ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 134 (เล่ม 66)

ว่าด้วยฉันทะ...มีอะไรเป็นเหตุ
[๔๖๓] คำว่า ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน ความว่า พระ-
พุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก อัญเชิญให้ทรงแสดง ขอ
ให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งฉันทะว่า ฉันทะมีอะไรเป็นนิทาน คือ
เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือมีอะไร
เป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดนเกิด
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน.
[๔๖๔] คำว่า และความตัดสินใจมีมาแต่อะไร ความว่า พระ-
พุทธนิมิตตรัสถาม สอบถาม ขอให้ตรัสบอก อัญเชิญให้ทรงแสดง ขอ
ให้ประสาทซึ่งมูล ฯลฯ สมุทัยแห่งความตัดสินใจว่า ความตัดสินใจมีมา
แต่อะไร คือเกิด เกิดพร้อม บังเกิดเฉพาะ ปรากฏมาแต่อะไร คือ
มีอะไรเป็นนิทาน มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นชาติ มีอะไรเป็นแดน
เกิด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และความตัดสินใจมีมาแต่อะไร.
[๔๖๕] ชื่อว่า ความโกรธ ในคำว่า อนึ่ง ความโกรธ ความ
เป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัย คือความความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัด-
เคือง ความขุ่นเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความ
ชั่งทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ
ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความ
เป็นผู้ชัง ความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความ
พิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความ
เป็นผู้ไม่แช่มชื่นแห่งจิต ความกล่าวเท็จ เรียกว่าความเป็นผู้พูดเท็จ

134
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 66)

ความสงสัย เรียกว่า กถังกถา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อนึ่ง ความโกรธ
ความเป็นผู้พูดเท็จและความสงสัย.
[๔๖๖] คำว่า และธรรมเหล่าใด ในคำว่า และธรรมเหล่าใด
อันพระสมณะตรัสรู้แล้ว ความว่า ธรรมทั้งหลายใด สหรคต เกิด
ร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบกัน มีความเกิดขึ้นคราวเดียวกัน มีความ
ดับคราวเดียวกัน มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกัน กับความโกรธ
ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่าธรรมเหล่าใด.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ธรรมเหล่าใด คือกิเลสทั้งหลายมีชาติเป็นอย่างอื่น
ตั้งอยู่แล้วโดยอาการอื่น กิเลสเหล่านั้น เรียกว่าธรรมเหล่าใด. คำว่า อัน
พระสมณะตรัสแล้ว ความว่า อันพระพุทธะผู้เป็นสมณะมีบาปธรรมอัน
ระงับแล้ว เป็นพราหมณ์มีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว เป็นภิกษุมีมูลแห่ง
กิเลสอันทำลายแล้ว ผู้พ้นขาดจากอกุศลมูลเป็นเครื่องผูกทั้งปวง ตรัสไว้
แล้ว คือตรัสโดยทั่ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
ทำให้ตื้น ประกาศแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า และธรรมเหล่าใดอัน
พระสมณะตรัสไว้แล้ว เพราะฉะนั้น พระพุทธนิมิตนั้น จึงตรัสถามว่า
ฉันทะในโลกมีอะไรเป็นนิทาน และความตัดสินใจ
มีมาแต่อะไร อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และ
ความสงสัยมีมาแต่อะไร และธรรมเหล่าใดอันพระสมณะ
ตรัสไว้แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาแต่อะไร.
[๔๖๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความเสียใจในโลก ฉันทะ

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 66)

ย่อมมีมาเพราะอาศัยธรรมนั้น ชันตุชนเห็นความไม่มี
และความมีในรูปทั้งหลาย ย่อมทำความตัดสินใจในโลก.
[๔๖๘] คำว่า ความดีใจ ในคำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรม
ใด คือความดีใจ ความเสียใจ ในโลก ได้แก่สุขเวทนาและวัตถุที่น่า
ปรารถนา. คำว่า ความเสียใจ ได้แก่ทุกขเวทนาและวัตถุที่ไม่น่า
ปรารถนา. คำว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด ...ในโลก คือบัณฑิต
ทั้งหลายกล่าวบอก พูด แสดง แถลงธรรมใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความเสียใจ ในโลก.
[๔๖๙] คำว่า ฉันทะย่อมมีมาเพราะอาศัยธรรมนั้น ความว่า
ฉันทะย่อมมีมา คือมีทั่วไป เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ เพราะ
อาศัย ความดีใจและความเสียใจ คืออาศัยสุขและทุกข์ โสมนัสและโทมนัส
วัตถุที่น่าปรารถนาและวัตถุที่ไม่น่าปรารถนา ความยินดีและความยินร้าย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ฉันทะย่อมมีมาเพราะอาศัยธรรมนั้น.
ว่าด้วยความเกิดแห่งรูป
[๔๗๐] คำว่า ในรูปทั้งหลาย ในคำว่า เห็นความไม่มีและมี
ในรูปทั้งหลาย ได้แก่มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปแห่งมหาภูตรูป ๔.
ความมีแห่งรูปทั้งหลายเป็นไฉน. ความมี คือความเกิด ความเกิด-
พร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งรูปทั้งหลาย
นี้ชื่อว่า ความมีแห่งรูปทั้งหลาย.
ความไม่มีแห่งรูปทั้งหลายเป็นไฉน ความสิ้น ความเสื่อม ความ

