ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 854 (เล่ม 65)

บทว่า เอวํ โข คหปติ กาเมหิ อริตฺโต โหติ ความว่า
เป็นผู้ไม่เปล่าจากกิเลสกามทั้งหลาย คือไม่ว่าง เพราะมีกิเลสภายใน
อย่างนี้. ในฝ่ายขาว พึงทราบว่า เป็นผู้เปล่า คือว่าง เพราะไม่มีกิเลส
เหล่านั้น.
บทว่า ปุเรกฺขราโน ความว่า กระทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.
บทว่า เอวรูโป สยํ เป็นต้น ความว่า ย่อมปรารถนาในรูปทั้ง
หลายมีรูป สูง ต่ำ ดำ ขาว เป็นต้น ว่าขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ ย่อม
ปรารถนาในเวทนาทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้น ว่า ขอเราพึงมีเวทนา
อย่างนี้ ย่อมปรารถนาในสัญญาทั้งหลาย มีนีลสัญญาเป็นต้น ว่า ขอเรา
พึงมีสัญญาอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในสังขารทั้งหลายมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น
ว่า ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้ ย่อมปรารถนาในวิญญาณทั้งหลายมีจักษุ
วิญญาณเป็นต้นว่า ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้.
บทว่า อปุเรกฺขราโน ความว่า ไม่การทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.
บทว่า สหิตมฺเม อสหิตนฺเต ความว่า คำของท่านไม่มีประโยชน์
ไม่สละสลวย คำของข้าพเจ้ามีประโยชน์ สละสลวย หวานเหมือนน้ำผึ้ง.
บทว่า อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ ความว่า คำใดที่ท่านสะสม
ฝึกฝนเป็นเวลานานคล่องแคล่วดี คำนั้นทั้งหมดเปลี่ยนแปลงกลับไปชั่วขณะ
เพราะอาศัยวาทะของเรา.
บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ความว่า เรายกโทษของท่านขึ้น
แล้ว.

854
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 855 (เล่ม 65)

บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า ท่านจงเข้าไปหาอาจารย์
นั้น ๆ แสวงหาที่เก่ง ๆ เดินทางเที่ยวไปเพื่อเปลื้องวาทะนี้.
บทว่า นิพฺเพเธหิ วา สเจ ปโหสิ ความว่า ถ้าท่านสามารถ
เองทีเดียว ก็จงแก้ไขเสียในที่นี้นั่นแหละ คนแบบนี้นั้นน่าศึกษา.
คาถาว่า เยหิ วิวิตฺโต เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ บรรดาบท
เหล่านั้น.
บทว่า เยหิ ความว่า จากทิฏฐิเป็นต้นเหล่าใด.
บทว่า วิวิตฺโต วิจเรยฺย ความว่า ว่างแล้วพึงเที่ยวไป.
บทว่า น ตานิ อคฺคยฺห วเทยฺย นาโค ความว่า บุคคลชื่อ
ว่านาคไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าวโดยนัยว่า ไม่กระทำความชั่ว เป็นต้น.
บทว่า เอลมฺพุชํ ความว่า เกิดในน้ำกล่าวคือเอละ.
บทว่า กณฺฏกวาริชํ ความว่า ดอกบัวมีก้านเป็นหนาม มีอธิบาย
ว่า ปทุม.
บทว่า ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ความว่า ดอกบัวนั้น
อันน้ำเปือกตมไม่เข้าไปติด ฉันใด.
บทว่า เอวํ มุนิ สนฺติวโท อคิทฺโธ ความว่า มุนีผู้กล่าวความ
สงบภายใน ไม่ติดพัน เพราะไม่มีความติดพัน.
บทว่า กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ความว่า เป็นผู้ไม่เข้า
ไปติดในกามแม้ ๒ อย่าง และในโลกมีอบายเป็นต้น ด้วยกิเลสทั้งหลาย ๒.
บทว่า อาคุํ น กโรติ ความว่า ไม่การทำโทษมีอกุศลเป็นต้น.
บทว่า น คจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่ถึงโทษด้วยอำนาจอคติ.
บทว่า นาคจฺฉติ ความว่า ไม่เข้าถึงกิเลสที่ละแล้ว.

