ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 164 (เล่ม 66)

พิจารณา คือเป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง
มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีนั้นผู้มีปัญญาเครื่อง
พิจารณารู้ว่า เป็นผู้มีทิฏฐิเป็นที่อาศัย.
[๕๑๘] คำว่า รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความวิวาท ความ
ว่า รู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้งแล้ว
เป็นผู้พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ พ้นวิเศษดี โดยความพ้นวิเศษ เพราะ
ไม่ถือมันโดยส่วนเดียว คือรู้ ทราบ พิจารณา เทียบเคียง ให้เเจ่มแจ้ง
ทำให้แจ้งแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรม
ทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น
ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา จึงเป็นผู้พ้นวิเศษ พ้นรอบ พ้นวิเศษดี
โดยความพ้นวิเศษ เพราะไม่ถือมั่นโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว. คำว่า ไม่ถึงความวิวาท ความว่า ไม่ทำความทะเลาะ
ไม่ทำความบาดหมาง ไม่ทำความโต้เถียง ไม่ทำความวิวาท ไม่ทำความ
หมายมั่น.
สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุ
ผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่วิวาทกับใคร ๆ ก็เรื่องใดที่เขาพูดกัน
ในโลก ภิกษุนั้นก็มิได้ถือมั่นพูดโดยเรื่องนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้แล้ว
พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความวิวาท.
[๕๑๙] คำว่า ในภพน้อยภพใหญ่ ในคำว่า เป็นธีรชน ย่อม
ไม่ถึงพร้อมในภพน้อยและภพใหญ่ ความว่า ย่อมไม่ถึงพร้อม ไม่มา
ถึงพร้อม ไม่ถือเอาไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ในภพน้อยและภพใหญ่ คือใน
กรรมวัฏและวิปากวัฏ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในวิปากวัฏ

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 165 (เล่ม 66)

เป็นเครื่องเกิดในกามภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในวิปากวัฏ
เป็นเครื่องเกิดในรูปภพ ในกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ใน
วิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ ในความเกิดบ่อย ๆ ในความไปบ่อย ๆ
ในความเข้าถึงบ่อย ๆ ในปฏิสนธิบ่อย ๆ ในความบังเกิดขึ้นแห่งอัตภาพ
บ่อย ๆ. คำว่า เป็นธีรชน คือเป็นนักปราชญ์ เป็นบัณฑิต มีปัญญา
มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นธีรชน ย่อม
ไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่ เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจงตรัสว่า
มุนีนั้นมีปัญญาเครื่องพิจารณา รู้สมณพราหมณ์เหล่า
นั้นว่า. เป็นผู้อันทิฏฐิเข้าไปอาศัย และรู้ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ
เป็นที่อาศัยอยู่ รู้แล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมไม่ถึงความ
วาที เป็นธีรชน ย่อมไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่
ดังนี้.
จบกลหวิวาทสุตตนิเทสสที่ ๑๑
อรรถกถากลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในกลหวิวาทสุตตนิทเทสที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กุโต ปหูตา กลหวิวาทา ความทะเลาะความวิวาทมีมาแต่
อะไร ได้แก่กิเลสเหล่านี้ คือความทะเลาะและความวิวาทอันเป็นส่วน
เบื้องต้นของความทะเลาะนั้น เกิดมาแต่อะไร. บทว่า ปริเทวโสกา

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 166 (เล่ม 66)