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 66)

แตก ความแตกรอบ ความไม่เที่ยง ความหายไป แห่งรูปทั้งหลาย นี้ชื่อว่า
ความไม่มีแห่งรูปทั้งหลาย.
คำว่า เห็นความไม่มีและความมีในรูปทั้งหลาย คือเห็น พบ
พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง ซึ่งความมีและความไม่มีในรูปทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นความไม่มีและความมีในรูปทั้งหลาย.
ว่าด้วยการตัดสินใจ ๒ อย่าง
[๔๗๑] ชื่อว่า ความตัดสินใจ ในคำว่า ชันตุชน... ย่อมทำ
ความตัดสินใจในโลก ได้แก่ความตัดสินใจ ๒ ประการ คือ ความตัด
สินใจด้วยตัณหา ๑ ความตัดสินใจด้วยทิฏฐิ ๑.
สัตว์ย่อมทำความตัดสินใจด้วยตัณหาอย่างไร. บุคคลบางคนในโลก
นี้ มีโภคสมบัติที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดขึ้น และมีโภคสมบัติที่เกิดขึ้นแล้ว
ก็ถึงความหมดสิ้นไป เขาจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า โภคสมบัติของเราที่ยัง
ไม่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดขึ้น และโภคสมบัติที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป
เพราะเหตุอะไรหนอ และเขามีความดำริอย่างนี้ต่อไปว่า เมื่อเราประกอบ
เนือง ๆในเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ในเพราะการดื่มน้ำเมา คือ
สุราและเมรัย โภคสมบัติที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงมิได้เกิดขึ้น และโภคสมบัติที่
เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป เมื่อเราประกอบเนืองๆในการเที่ยวไป
ในถนนในเวลาค่ำคืน. . . เมื่อเราเที่ยวดูมหรสพมากไป ...เมื่อเราประกอบ
เนือง ๆ ในเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ในเพราะการเล่นการพนัน ...
เมื่อเราประกอบเนือง ๆ ในการคบปาปมิตร . . . เมื่อเราประกอบเนือง ๆ
ในความเป็นคนเกียจคร้าน โภคสมบัติที่ยังไม่เกิดขึ้น และโภคสมบัติที่

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 66)

เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว เขาจึงไม่ประพฤติ
ทางความฉิบหายแห่งโภคสมบัติ ๖ ประการ ชันตุชนย่อมทำความตัด
สินใจด้วยตัณหา แม้ด้วยประการอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง บุคคลย่อม
ประกอบการงานด้วยกสิกรรมบ้าง ด้วยพาณิชยกรรมบ้าง ด้วยโครักข-
กรรมบ้าง ด้วยธนูศิลป์บ้าง ด้วยการรับราชการบ้าง ด้วยศิลป์ อย่างใด
อย่างหนึ่งบ้าง ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยตัณหา แม้ด้วยประการ
อย่างนี้.
ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยทิฏฐิอย่างไร. เมื่อจักษุเกิดขึ้น
แล้ว ชันตุชนก็รู้ว่า คนของเราเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจักษุหายไป ก็รู้ว่าตน
ของเราหายไปแล้ว คนของเราปราศจากไปแล้ว ชันตุชนย่อมทำความ
ตัดสินใจด้วยทิฏฐิ แม้ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อโสตะ. . . เมื่อฆานะ. . .
เมื่อชิวหา . . . เมื่อกาย . . . เมื่อรูป . . . เมื่อเสียง . . . เมื่อกลิ่น . . . เมื่อรส
เมื่อโผฏฐัพพะเกิดขึ้นแล้ว ชันตุชนก็รู้ว่า คนของเราเกิดขึ้นแล้ว เมื่อ
โผฏฐัพพะหายไป ก็รู้ว่า คนของเราหายไปแล้ว ตนของเราปราศจากไป
ไปแล้ว ชันตุชนย่อมทำความตัดสินใจด้วยทิฏฐิ คือให้เกิด ให้เกิดพร้อม
ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ แม้ด้วยประการอย่างนี้.
คำว่า ชันตุชน คือสัตว์ นระ มาณพ ฯลฯ มนุษย์. คำว่า ในโลก
คือในอบายโลก ฯลฯ อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชันตุชน. . .
ย่อมทำความตัดสินใจในโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวธรรมใด คือความดีใจ ความ
เสียใจ ในโลก ฉันทะย่อมมีมา เพราะอาศัยธรรมนั้น