855
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 856 (เล่ม 65)

บทว่า ปาปกา แปลด่า ลามก.
บทว่า อกุสลา ความว่า เกิดแต่ความเป็นผู้ไม่ฉลาด.
บทว่า เต กิเลเส น ปุเนติ ความว่า กิเลสเหล่าใด อันบุคคล
นั้นละได้แล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่มาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก.
บทว่า น ปจฺเจติ ความว่า ไม่กลับเข้าถึง.
บทว่า น ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ไม่กลับมาอีก.
บทว่า ขรทณฺโฑ ความว่า ก้านของใบขรุขระ คือก้านหยาบ.
บทว่า จตฺตเคโธ ความว่า สละความติดพัน.
บทว่า วนฺตเคโธ ความว่า คายความติดพัน.
บทว่า มุตฺตเคโธ ความว่า ตัดความติดพันที่เป็นเครื่องผูกพัน.
บทว่า ปหีนเคโธ ความว่า ละความติดพัน.
บทว่า ปฏินิสฺสฏฐเคโธ ความว่า สละคืนความติดพันด้วยประ-
การที่ไม่งอกขึ้นสู่จิตอีก แม้ในบทว่าเป็นผู้มีความกำหนัดอันสละคืนแล้ว
เป็นต้น ต่อไปก็นัยนี้เหมือนกัน บทเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล เป็นไวพจน์
แสดงภาวะที่คุ้นเคยแห่ง คหิต ศัพท์ จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.
คาถาว่า น เวทคู เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เวทคู ทิฏฺฐิยา ความว่า มุนีผู้ถึง
เวทคือมรรค ๔ เช่นเราย่อมเป็นผู้ไม่ไปด้วยทิฏฐิ คือย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ
หรือไม่ย้อมมาสู่ทิฏฐินั้นโดยสาระ ในคำเหล่านั้นมีเนื้อความของคำ ดัง
ต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า ทิฏฺฐิยายก เพราะอรรถว่า ด้วยทิฏฐิ เป็นตติยาวิภัตติ.

856
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 857 (เล่ม 65)

ชื่อว่า ทิฏฺฐิยายก เพราะอรรถว่า ไปสู่ทิฏฐิ เป็นทุติยาวิภัตติ.
แม้ที่เป็นฉัฏฐีวิภัตติ เป็น ทิฏฺฐิยา เพราะอรรถว่า การไปของ
ทิฏฐิ ก็มี.
บทว่า น มุติยา ส มานเมติ ความว่า มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความ
ถือตัวแม้ด้วยอารมณ์ที่ทราบ ชนิดมีรูปที่เขาทราบเป็นต้น.
บทว่า น หิ ตมฺมโย โส ความว่า เป็นผู้ไม่มีตัณหา คือเป็นผู้
ไม่มีตัณหานั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยสามารถแห่งตัณหาและทิฏฐิ แต่
ผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.
บทว่า น กมฺมุนา นาปิ สุเตน เนยฺโย ความว่า มุนีนั้น
ย่อมไม่เป็นผู้อันกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น หรือเสียงที่ได้ยินมีความ
หมดจดที่ได้ยินเป็นต้น นำไปได้.
บทว่า อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ความว่า มุนีนั้นเป็นผู้อัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปแล้วในที่อาศัย คือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง เพราะ
ละความนำเข้าไปทั้งสองได้แล้ว.
กลิ่น รส และโผฏฐัพพะชื่อว่ารูปที่เขาทราบแล้ว ในบทว่า มุตรูเปน
วา นี้.
บทว่า มานํ เนติ ความว่า ย่อมไม่ถึงอัสมิมานะการถือเราถือเขา.
บทว่า น อุเปติ ความว่า ย่อมไม่มาสู่ที่ใกล้.
บทว่า น อุปคจฺฉติ ความว่า ย่อมไม่เข้าไปตั้งอยู่.
บทว่า ตมฺมโย ได้แก่ การทำความอิ่มใจ และแก่มุนีนั้นผู้เป็น
อย่างนี้.

857
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 858 (เล่ม 65)