สหมจฺฉรา จ ความรำพันความโศก ความตระหนี่ เกิดมาแต่อะไร. บทว่า
มานาติมานา สหเปสุณา จ ความถือตัว ความดูหมิ่น และคำพูดส่อเสียด
เกิดมาแต่อะไร. บทว่า เต ได้แก่ กิเลส ๘ อย่างทั้งหมดเหล่านั้น. บทว่า
ตทิงฺฆ พฺรูหิ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกเถิด คือพระพุทธนิมิตทูลว่า
ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอน ขอพระองค์จงตรัสบอกความที่ข้าพระองค์ทูล
ถามนั้นเถิด. บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต มีความว่าขอร้อง.
บทว่า เอเกน อากาเรน คือ โดยอาการอย่างเดียวกัน. บทว่า
อปเรน อากาเรน คือ โดยอาการอื่น. บทว่า อาคาริกา ทณฺฑปสุตา๑
ผู้ครองเรือนหาโทษใส่กัน คือคหบดีเบียดเบียนกัน. บทว่า ปพฺพชิตา
อาปตฺตึ อาปชฺชนฺตา คือ บรรพชิตต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในกอง
อาบัติ ๗ กอง. บทว่า กุโต ปหูตา คือ มีมาแต่ไหน. บทว่า กุโต ชาตา
เกิดมาแต่ไหน คือได้อัตภาพมาแต่ไหน. เพิ่มอุปสัตไปเป็น กุโต
สญฺชาตา คือ เกิดพร้อมมาแต่ไหน. บทว่า กุโต นิพฺพตฺตา บังเกิดมา
แต่ไหน คือถึงลักษณะพร้อมที่จะเกิดมาแต่ไหน. เพิ่มอุปสัคลงไปเป็น
กุโต อภินิพฺพตฺตา คือ บังเกิดเฉพาะมาแต่ไหน. บทว่า ปาตุภูตา คือ
ปรากฏมาแต่ไหน. พึงทราบความในบทว่า กึนิทานา มีอะไรเป็นนิทาน
เป็นต้นต่อไปนี้ ชื่อว่า นิทานะ เพราะมอบผลของตน. ชื่อ สมุทยะ
เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้นแห่งผล. ชื่อว่า ชาติ เพราะเป็นเหตุเกิดผล. ชื่อว่า
ปภวะ เพราะเป็นแดงเกิดแห่งผล. บทว่า มูลํ ปุจฺฉติ พระพุทธนิมิต
ทูลถานถึงมูลแห่งการทะเลาะ. เพราะการณะชื่อว่า มูละ เพราะเป็นที่ตั้ง.
ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า ปรารถนา คือเป็นไปเพื่อสำเร็จผลแก่ตน.
๑. บาลีเป็น รนฺธปสุตา.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 167 (เล่ม 66)

ชื่อว่า นิทาน เพราะมอบผลของตนดุจแสดงว่า ขอเชิญท่านรับผลนั้นเถิด.
ชื่อว่า สัมภวะ เพราะเป็นเหตุเกิดแห่งผล. ชื่อว่า ปภวะ เพราะเป็น
แดงเกิดแห่งผล. ชื่อว่า สมุฏฐานะ เพราะเป็นที่เกิดแห่งผล หรือเป็น
เครื่องเกิดแห่งผล. ชื่อว่า อาหาระ เพราะนำมาซึ่งผลของตน. ชื่อว่า
อารัมมณะ เพราะยังผลของตนให้ยินดี. ชื่อว่า ปัจจยะ เพราะไม่ปฏิเสธ
ผลที่เป็นไปเพราะอาศัยสิ่งนั้น. ชื่อว่า สมุทยะ เพราะเป็นเหตุตั้งขึ้น
แห่งผล. เพราะฉะนั้น พึงทราบคำบรรยายแห่งบทเหล่านี้ด้วยประการ
ฉะนี้. พระสังคีติกาจารย์กล่าวแสดงโดยนัยมีอาทิว่า พระพุทธนิมิตทูล
ถามมูลแห่งการทะเลาะและวิวาท หมายถึงสมุทัย เหตุแห่งความทะเลาะ
วิวาทนั้น.
บทว่า ปิยปฺปหูตา คือ เกิดจากวัตถุเป็นที่รัก. บทว่า มจฺเฉรยุตฺตา
กลหาวิวาทา ความทะเลาะวิวาทประกอบด้วยความตระหนี่ ด้วยบทนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงถึงความตระหนี่วัตถุ อันเป็นที่รักอย่าง
เดียวเท่านั้น ว่าเป็นเหตุแห่งความทะเลาะวิวาท. พึงทราบว่าธรรมทั้งหมด
เหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยหัวข้อกลหวิวาทะ. ความวิวาทเป็นเหตุ
แห่งคำพูดส่อเสียด เหมือนความตระหนี่เป็นเหตุแห่งความวิวาทฉะนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อความวิวาทกันเกิดขึ้นแล้ว
คำพูดส่อเสียดก็มี. การชี้แจงคาถานี้มีความง่ายทั้งนั้น.
บทว่า ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ
โลเก พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สิ่งที่รักทั้งหลายในโลกนี้มีอะไรเป็นเหตุ
และชนเหล่าใดแลย่อมเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความว่า สิ่งที่รัก
ทั้งหลายเหล่าใดที่ท่านกล่าวไว้ในบทนี้ว่า ความทะเลาะเกิดแต่สิ่งที่รักดังนี้