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 66)

ชันตุชนเห็นความไม่มีในรูปทั้งหลาย ย่อมทำความตัด
สินใจในโลก.
[๔๗๒] ธรรมแม้เหล่านี้ คือความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ
และความสงสัย เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสอง
มีอยู่ ก็มีมา บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทาง
แห่งญาณ และธรรมเหล่าใดอันพระสมณะทราบแล้ว
จึงตรัสไว้ ธรรมเหล่านั้น เมื่อความดีใจและความเสียใจ
ทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา.
[๔๗๓] ชื่อว่า ความโกรธ ในคำว่า ความโกรธ ความเป็น
ผู้พูดเท็จ และความสงสัย คือความปองร้าย ความมุ่งร้าย ฯลฯ ความ
ไม่แช่มชื่นแห่งจิต ความกล่าวเท็จ เรียกว่า ความเป็นผู้พูดเท็จ ความ
สงสัย เรียกว่า กถังกถา ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนา
บ้าง เพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง ความกล่าวเท็จ ย่อมเกิด
เพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาบ้าง เพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง
ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาบ้าง เพราะอาศัยวัตถุ
ที่ไม่น่าปรารถนาบ้าง.
ว่าด้วยเหตุให้เกิดความโกรธ
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร ความ
โกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 66)

แล้ว. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์แก่เรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติ
สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว. ความ
โกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่
บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขา
จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา.
ความโกรธย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์
แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว. ความโกรธย่อมเกิดด้วย
อาการว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก
ที่ชอบใจของเรา. ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่า เขาจักประพฤติ
สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา. ความโกรธ
ย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างนี้.
ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร. แม้บุคคล
ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่น่าปรารถนา ย่อมมีความโกรธ
เกิด คืนเมื่อวัตถุที่น่าปรารถนากำลังถูกแย่งชิงเอาไป ย่อมมีความโกรธ
เกิดบ้าง เมื่อวัตถุที่น่าปรารถนาถูกแย่งชิงไปแล้ว ย่อมมีความโกรธเกิด
บ้าง แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุที่น่า
ปรารถนา ย่อมมีความโกรธเกิด คือเมื่อวัตถุที่น่าปรารถนาแปรปรวนไป
แล้ว ย่อมมีความโกรธเกิดบ้าง ความโกรธย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่า
ปรารถนาอย่างนี้.

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 66)

ว่าด้วยเหตุให้เกิดการกล่าวเท็จ
มุสาวาท ย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร. บุคคล
บางคนในโลกนี้ ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือขื่อ ย่อมกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้อยู่
เพื่อพ้นจากเครื่องจำนั้น ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำ คือเชือก . . . ถูกเขาจำ
ด้วยเครื่องจำคือโซ่ตรวน . . . ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือหวาย . . . ถูกเขาจำ
ด้วยเครื่องจำคือเถาวัลย์ . . . ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือเครื่องล้อม . . . ถูกเขา
จำด้วยเครื่องจำ คือบ้าน นิคมและนคร . . . ถูกเขาจำด้วยเครื่องจำคือ
ชนบท ย่อมกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้อยู่ เพื่อพ้นจากเครื่องจำนั้น มุสาวาทย่อม
เกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างนี้.
มุสาวาท ย่อมเกิดเพราะอาศัย วัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร. บุคคล
บางคนในโลกนี้ ย่อมกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่เพราะเหตุแห่งรูปที่ชอบใจ ย่อม
กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่เพราะเหตุแห่งเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจ
เพราะเหตุแห่งจีวร เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ
เพราะเหตุแห่งคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มุสาวาทย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุ
น่าปรารถนาอย่างนี้.
ว่าด้วยเหตุให้เกิดความสงสัย
ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาอย่างไร. ความ
สงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่าปรารถนาว่า เราจักพ้นจากโรค
นัยน์ตาหรือหนอ หรือเราจักไม่พ้นจากโรคนัยน์ตา เราจักพ้นจากโรค
จมูกหรือหนอ จากโรคที่ลิ้นหรือหนอ จากโรคกาย. . . จากโรคศีรษะ
หรือหนอ จากโรคที่ใบหู จากโรคปาก เราจักพ้นจากโรคฟันหรือหนอ

