ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 844 (เล่ม 65)

คาถานี้มีเนื้อความง่าย นอกจากบทที่เป็นปรมัตถ์. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า ยํ ปรมตฺถํ ได้แก่ นิพพานอันสูงสุดใด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงอุบายที่ธีรชนทั้งหลาย
ใช้เป็นเครื่องประกาศอรรถนั้นพร้อมทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม แก่
พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระคาถาว่า น ทิฏฺฐิยา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธศีลและพรตภาย
นอกจากญาณที่ได้แต่สมาบัติ ด้วยพระดำรัสว่า น ทิฏฺฐิยา เป็นต้น
บัณฑิตพึงนำ ๓ บทแรกไปประกอบ อาห ศัพท์ ที่ตรัสไว้ในบทนี้ว่า
สุทฺธิมาห กับ น อักษร ในที่ทุกแห่งแล้วพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า
ไม่กล่าว คือไม่บอกความหมดจดด้วยทิฏฐิ ก็ในบทนี้ฉันใด แม้ในบท
ต่อ ๆ ไปก็ฉันนั้น.
และในบทเหล่านั้น.
บทว่า อทิฏฺฐิยา นาห ความว่า ไม่กล่าวเว้นสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.
บทว่า อสฺสุติยา ก็เหมือนกัน ความว่า ไม่กล่าวเว้นการฟัง.
บทว่า อญาณา ความว่า เว้นกัมมัสสกตาญาณและสัจจานุโลมิกญาณ.
บทว่า อสีลตา ความว่า เว้นปาติโมกขสังวร.
บทว่า อพฺพตา ความว่า เว้นธุดงควัตร.
บทว่า โน ปิ เตน พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เราไม่กล่าว
แม้ด้วยธรรมสักว่าทิฏฐิเป็นต้นแต่ละอย่างในบรรดาธรรมเหล่านั้น.
บทว่า เอเต จ นิสฺสชฺช อนุคฺคหาย ความว่า สละธรรมฝ่าย
ดำชนิดเป็นทิฏฐิเก่าเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยกระทำการถอนขึ้น และไม่ถือมั่น

844
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 845 (เล่ม 65)

แม้ธรรมฝ่ายขาวชนิดทิฏฐิเป็นต้นที่มีภายหลัง ด้วยการถึงความไม่ต้องถอน
ขึ้น.
บทว่า สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ความว่า เป็นผู้สงบ
ด้วยความเข้าไปสงบราคะเป็นต้น ด้วยการปฏิบัตินี้ ไม่อาศัยธรรมอะไร ๆ
ในจักษุเป็นต้น ไม่พึงหวังแม้ภพเดียว คือพึงเป็นผู้ไม่เริ่มตั้งใกล้เหตุ
อธิบายว่า นี้เป็นความสงบภายในของเขา.
บทว่า สวนมฺปิ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า แม้การฟังด้วยสามารถแห่ง
สุตตะเป็นต้นก็พึงหวัง.
บทว่า สมฺภารา อิเม ธมฺมา ความว่า ธรรมเหล่านี้มีสัมมาทิฏฐิ
เป็นต้น เป็นสัมภาระ ด้วยอรรถว่าเป็นอุปการะ.
บทว่า กณฺหปกฺขิกานํ ความว่า ไปในฝ่ายอกุศล.
บทว่า สมุคฺฆาตโต ปหานํ อิจฺฉิตพฺพํ ความว่า พึงหวังการ
ละโดยการกำจัดคือการถอนขึ้นโดยชอบ.
บทว่า เตธาตุเกสุ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความว่า ที่เกิดแต่ความ
ฉลาด เป็นไปในภูมิ ๓ กล่าวคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ.
บทว่า อตมฺมยตา ได้แก่ ความปราศจากตัณหา.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาคันทิยพราหมณ์มิได้
กำหนดเนื้อความของพระดำรัสจึงกล่าวคาถาว่า โน เจ กิร เป็นต้น
อนึ่งพึงประกอบ อาห ศัพท์ กับ โน เจ กิร ศัพท์.
เห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าว คือ ได้ยินว่า
ถ้าบัณฑิตไม่พูด ดังนี้.