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 168 (เล่ม 66)

สิ่งที่รักทั้งหลายเหล่านั้น ในโลกมีอะไรเป็นเหตุ มิได้กล่าวถึงสิ่งที่รักอย่าง
เดียว แม้กษัตริย์เป็นต้น ยังเที่ยวไปเพราะความโลภ ถูกความโลภครอบงำ
ย่อมเที่ยวไปเพราะความโลภเป็นเหตุ. พระพุทธนิมิตทูลถามสองความ
ด้วยคาถาเดียวว่า ก็ความโลภนั้นของชนเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุ. อนึ่ง
ในบทว่า กุโตนิทานา นี้ พึงทราบว่า แปลง โต เป็นปฐมาวิภัตติว่า กึนิ-
นิทานา กึเหตุกา. แต่ในสมาสไม่มีลบ โต นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
นิทานา แปลว่า เกิดแล้ว ความว่า เกิดขึ้นแล้ว. เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า กุโตนิทานา จึงมีความว่า เกิดจากอะไร เกิดขึ้นแล้วจากอะไร.
บทว่า อาสา จ นิฏฺฐา จ ได้แก่ ความหวังและความสำเร็จความหวังนั้น.
บทว่า เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ได้แก่ ความหวังและความสำเร็จ
ความหวังที่มีแก่นรชนเพื่อโลกหน้า ท่านอธิบายว่า เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
นี้เป็นคำถามข้อหนึ่งเท่านั้น.
บทว่า ทีปา โหนฺติ เป็นเกาะ คือเป็นที่พึ่ง. บทว่า สรณา โหนฺติ
เป็นที่ระลึก คือเป็นที่ให้ทุกข์พินาศไป. บทว่า นิฏฺฐาปรายโน โหติ
คือ เป็นผู้มีความสำเร็จเป็นเบื้องหน้า.
บทว่า ฉนฺทานิทานานิ มีฉันทะเป็นนิทาน ได้แก่ มีฉันทะ มีความ
พอใจในกามเป็นต้นเป็นนิทาน. บทว่า เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ คือ
ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น เที่ยวไปเพราะความโลภ แม้ความโลภของ
ชนเหล่านั้น ก็มีฉันทะเป็นนิทาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แก้ความทั้งสองรวมกัน. บทว่า อิโตนิทานา มีฉันทะที่เป็นนิทานเท่านั้น
ท่านอธิบายว่า มีฉันทะเป็นนิทานอย่างเดียว. เพราะบทว่า อิโตนิทานา

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 169 (เล่ม 66)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงฉันทะ. ด้วยว่าความโลภเป็นต้น มีฉันทะ
เป็นนิทาน. อนึ่ง พึงทราบความสำเร็จรูปศัพท์ ในบทว่า อิโตนิทานา
นี้ โดยนัยดังกล่าวแล้ว. ในบทว่า กุโตนิทานา นี้นั่นแล ความสำเร็จ
ด้วยความหวัง ท่านเรียกว่า นิฏฺฐา เพราะเหตุนั้น ความสำเร็จแห่งอัธยาศัย
ท่านกล่าวว่า เป็นการได้เฉพาะ.
บทว่า วินิจฺฉยา ความตัดสินใจ ได้แก่ ตัณหาวินิจฉัย และทิฏฐิ-
วินิจฉัย. บทว่า เย จาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา ธรรมเหล่าใดแล อัน
พระสมณะตรัสไว้ คือธรรมแม้อื่นเหล่าใดแล หรืออกุศลธรรมทั้งหลาย
เห็นปานนั้น ประกอบด้วยความโกรธเป็นต้น อันพระพุทธสมณะตรัสไว้
แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาแต่อะไร.
บทว่า อญฺญชาติกา กิเลสทั้งหลายมีชาติเป็นอย่างอื่น คือมีสภาพ
เป็นอย่างอื่น. บทว่า อญฺญวิหิตกา คือ ตั้งอยู่แล้วโดยการอื่น. บทว่า
สมิตปาเปน ผู้มีบาปอันระงับแล้ว คือมีบาปอันดับแล้ว. บทว่า พาหิต-
ปาปธมฺเมน มีบาปธรรมอันลอยแล้ว คือมีธรรมอันลามกละได้แล้ว.
บทว่า ภินฺนกิเลสมูเลน มีมูลแห่งกิเลสอันทำลายแล้ว คือตัดรากเหง้า
แห่งกิเลสได้แล้วดำรงอยู่. บทว่า สพฺพากุสลพนฺธนา ปมุตฺเตน ผู้พ้น
ขาดจากอกุศลมูลเป็นเครื่องผูกทั้งปวง คือปล่อยเครื่องผูก คืออกุศลมูล
๑๒ อย่าง แล้วดำรงอยู่. บทว่า วุตฺตา คือ อันพระสมณะตรัสไว้แล้ว.
บทว่า ปวุตฺตา ตรัสโดยทั่ว คือตรัสทุกสิ่งทุกอย่าง.
บทว่า ตมฺปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท ฉันทะย่อมมี เพราะอาศัย
ธรรมนั้น คือฉันทะย่อมมี ด้วยความปรารถนาอยู่ร่วมกัน และพรากจาก