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 142 (เล่ม 66)

หรือเราจักไม่พ้นจากโรคฟัน ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่ไม่น่า
ปรารถนาอย่างนี้.
ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาอย่างไร ความ
สงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัยวัตถุที่น่าปรารถนาว่า เราจักได้รูปที่ชอบใจ
หรือหนอ หรือเราจักไม่ได้รูปที่ชอบใจ เราจักได้เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ สกุล คณะ อาวาส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ เราจักได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่ชอบใจหรือหนอ หรือเรา
จักไม่ได้คิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่ชอบใจ ความสงสัยย่อมเกิดเพราะอาศัย
วัตถุที่น่าปรารถนาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความโกรธ ความเป็น
ผู้พูดเท็จและความสงสัย.
[๔๗๔] คำว่า ธรรมแม้เหล่านี้ . . . เมื่อความดีใจและความเสีย
ใจทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา ความว่า เมื่อความดีใจและเสียใจมีอยู่ คือเมื่อ
สุขและทุกข์ โสมนัสและโทมนัส วัตถุที่น่าปรารถนาและวัตถุที่ไม่น่า
ปรารถนา ความยินดีและเพราะความยินร้าย มีอยู่ คือปรากฏ อันตน
เข้าไปได้อยู่ ธรรมแม้เหล่านี้ . . . ก็มีมา ฉะนั้น จึงชื่อว่า ธรรมแม้เหล่านี้
. . . เมื่อความดีใจและความเสียใจ ทั้งสองมีอยู่ ก็มีมา.
ว่าด้วยสิกขา ๓
[๔๗๕] คำว่า บุคคลผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่ง
ญาณ ความว่า แม้ญาณก็ชื่อว่าทางแห่งญาณ แม้อารมณ์แห่งญาณก็ชื่อว่า
ทางแห่งญาณ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิดร่วมกับญาณก็ชื่อว่าทางแห่งญาณ
เปรียบเหมือนอริยมรรคก็ชื่อว่าทางแห่งอริยะ เทวมรรคก็ชื่อว่าทางแห่ง

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 143 (เล่ม 66)

เทวดา พรหมมรรคก็ว่าทางแห่งพรหมฉันใด แม้ญาณก็ชื่อว่าทางแห่ง
ญาณ แม้อารมณ์แห่งญาณชื่อว่าทางแห่งญาณ แม้ธรรมทั้งหลายอันเกิด
ร่วมกับญาณก็ชื่อว่าทางแห่งญาณฉันนั้น. สิกขา ในคำว่า พึงศึกษา มี
๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา ๑ อธิปัญญาสิกขา ๑.
อธิศีลสิกขาเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวม
แล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ
เห็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท
ทั้งหลาย ศีลขันธ์น้อย ศีลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่พึ่ง เป็นเบื้องต้น เป็น
เบื้องบาท เป็นความสำรวม เป็นความระวัง เป็นปาก เป็นประธาน
แห่งความถึงพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายฝ่ายอกุศล นี้ชื่อว่า อธิศีลสิกขา.
อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
จึงบรรลุจตุตถฌาน นี้ชื่อว่า อธิจิตตสิกขา.
อธิปัญญาสิกขาเป็นไฉน. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา
ประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรก
กิเลส อันให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดตามความเป็น
จริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา และรู้ชัดตามความเป็น
จริงว่า เหล่านี้อาสวะ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ นี้ชื่อว่า
อธิปัญญาสิกขา.
คำว่า ผู้มีความสงสัย พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ความว่า บุคคล
ผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ลังเล เป็นสองทาง ไม่แน่ใจ พึงศึกษา
อธิศีลบ้าง อธิจิตบ้าง อธิปัญญาบ้าง เพื่อความบรรลุญาณ เพื่อความ
ถูกต้องญาณ เพื่อความทำให้แจ่มแจ้งญาณ บุคคลเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้

143