845
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 846 (เล่ม 65)

บทว่า โมมุหํ ได้แก่ ความหลงยิ่ง หรือความหลง.
บทว่า ปจฺเจนฺติ ความว่า ย่อมรู้. นิทเทสของคาถาแม้นี้ง่าย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงอาศัยทิฏฐินั้น ปฏิเสธคำถาม
ของพราหมณ์นั้น จึงตรัสคาถาว่า ทิฏฺฐึ สุนิสฺสาย เป็นต้น คาถานั้น
มีเนื้อความว่า ดูก่อนมาคันทิยะ ท่านอาศัยทิฏฐิถามอยู่บ่อย ๆ ทิฏฐิเหล่าใด
ที่ท่านถอนขึ้นแล้ว ท่านมาสู่ความลุ่มหลงในทิฏฐิที่ท่านถอนขึ้นเหล่านั้น
นั่นแหละ ท่านไม่เห็นสัญญาที่ควรแม้น้อย แต่ธรรมนี้คือแต่ความสงบภาย
ในที่เรากล่าวแล้ว หรือแต่การปฏิบัติ หรือแต่ธรรมเทศนา เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงเห็นธรรมนี้แต่ความหลง.
บทว่า ลคฺคนํ นิสฺสาย ลคฺคนํ ความว่า ติดแน่นความเกี่ยว
ข้องทิฏฐิ.
บทว่า พนฺธนํ ได้แก่ ความผูกพันทิฏฐิ.
บทว่า ปลิโพธํ ได้แก่ ความกังวลทิฏฐิ.
บทว่า อนุธการํ ปกฺขนฺโตสิ ความว่า ท่านเป็นผู้เข้าไปแล้วสู่
ความมืดตื้อ.
บทว่า ยุตฺตสญฺญํ ความว่า สัญญาอันควรในสมณธรรม.
บทว่า ปตฺตสญฺญํ ความว่า สัญญาที่ได้เฉพาะแล้วในสมณธรรม.
บทว่า ลกฺขณสญฺญํ ความว่า สัญญาที่ให้รู้จัก.
บทว่า การณสญฺญํ ความว่า สัญญาในเหตุ.
บทว่า ฐานสญฺญํ ความว่า สัญญาในการณ์.
บทว่า น ปฏิลภสิ ความว่า ย่อมไม่ประสบ.

846
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 847 (เล่ม 65)

บทว่า กุโต ญาณํ ความว่า ก็ท่านจักได้มรรคญาณด้วยเหตุอะไร.
บทว่า อนิจฺจํ วา ความว่า เบญจขันธ์ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะ
อรรถว่า มีแล้วไม่มี.
บทว่า อนิจฺจสญฺญานุโลมํ วา ความว่า สัญญาที่เกิดขึ้นว่า
เบญจขันธ์ทั้งหลายไม่เที่ยง ชื่อว่า อนิจจสัญญา ญาณที่อนุโลม คือไม่
ปฏิกูลแก่สัญญานั้น ชื่อว่า ญาณอันอนุโลมแก่อนิจจสัญญา ญาณนั้น คือ
อะไร ? คือ วิปัสสนาญาณ. แม้ญาณที่อนุโลมแก่ทุกขสัญญาและอนัตต-
สัญญา ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็และครั้นทรงแสดงการถึงความวิวาทด้วยความหลงใหลในทิฏฐิที่
ยึดถือไว้ แก่มาคันทิยพราหมณ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงความที่พระองค์ผู้ปราศจากความลุ่มหลงในธรรมเหล่านั้น
และเหล่าอื่น เป็นผู้ไม่มีความวิวาท จึงตรัสคาถาว่า สโม วิเสสี เป็นต้น
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยความถือตัวก็ตาม ด้วยทิฏฐิก็
ตามด้วยบุคคลก็ตาม โดยส่วน ๓ อย่างนั้น ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัว
นั้นด้วยทิฏฐินั้น หรือด้วยบุคคลนั้น แต่ผู้ใด อย่างตถาคต ไม่หวั่นไหว
ในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา
หรือว่าเลวกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ผู้นั้น ปาฐะที่เหลือว่า น จ หีโน นิทเทส
ของคาถาแม้นี้ ก็ง่ายเหมือนกัน จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.
คาถาว่า สจฺจนฺติ โส เป็นต้นนั้น มีเนื้อความว่า บุคคลผู้เป็น
พราหมณ์โดยนัยมีความเป็นผู้ลอยบาปแล้วเป็นต้น นั้น คือ เห็นปานนั้น
คือ ละมานะและทิฏฐิได้แล้ว เช่น ตถาคต จะพึงกล่าวสิ่งอะไร คือ

847
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 848 (เล่ม 65)

