจตุตถฌานนี้.
อนึ่ง ในบทว่า ปริสุทฺเธ เป็นต้น ได้แก่ จิตบริสุทธิ์ด้วยความบริสุทธิ์
แห่งอุเบกขาและสติ. ชื่อว่าจิตผุดผ่อง เพราะเป็นจิตบริสุทธิ์นั้นเอง.
อธิบายว่า ผ่องใส. ชื่อว่าจิตไม่มีกิเลส เพราะกิเลสมีราคะเป็นต้น ถูก
กำจัดออกไปด้วยการทำลายปัจจัยมีสุขเวทนาเป็นต้น ชื่อว่าจิตปราศจาก

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 177 (เล่ม 66)

อุปกิเลส เพราะไม่มีกิเลสนั่นเอง. จิตเศร้าหมองด้วยกิเลส ชื่อว่าจิตอ่อน
เพราะอบรมดีแล้ว. อธิบายว่า จิตถึงความชำนาญ. เพราะจิตเป็นไปใน
อำนาจ จึงเรียกว่าจิตอ่อน. ชื่อว่าจิตควรแก่การงานเพราะจิตอ่อนนั่นเอง
ท่านอธิบายว่า ควรแก่การงาน เหมาะแก่การงาน. เพราะว่าจิตอ่อน
เป็นจิตที่ควรแก่การงาน เหมือนทองคำบริสุทธิ์. แม้จิตทั้งสองอย่างนั้น
ก็เป็นจิตที่อบรมดีแล้วนั่นเอง. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างเดียว เหมือนจิตที่อบรม
แล้วทำให้มากแล้วเป็นจิตอ่อนควรแก่การงานนี้เลย.
ในบรรดาจิตเหล่านั้นชื่อว่าจิตตั้งมั่น เพราะตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์
เป็นต้น. ชื่อว่าจิตถึงความไม่หวั่นไหว เพราะเป็นจิตตั้งมั่นนั่นเอง. อธิบาย
ว่าไม่หวั่น ไม่ไหว. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าจิตตั้งมั่น เพราะตั้งอยู่ในอำนาจของ
ตนโดยความเป็นจิตอ่อนและควรแก่การงาน. ชื่อว่าจิตถึงความไม่หวั่นไหว
เพราะกำหนดไว้ด้วยศรัทธาเป็นต้น. จริงอยู่ จิตที่กำหนดไว้ด้วยศรัทธา
ย่อมไม่หวั่น เพราะความไม่เชื่อ. จิตที่กำหนดไว้ด้วยความเพียรย่อมไม่
หวั่นไหว เพราะความเกียจคร้าน. จิตที่กำหนดไว้ด้วยสติย่อมไม่หวั่นไหว
เพราะความประมาท. จิตที่กำหนดไว้ด้วยสมาธิย่อมไม่หวั่นไหว เพราะ
ความฟุ้งซ่าน. จิตที่กำหนดไว้ด้วยปัญญาย่อมไม่หวั่นไหว เพราะอวิชชา
จิตที่กำหนดไว้ด้วยแสงสว่าง ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะความมืดคือกิเลส
เป็นอันว่าจิตถึงความไม่หวั่นไหว กำหนดแล้วด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านั้น
จิตประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นจิตควรแก่อภินิหาร (อำนาจบุญกุศล) เพราะ
ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ.
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่าจิตมีสมาธิ เพราะมีสมาธิในจตุตถฌาน. ชื่อว่า

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 178 (เล่ม 66)