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 170 (เล่ม 66)

กัน เพราะอาศัยความดีใจและความเสียใจ กล่าวคือทั้งสองอย่างนั้น อัน
ได้แก่สุขเวทนาและทุกขเวทนา. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันพระพุทธสมณะ
ทรงแก้ปัญหานี้ว่า ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน. บทว่า รูเปสุ ทิสฺวา
วิภวํ ภวญฺจ เห็นความไม่มีและความมีในรูปทั้งหลาย คือเห็นความเสื่อม
และความเกิดในรูปทั้งหลาย. บทว่า วินิจฺฉยํ กูรุเต ชนฺตุ โลเก สัตว์
เกิดย่อมทำความตัดสินในโลก คือสัตว์เกิดนี้ย่อมทำความตัดสินด้วยตัณหา
เพื่อให้ได้ลาภ และความตัดสินด้วยทิฏฐิ โดยนัยมีอาทิว่า อัตตาของเรา
เกิดแล้วดังนี้. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันพระพุทธสมณะทรงแก้ปัญหา
นี้ว่า แม้ความตัดสินเกิดมาแต่ไหน ดังนี้.
บทว่า สาตาสาตํ นิสฺสาย อาศัยความยินดีและความเสียใจ คือ
ทำอุปนิสัยให้ชุ่มชื่นและร่วงโรย. บทว่า อิฏฺฐานิฏฺฐํ ได้แก่ อารมณ์น่า
ปรารถนา และอารมณ์ไม่น่าปรารถนา. บทว่า สุรา ในบทนี้ว่า สุรา-
เมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยคํ ประกอบเนือง ๆ ในเหตุเป็นที่ตั้งแห่ง
ความประมาทในเพราะการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย สุรามี ๕ อย่าง
คือสุราทำด้วยแป้ง ๑ สุราทำด้วยขนม ๑ สุราทำด้วยข้าวสุก ๑ สุราใส่
น้ำเชื้อ ๑ สุราผสมด้วยเครื่องปรุง ๑. บทว่า เมรยํ ได้แก่ น้ำดอง ๕
อย่าง คือน้ำดองดอกไม้ ๑ น้ำดองผลไม้ ๑ น้ำดองดอกมะซาง ๑ น้ำดอง
น้ำอ้อยงบ ๑ น้ำดองผสมเครื่องปรุง ๑. แม้ทั้งหมดนั้นก็เป็นน้ำเมา ด้วย
ทำผู้อื่นให้เมา. บทว่า ปมาทฏฺฐานํ คือ เป็นเหตุแห่งความประมาท.
บทนี้เป็นชื่อของเจตนาของผู้ที่ดื่มน้ำเมานั้น. บทว่า อนุโยคํ ได้แก่
ประกอบเนือง ๆ ในเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทในเพราะการดื่มน้ำเมา

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 171 (เล่ม 66)