จะพึงพูดเรื่องอะไร หรือจะพึงพูดด้วยเหตุอะไร ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง
หรือจะพึงวิวาท ด้วยมานะ ด้วยทิฏฐิ หรือด้วยบุคคลอะไร ว่า ของเรา
จริง ของท่านเท็จ ความสำคัญว่าเสมอเขา โดยเป็นไปว่า เราเสมอเขา
หรือความสำคัญว่าไม่เสมอเขา โดยเป็นไปด้วยความเป็น ๒ อย่างคือดีกว่า
เขาและเลวกว่าเขา นอกนี้ย่อมไม่มีในพระขีณาสพใด คือเช่นตถาคต
พระขีณาสพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วยเหตุมีความเป็นผู้ถือตัวเป็นต้น
อะไรเล่า นิทเทสของคาถาแม้นี้ก็ง่าย.
บุคคลเห็นปานนี้ พึงทราบอย่างแน่ชัดทีเดียวมิใช่หรือ คาถาว่า
โอกมฺปหาย เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกมฺปหาย ความว่า รูปธาตุเป็นต้น
เป็นที่อยู่ของวิญญาณ ละทิ้งด้วยการละฉันทราคะในรูปธาตุเป็นต้นนั้น.
บทว่า อนิเกตสารี ความว่า ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่คือรูปนิมิต
เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งตัณหา.
บทว่า กาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานี ความว่า ไม่กระทำความ
เชยชิดอย่างคฤหัสถ์ในกาม.
บทว่า กาเมหิ ริตฺโต ความว่า เป็นผู้ว่างจากกามทั้งปวง เพราะ
ไม่มีฉันทราคะในกามทั้งหลาย.
บทว่า อปุเรกฺขราโน ความว่า ไม่ยังอัตภาพให้บังเกิดยิ่งต่อไป.
บทว่า กถนฺนุ วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ความว่า พึงกล่าวคำ
แก่งแย่งกับด้วยชน.
บทว่า หลิทฺทกานิ ความว่า คหบดีผู้มีชื่ออย่างนี้.

848
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 849 (เล่ม 65)

บทว่า เยน ในประโยคว่า เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนู-
ปสงฺกมิ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้น
พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พระมหากัจจานะอยู่ในที่ใด คหบดีเข้าไป
หาในที่นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายเข้าไปหาพระมหากัจจานะด้วยเหตุใด คหบดีก็เข้าไปหาด้วยเหตุนั้น
อีกอย่างหนึ่ง คหบดีเข้าไปหาพระมหากิจจานะด้วยเหตุอะไร ด้วย
ความประสงค์บรรลุคุณวิเศษมีประการต่าง ๆ เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผลิตดอก
ผลเป็นนิจ อันฝูงนกทั้งหลายเข้าไปหาด้วยความประสงค์กินผลที่ดี.
บทว่า อุปสงฺกมิ มีอธิบายว่า เข้าไปใกล้.
บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นบทแสดงความสิ้นสุดแห่งการเข้าไปหา
อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ไปอย่างนั้น จากนั้นไปสู่ที่ระหว่างอาสนะ
กล่าวคือที่ใกล้พระมหากัจจานะ.
บทว่า อภิวาเทตฺวา ความว่า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ บัดนี้
คหบดีประสงค์จะถามถึงประโยชน์ที่เป็นเหตุให้ตนมาสู่ที่บำรุงพระมหา-
กัจจานะ จึงนั่งประคองอัญชลีที่รุ่งเรื่องด้วยประชุมสิบนิ้วไว้เหนือศีรษะ
อยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.
บทว่า เอกมนฺตํ เป็นภาวนปุงสกนิทเทส เหมือนในประโยคว่า
พระจันทร์พระอาทิตย์เวียนไปไม่พร้อมกัน เป็นต้น เพราะฉะนั้น พึงเห็น
เนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า นั่งอย่างไร ? นั่งที่แห่งหนึ่ง คือนั่งอย่างนี้ อีก

849
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 850 (เล่ม 65)

อย่างหนึ่ง บทว่า เอกมนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมี
วิภัตติ.
บทว่า นิสีทิ ความว่า สำเร็จการนั่ง จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายที่เป็นบัณฑิต เข้าไปหาผู้ที่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ ย่อมนั่ง ณ
ที่ควรแห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอาสนะและคหบดีนี้ก็เป็นคนหนึ่ง
ในบรรดาผู้ที่เป็นบัณฑิตเหล่านั้น ฉะนั้นจึงนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง ก็นั่ง
อย่างไร ชื่อว่า นั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง เว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง คือ
ไกลเกินไป ๑ ใกล้เกินไป ๑ เหนือลม ๑ ที่สูง ๑ ตรงหน้าเกินไป ๑
ข้างหลังเกินไป ๑. นั่งไกลเกินไป ถ้าต้องการจะถาม จะต้องถามด้วยเสียง
ดัง, นั่งใกล้เกินไป จะทำการเสียดสี, นั่งเหนือลม จะเบียดเบียนหรือ
กลิ่นตัว, นั่งที่สูง ประกาศความไม่เคารพ นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าต้อง
การจะดู ก็จะต้องสวนตากัน, นั่งหลังเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะต้องยื่น
คอดู, เพราะฉะนั้น คหบดีแม้นี้จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง เพราะ
เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เอกมนฺตํ นิสีทิ นั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้กล่าวคำนี้ว่า วุตฺตมิทํ ภนฺเต
กจฺจาน ภควตา อฏฺฐกวคฺคิเย มาคนฺทิยปญฺเห ดังนี้ มาคันทิยปัญหา
มีอยู่ในปัญหานั้น อันมีมาในอัฏฐกวรรค.
บทว่า รูปธาตุ ประสงค์เอารูปขันธ์.
บทว่า รูปธาตุราควินิพนฺธํ ความว่า ผูกพันไว้ด้วยราคะในรูป
ธาตุ.
บทว่า วิญฺญาณํ ได้แก่ กัมมวิญญาณ.