จิตบริสุทธิ์ เพราะไกลจากนิวรณ์. ชื่อว่าจิตผ่องแผ้ว เพราะก้าวล่วงวิตก
เป็นต้น. ชื่อว่าจิตไม่มีกิเลส เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวไปในความ
ปรารถนาลามกอันเป็นข้าศึกแก่การได้ฌาน. บทว่า อิจฺฉาวจรานํ มีอธิบาย
ว่า เคลื่อนไปในความปรารถนา คือหยั่งลงเป็นไปด้วยอำนาจความ
ปรารถนาเป็นปัจจัยแห่งความโกรธมีประการต่าง ๆ. อนึ่ง ชื่อว่าจิตปราศ-
จากอุปกิเลส เพราะปราศจากอุปกิเลสแห่งจิตมีอภิชฌาเป็นต้น. พึงทราบ
แม้ทั้งสองอย่างนั้นโดยทำนองเดียวกันกับอนังคณสูตรและวัตถุสูตร. ชื่อว่า
จิตอ่อน เพราะถึงความชำนาญ. ชื่อว่าจิตควรแก่การงาน เพราะเข้าถึง
อิทธิบาท. ชื่อว่าจิตตั้งมั่นถึงความไม่หวั่นไหว เพราะเข้าถึงความประณีต
ด้วยการบำเพ็ญภาวนาให้บริบูรณ์. อธิบายว่า จิตตั้งมั่นโดยอาการที่จิต
ไม่มีความหวั่นไหว ไม่ถึงความหวั่นไหว. จิตประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้
เป็นจิตควรแก่อภินิหาร เป็นบาท คือเป็นปทัฏฐานเพื่อได้อากาสานัญจา-
ยตนสมาบัติ.
บทว่า อรูปมคฺคสมงฺคี เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรมเป็นทางแห่ง
อรูปสมาบัติ คือเป็นผู้ไม่เสื่อมจากธรรมเป็นทางให้ถึงอรูปสมาบัติ. บทว่า
ปปญฺจาเยว ปปญฺจสงฺขา ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้ามีตัณหาเป็นต้น
ชื่อว่า ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า.
บทว่า เอตฺตาวตคฺคํ โน ฯลฯ วทนฺติ เอตฺโต ก็สมณพราหมณ์
บางพวกอ้างคนเป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์
ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ หรือว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่าสมณพราหมณ์
บางพวกกล่าวความหมดจดอย่างอื่นกว่าอรูปสมาบัตินี้ คือพระพุทธนิมิต
ทูลถามว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวความหมดจด

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 179 (เล่ม 66)

ของสัตว์ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ หรือว่าเป็นธรรมอันเลิศ หรือว่ากล่าว
ความหมดจดแม้อย่างอื่นยิ่งกว่าอรูปสมาบัตินี้. บทว่า เอตฺโต อรูปสมา-
ปตฺติโต คือ กว่าอรูปสมาบัตินี้.
บทว่า เอตฺตาวตฺคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ตอบว่า สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง บางพวกสำคัญคนว่าเป็นบัณฑิต
ย่อมกล่าวความหมดจดแห่งยักษ์ด้วยอรูปสมาบัติเพียงเท่านี้ว่า เป็นธรรม
อันเลิศ. บทว่า เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ คือ บรรดาสมณพราหมณ์
เหล่านั้น สมณพราหมณ์อีกบางพวก มีวาทะว่าสูญย่อมกล่าวความสงบว่า
เป็นความสูญ. บทว่า อนุปาทิเสเส กุสลาวทานา คือ สมณพราหมณ์
อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวความสงบในอนุปาทิเสส.
บทว่า ภวตชฺชิตา กลัวต่อภพ. บทว่า วิภวํ อภินนฺทนฺติ ย่อมยินดี
ความไม่มีภพ คือยินดีเพราะอาศัยความขาดสูญ. บทว่า เตสตฺตสฺส สมํ
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมกล่าวถึงความสงบแห่งสัตว์ คือสมณพราหมณ์
เหล่านั้นผู้มีวาทะว่าสูญ ย่อมกล่าวถึงความสงบ คือความไม่เกิดของบุคคล.
บทว่า อุปสมํ ความเข้าไปสงบ คือความสงบอย่างยิ่ง. บทว่า วูปสมํ
ความเงียบ คือสันติ. บทว่า นิโรธํ ความดับ คือความไม่เกิด. บทว่า
ปฏิปสฺสทฺธํ ความระงับ คือไม่เกิดอีกต่อไป.
บทว่า เอเต จ ญตฺวา อุปนิสฺสิตา มุนีรู้สมณพราหมณ์นั้นว่า
เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย คือรู้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้มีทิฏฐิ
อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ญตฺวา มุนิ นิสฺสเย โส วิมํสี
มุนีนั้นมีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา รู้ว่าสมณพราหมณ์เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่
อาศัย คือมุนีนั้นเป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เป็นบัณฑิต เป็นพระ-

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 180 (เล่ม 66)