คือสุราและเมรัยนั้น คือทำบ่อย ๆ. ก็เพราะเมื่อเราประกอบเนือง ๆ ซึ่งเหตุ
เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท โภคสมบัติที่เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมเสื่อมไป และที่
ยังไม่เกิดจึงไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น ย่อมรู้ว่าโภคสมบัติของเราย่อมถึงความเสื่อม
สิ้นไป. ในบททั้งปวงก็เหมือนอย่างนี้. บทว่า วิกาลวิสิขาจริยานุโยคํ
ประกอบเนือง ๆ ในการเที่ยวมากไปในถนนในเวลาค่ำคืน คือในเวลาไม่
สมควร. บทว่า สมชฺชาภิจรณํ เที่ยวดูมหรสพบ่อย ๆ คือไปดูมหรสพ
เช่นดูการฟ้อนรำเป็นต้นบ่อยครั้ง. บทว่า อาลสฺสานุโยคํ ประกอบ
เนือง ๆ ในความเป็นคนเกียจคร้าน คือขวนขวายมุ่งแต่อยู่ในความเป็นคน
เกียจคร้าน. บทว่า อปายมุขานิ น เสวติ ไม่เสพทางแห่งความฉิบหาย
คือไม่เสพประตูแห่งความฉิบหายแห่งโภคสมบัติทั้งหลาย . บทว่า กสิยา วา
คือ ด้วยกสิกรรมบ้าง. บทว่า วณิชฺชาย วา คือ ด้วยพาณิชยกรรมอันเป็น
ธรรมบ้าง. บทว่า โครกฺเขน วา ด้วยโครักขกรรม คือการเลี้ยงโคบ้าง.
บทว่า อิสฺสตฺเถน วา คือ ด้วยธนะศิลป์บ้าง. บทว่า ราชโรปริเสน วา
คือ ด้วยรับราชการบ้าง. บทว่า สิปฺปญฺญตเรน วา คือ ด้วยศิลปะอย่างใด
อย่างหนึ่ง ในบรรดาศิลปะ มีช่างทำหม้อเป็นต้น. บทว่า ปฏิปชฺชติ
คือ ประกอบการงาน. บทว่า จกฺขุสฺมึ อุปฺปนฺเน ชานาติ คือ เมื่อจักษุ
เกิดขึ้น สัตว์ก็รู้ คือยึดถือทิฏฐิว่า อัตตาของเราเกิดขึ้นแล้ว. บทว่า
จกฺขุสฺมึ อนฺตรหิเต คือ เมื่อจักษุนั้นหายไป. บทว่า อตฺตา เม อนฺตรหิโต
อัตตาของเราหายไปแล้ว คือยึดถือทิฏฐิว่า อัตตาของเราหายไปแล้ว.
บทว่า วิคโต เม อตฺตา คือ อัตตาของเราล่วงไปแล้ว. แม้ในบทมี
อาทิว่า โสตสฺมึ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 172 (เล่ม 66)

บทว่า เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต ธรรมแม้เหล่านี้ เมื่อ
ความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ คือธรรมมีความโกรธเป็นต้นเหล่านี้
เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา คือเกิดขึ้น. ด้วยเหตุ
เพียงนี้ก็เป็นอันพระพุทธสมณะทรงแก้แม้ปัญหาข้อที่ ๓ แล้ว. พระพุทธ-
สมณะเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายละความสงสัย ของผู้ที่ยังมีความสงสัยใน
ปัญหาที่พระองค์แก้แล้วอย่างนี้ จึงตรัสว่า กถํกถี ญาณปถาย สิกฺเข
ผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ดังนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า พึง
ศึกษาสิกขา ๓ เพื่อบรรลุญาณคือญาณทัสสนะ. เพราะเหตุไร. เพราะ
ธรรมอันพระสมณะทราบแล้ว จึงตรัสไว้ คือเพราะว่าพระพุทธสมณะทรงรู้
ธรรมทั้งหลายแล้วจึงตรัสไว้. ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายมิได้มีแก่พระสมณะ
นั้น แต่บุคคลผู้มีความสงสัยไม่รู้ธรรมเหล่านั้น เพราะความที่ตนไม่มีญาณ
ก็ไม่พึงรู้ คือไม่พึงรู้ด้วยโทษแห่งการแสดงก็หาไม่ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า
ผู้สงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ เพราะธรรมอันพระสมณะทรงรู้แล้ว
จึงตรัสไว้.
บทว่า ปกฺเขปพนฺธเนน วา พนฺโธ คือ ถูกเขาจำด้วยการขังไว้ใน
เรือนจำ. บทว่า ปริกฺเขปพนฺธเนน วา พนฺโธ ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำ
คือล้อมรั้ว. ในบทมีอาทิว่า คามพนฺธเนน ด้วยเครื่องจำคือบ้าน
มีอธิบายว่า เมื่อไม่ได้เพื่อจะออกไปจากที่นั้น ๆ ก็ชื่อว่าถูกเขาจำด้วย
เครื่องจำคือบ้านเป็นต้น.
บทว่า ตสฺส พนฺธนสฺส โมกฺขตฺถาย คือ เพื่อพ้นจากเครื่องจำ
ดังที่กล่าวแล้วนั้น.
บทว่า ญาณมฺปิ ญาณปโถ แม้ญาณ ก็ชื่อว่าทางแห่งญาณ คือ
ญาณที่เกิดขึ้นก่อนเป็นสื่อของญาณที่เกิดต่อ ๆ มา เพราะเหตุนั้นแม้ญาณ