คาถาว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ บรรดา
บทเหล่านั้น.
บทว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส ความว่า แก่มุนีผู้ละกามสัญญาเป็นต้น
ด้วยภาวนาซึ่งมีเนกขัมมสัญญาเป็นสภาพถึงก่อน ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์
เอาผู้มีสมถะเป็นยานซึ่งเป็นอุภโตภาควิมุต.
บทว่า ปญญฺาวิมุตฺตสฺส ความว่า แก่มุนีผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
ด้วยภาวนาซึ่งมีวิปัสสนาเป็นสภาพถึงก่อน ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์เอา
ผู้เป็นสุกขวิปัสสก.
บทว่า สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏมานา
วิวทนฺติ โลเก ความว่า ก็ชนเหล่าใดยังถือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้น
ชนเหล่านั้น โดยเฉพาะพวกคฤหัสถ์ยังถือทิฏฐิซึ่งมีกามเป็นเหตุนั่นแหละ
ชนเหล่านั้นโดยเฉพาะพวกบรรพชิต ย่อมกระทบกระทั่งวิวาทกันและกัน
มีธรรมเป็นเหตุ.
บทว่า โย สมถปุพฺพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ความว่า บุคคล
ใดกระทำสมถะให้เป็นสภาพถึงก่อน คือให้เป็นปุเรจาริก เจริญอริยมรรค
พร้อมวิปัสสนา ยังสมาธิให้เกิดขึ้นก่อน ยังอริยมรรคพร้อมวิปัสสนาให้เกิด
ขึ้นภายหลัง.
บทว่า ตสฺส อาทิโต ความว่า อันบุคคลนั้นข่มเสียแล้วแต่ปฐม-
ฌานเป็นต้น.
บทว่า อุปาทาย ความว่า อิงแล้ว อาศัยแล้ว.

858
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 859 (เล่ม 65)

บทว่า คนฺถา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ ความว่า กิเลสเป็นเครื่อง
ร้อยรัด ย่อมเป็นของอันบุคคลนั้นกระทำให้ไกลแล้ว.
บทว่า อรหตฺตปฺปตฺเต บรรลุอรหัตตผล.
บทว่า อรหโต ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล กิเลสทั้งปวงมี
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดและโมหะเป็นต้น ย่อมเป็นสภาพอันพระอรหันต์
ละเสียแล้ว.
บทว่า โย วิปสฺสนาปุพพงฺคมํ อริยมคฺคํ ภาเวติ ความว่า
บุคคลใดกระทำวิปัสสนาให้เป็นสภาพถึงก่อน คือให้เป็นปุเรจาริก เจริญ
อริยมรรค ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้นก่อน เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอริยมรรค
ภายหลัง.
บทว่า ตสฺส อาทิโต อุปาทาย ความว่า อันบุคคลนั้นอาศัย
วิปัสสนาจำเดิมแต่เห็นแจ้ง.
บทว่า ภิกฺขมฺภิตา ในบทว่า โมหา วิกฺขมฺภิตา โหนฺติ นี้
ความว่า ให้ถึงที่ไกล.
บทว่า สญฺญาวเสน ฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ชนเหล่าใดยังถือกาม
สัญญาเป็นต้น ชนเหล่านั้นย่อมเบียดเบียนกันด้วยสามารถแห่งสัญญา.
บทว่า สงฺฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนกันกว่านั้น ๆ.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงเหล่าชนที่เบียดเบียนกัน ท่านจึงกล่าวความ
พิสดาร โดยนัยว่า ราชาโนปิ ราชูหิ วิวทนฺติ เป็นต้น.
ในบทว่า อญฺญมญฺญํ ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ ความว่า ย่อม
ประหารกันและกันด้วยมือทั้งสอง.

859
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 860 (เล่ม 65)

บทว่า เลฑฺฑูหิ ได้แก่ ด้วยก้อนดิน.
บทว่า ทณฺเฑหิ ได้แก่ ด้วยไม้พอง.
บทว่า สตฺเถหิ ได้แก่ ด้วยศัสตราสองคม.
บทว่า อภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา ความว่า เพราะความที่ยัง
ละปุญญาภิสังขารเป็นต้นไม่ได้.
บทว่า คติยา ฆฏฺเฏนฺติ ความว่า ย่อมเบียดเบียนกัน คือ ย่อม
ถึงความกระทบกระทั่งกัน ในคติอันเป็นที่พึ่งซึ่งจะต้องไป แม้ในนรก
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าว
แล้ว.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส
อรรถกถา มาคันทิยสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๙

860
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 1 (เล่ม 66)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย มหานิทเทส
เล่มที่ ๕ ภารที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อัฏฐกวัคคิกะ๑
ปุราเภทสุตตนิทเทสที่ ๑๐
[๓๗๔] (พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า) บุคคลมีความเห็นอย่างไร
มีศีลอย่างไร อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว
ข้าแต่พระโคดม พระองค์ถูกถามแล้ว ขอจงตรัสบอก
บุคคลนั้น ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม แก่ข้าพระองค์.
ว่าด้วยคำถามของพระพุทธนิมิต
[๓๗๕] คำว่า มีความเห็นอย่างไร ในคำว่า บุคคลมีความเห็น
อย่างไร มีศีลอย่างไร อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว
ความว่า บุคคลประกอบด้วยความเห็นเช่นไร คือ ด้วยความดำรงอยู่
อย่างไร ด้วยประการอย่างไร ด้วยส่วนเปรียบอย่างไร เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มีความเห็นอย่างไร. คำว่า มีศีลอย่างไร ความว่า บุคคลประกอบ
๑. บาลีเล่มที่ ๒๙. คำนี้พม่าเป็นอัฏฐกวัคคะ.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 2 (เล่ม 66)