พุทธมุนี รู้ว่าสมณพราหมณ์เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่อาศัย. บทว่า ญตฺวา
วิมุตฺโต รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว คือรู้ธรรมทั้งหลายโดยความเป็นทุกข์และ
ไม่เที่ยงเป็นต้น แล้วพ้นวิเศษ. บทว่า ภวาภวาย น สเมติ ไม่ถึง
พร้อมในภพน้อยภพใหญ่ คือไม่ถึงพร้อมด้วยการเกิดบ่อย ๆ. บทว่า
อปรามสํ ความว่า ภิกษุนั้นมิได้ถือมั่น คือไม่ถึงความถือมั่น.
จบอรรถกถากลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 181 (เล่ม 66)

จูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒
[๕๒๐] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) มีสมณพราหมณ์บางพวก
มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตน
เป็นผู้ฉลาดพูดต่าง ๆ ว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อ
ว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายัง
เป็นผู้ไม่บริบูรณ์หรือ.
ว่าด้วยทิฏฐิ
[๕๒๑] คำว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ ความว่า มี
สมณพราหมณ์บางพวกผู้ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ สมณพราหมณ์บางพวกนั้น
ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ ๖๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
ชื่อว่าย่อมอยู่ อยู่ร่วม มาอยู่ อยู่รอบในทิฏฐิของตน ๆ เปรียบเหมือน
พวกคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ชื่อว่าย่อมอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิต
ผู้มีอาบัติ ชื่อว่าย่อมอยู่ในอาบัติ หรือพวกมีกิเลส ชื่อว่าย่อมอยู่ในกิเลส
ฉะนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ.
[๕๒๒] คำว่า ถือ ในคำว่า ถือทิฏฐินั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาด
พูดต่าง ๆ ความว่า ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น ยึดมั่น. คำว่า พูดต่าง ๆ
ความว่า พูดไปต่าง ๆ พูดมีอย่างต่าง ๆ พูดอย่างอื่น ๆ พูดมาก ไม่พูด
ไม่กล่าว ไม่บอก ไม่แสดง ไม่แถลงอย่างเดียว. คำว่า อ้างตนเป็นผู้
ฉลาด ความว่า อ้างตนเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน
อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดย

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 182 (เล่ม 66)

การณ์ อ้างตนโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐิ
นั้นแล้ว อ้างตนเป็นผู้ฉลาดพูดต่าง ๆ.
[๕๒๓] คำว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว
ความว่า บุคคลใดรู้ธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า
รู้ ทราบ เห็น แทงตลอดธรรมแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลใดรู้
อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว.
[๕๒๔] คำว่า บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่
บริบูรณ์ ความว่า บุคคลใดคัดค้านธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคนี้
บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ไม่เต็มรอบ คือ ยังเป็น
ผู้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคล
ใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น พระ-
พุทธนิมิตนั้นจึงตรัสถามว่า
สมณพราหมณ์บางพวก มีความอยู่รอบในทิฏฐิของ
ตน ๆ ถือทิฏฐิแล้วอ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่าง ๆ ว่า
บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใด
คัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์หรือ.
[๕๒๕] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์
บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ ย่อมวิวาท และกล่าวว่า
คนอื่นโง่ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะ
ไหนจะจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด
ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 183 (เล่ม 66)

ว่าด้วยวิวาทกันเพราะถือทิฏฐิ
[๕๒๖] คำว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้
ย่อมวิวาท ความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือ ยึดถือ จับต้อง ถือมั่น
ยึดมั่นทิฏฐิอย่างนี้ ย่อมวิวาท คือทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น
ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกันว่า ท่านไม่รู้ธรรม
วินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวก ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้ย่อมวิวาท.
[๕๒๗] คำว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่ ไม่ฉลาด ความว่า กล่าว
บอก พูด แถลง อย่างนี้ว่า คนอื่นโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก
สกปรก ต่ำต้อย ไม่ฉลาด ไม่มีความรู้ ถึงอวิชชา ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญา
แจ่มแจ้ง มีปัญญาทึบ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และกล่าวว่า คนอื่นโง่
ไม่ฉลาด.
[๕๒๘] คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาหะไหนจะจริง
หนอ ความว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้ แน่
เป็นจริงไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านั้น
วาทะไหนจะจริงหนอ.
[๕๒๙] คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้าง
คนว่าเป็นผู้ฉลาด ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตน
ว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตนเป็นธีรชน อ้างคนเป็นผู้มีญาณ
อ้างตนโดยเหตุ อ้างตนโดยลักษณะ อ้างตนโดยการณ์ อ้างตนโดยฐานะ
โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น

183