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 173 (เล่ม 66)

ก็เป็นทางแห่งญาณ. บทว่า ณาณสฺส อารมฺมณมฺปิ ญาณปโล แม้อารมณ์
แห่งญาณ ก็ชื่อว่าเป็นทางแห่งญาณ คือแม้ปัจจัยแห่งญาณ ก็ชื่อว่าเป็นทาง
แห่งญาณ เพราะหน่วงอารมณ์นั้นแล้วเกิดขึ้น. บทว่า ญาณสหภูโนปิ
ธมฺมา ญาณปโถ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิดร่วมกับญาณ ก็ชื่อว่าทาง
แห่งญาณ คือแม้ธรรมทั้งหลายที่เป็นจิตเจตสิกอันเหลือ เกิดร่วมกับญาณ
ก็เป็นทางแห่งญาณ. บัดนี้ พระพุทธสมณะเมื่อจะทรงให้แจ่มแจ้งด้วย
อุปมา จึงตรัสว่า ยถา อริยมคฺโค อริยปโถ เปรียบเหมือนอริยมรรค
ก็ชื่อว่าทางแห่งอริยะ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า กถํกถี ปุคฺคโล คือ บุคคลผู้มีความสงสัย. บทว่า สกงฺโข
คือ มีความเคลือบแคลง. บทว่า สวิเลโข มีความลังเล คือมีความขัดแย้ง
ในจิต. บทว่า สเทฺวฬฺหโก เป็นสองทาง คือกังขาอยู่. บทว่า สริจิกิจฺโฉ
คือ ไม่แน่ใจ. บทว่า ญาณาธิคมาย คือ เพื่อได้ญาณ. บทว่า ญาณทสฺส-
นาย เพื่อเห็นญาณ คือเพื่อแทงตลอดญาณ. อีกอย่างหนึ่งเพื่อประสบญาณ.
บทว่า ญาณสจฺฉิกิริยาย คือ เพื่อทำให้แจ่มแจ้งซึ่งญาณ.
บทว่า สนิทานาหํ เราแสดงธรรมมีเหตุ คือเรา (พระพุทธสมณะ)
แสดงธรรมมีเหตุมีปัจจัย. บทว่า สปฺปาฏิหาริยํ เราแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์
คือนำสัตว์ให้พ้นทุกข์. บทว่า โน อปฺปาฏิหาริยํ เราไม่แสดงธรรมไม่มี
ปาฏิหาริย์ คือแสดงธรรมไม่ทำให้สัตว์พ้นจากทุกข์.
บทว่า สาตาสาตํ ในบทว่า สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา ความ
ดีใจและความเสียใจมีอะไรเป็นนิทาน นี้ท่านประสงค์เอาสุขเวทนาและ
ทุกขเวทนานั่นเอง. บทว่า น ภวนฺติ เหเต คือ ความดีใจและเสียใจ
เหล่านั้นย่อมไม่มี. บทว่า วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ เอตมฺเม ปพฺรูหิ

173