ด้วยศีลเช่นไร คือ ด้วยความดำรงอยู่อย่างไร ด้วยประการอย่างไร ด้วย
ส่วนเปรียบอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีความเห็นอย่างไร มีศีล
อย่างไร. คำว่า อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว ความว่า อัน
บัณฑิตกล่าว เรียก บอก พูด แสดง แถลงว่า เป็นผู้สงบเข้าไปสงบ
ดับ ระงับแล้ว. พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาว่า มีความเห็นอย่างไร
ตรัสถามถึงอธิศีลว่า มีศีลอย่างไร ตรัสถามถึงอธิจิตว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ
แล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร
อันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว.
[๓๗๖] คำว่า ซึ่งบุคคลนั้น ในคำว่า ข้าแต่พระโคดม . . . ขอ
จงตรัสบอกบุคคลนั้น. . .แก่ข้าพระองค์ ความว่า บุคคลที่ถาม ที่ขอ
ให้บอก ขอจงตรัสบอก ขอให้ประสาท พระพุทธนิมิตนั้น ย่อมตรัส
เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พุทธเจ้า โดยพระโคตรว่า ข้าแต่พระโคดม.
คำว่า ขอจงตรัสบอก คือ ตรัสเล่า บอก แสดง แถลง แต่งตั้ง เปิด
เผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระ-
โคดม... ขอจงตรัสบอกบุคคลนั้น... แก่ข้าพระองค์.
[๓๗๗] คำว่า ถูกถามแล้ว ในคำว่า ถูกถามแล้ว ... ซึ่งเป็น
นรชนผู้อุดม ความว่า ถูกถาม ถูกสอบถาม ขอให้บอก ขอเชิญให้
ทรงแสดง ขอให้ประสาท. คำว่า ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม ความว่า ซึ่งเป็น
นรชนผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน สูงสุด บวร เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม เพราะเหตุนั้น พระพุทธนิมิตจึงตรัสว่า
บุคคลมีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร อันบัณฑิต
กล่าวว่า เป็นผู้เข้าไปสงบแล้ว ข้าแต่พระโคดม พระองค์

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ – หน้าที่ 3 (เล่ม 66)

ถูกถามแล้ว ขอจงตรัสบอกบุคคลนั้น ซึ่งเป็นนรชนผู้อุดม
แก่ข้าพระองค์
[๓๗๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) ก่อนแต่กายแตก
พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากตัณหา ผู้ไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น
อันใคร ๆ ไม่นับได้ในส่วนท่ามกลาง ความทำไว้ใน
เบื้องหน้ามิได้มี แก่พระอรหันต์นั้น.
อธิบายคำว่า ภควา
[๓๗๙] คำว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ก่อนแต่กายแตก
พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากตัณหา ความว่า ก่อนแต่กายแตก คือ
ก่อนแต่อัตภาพแตก ก่อนแต่ทอดทิ้งซากศพ ก่อนแต่ขาดชีวิตินทรีย์
พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากตัณหา คือ เป็นผู้มีตัณหาหายไป สละไป
สำรอกออก ปล่อย ละ สละคืน เป็นผู้ปราศจากราคะ คือ เป็นผู้มี
ราคะหายไป สละไป สำรอกออก ปล่อย ละ สละคืนแล้ว เป็นผู้หาย
หิว ดับแล้ว เย็นแล้ว เป็นผู้เสวยสุขมีตนดังพรหมอยู่. บทว่า ภควา
เป็นคำกล่าวเรียกด้วยความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ภควา เพราะ
อรรถว่า ผู้ทำลายราคะ ทำลายโทสะ ทำลายโมหะ ทำลายมานะ ทำลาย
ทิฏฐิ ทำลายเสี้ยนหนาม ทำลายกิเลส และเพราะอรรถว่า ทรงจำแนก
แจกแจง ซึ่งธรรมรัตนะ เพราะอรรถว่า ทรงทำที่สุดแห่งภพทั้งหลาย
เพราะอรรถว่า มีพระกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรม
แล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงซ่องเสพเสนา-
สนะอันเป็นป่าละเมาะ ป่าทึบ อันสงัด มีเสียงน้อย ปราศจากเสียงกึกก้อง

3