850
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 851 (เล่ม 65)

บทว่า โอกสารี ความว่า ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่มีเรือนเป็นต้น. ถาม
ว่า ก็เหตุไรพระมหากัจจานะจึงไม่กล่าวในที่นี้ว่า วิญฺญาณธาตุ โข
คหปติ ตอบว่า เพื่อกำจัดความหลงใหล.
ก็บทว่า โอโก โดยอรรถท่านกล่าวถึงปัจจัย กัมมวิญญาณที่เกิด
ก่อน ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่กรรมวิญญาณ ทั้งแก่วิปากวิญญาณ ที่เกิดที่
หลัง และวิปากวิญญาณที่เกิดก่อน ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่วิปากวิญญาณ
ทั้งแก่กัมมวิญญาณที่เกิดทีหลัง ฉะนั้น พึงมีความหลงใหลว่า วิญญาณใน
ที่นี้ ดวงไหนหนอ เพื่อกำจัดความหลงใหลนั้น พระมหากัจจานะจึงไม่
ถือเอาวิญญาณนั้นกระทำการแสดงไม่ให้ปนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าว
อภิสังขารและวิญญาณฐิติ ๔ ด้วยสามารถเป็นอารมณ์ของวิบาก แม้เพื่อ
แสดงอภิสังขารและวิญญาณฐิติเหล่านั้น จึงไม่เอาวิญญาณในที่นี้.
บทว่า อุปายุปาทานา ความว่า อุบาย ๒ ด้วยสามารถแห่งตัณหา
อุบายและทิฏฐิอุบาย อุปาทาน ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น.
บทว่า เจตโส อธิฏฐานาภินิเวสานุสยา ความว่า เป็นเหตุยึด
มั่น เป็นเหตุถือมั่น และเป็นเหตุนอนเนื่อง แห่งอกุศลจิต.
บทว่า ตถาคตสฺส ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จริงอยู่ ความ
พอใจเป็นต้นเหล่านั้น อันพระขีณาสพทั้งหลายแม้ทั้งปวงละได้แล้วทีเดียว
แต่ความเป็นขีณาสพของพระศาสดาปรากฏยิ่งในโลก ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
คำว่า ตถาคต นี้โดยที่สุดเบื้องบน.
เพราะเหตุไร ? ท่านจึงถือเอาวิญญาณ ในบทว่า วิญฺญาณธาตุยา นี้

851
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 852 (เล่ม 65)

เพื่อแสดงการละกิเลส เพราะในขันธ์ หรือขันธ์ ๕ ยังละกิเลสไม่ได้หมดที่
เดียว ฉะนั้น ท่านจึงถือเอาเพื่อแสดงการละกิเลส.
บทว่า เอวํ โข คหปติ อโนกสารี โหติ ความว่า พระตถาคต
ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ด้วยกัมมวิญญาณ จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่
ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า รูปนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธา ความว่า รูปนั้นแลชื่อว่า
นิมิต ด้วยอรรถว่า เป็นปัจจัยของกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าที่อยู่ ด้วยอรรถ
ว่า เป็นที่อยู่ กล่าวคือเป็นกิริยาแห่งอารมณ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ที่อยู่คือรูป
นิมิต ความท่องเที่ยวไปด้วย ความผูกพันด้วย ชื่อว่าความท่องเที่ยวไป
และความผูกพัน ท่านกล่าวความที่กิเลสทั้งหลายแผ่ไป และความผูกพัน
ของกิเลสทั้งหลาย แม้ด้วยบททั้งหลาย ความท่องเที่ยวไปและความผูกพัน
ในที่อยู่คือรูปนิมิต ชื่อว่า ความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือ
รูปนิมิต เพราะฉะนั้น จึงเป็นความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่
คือรูปนิมิต อธิบายว่า ด้วยความท่องเที่ยวไปของกิเลส และด้วยความ
ผูกพันของกิเลสที่เกิดขึ้นในที่อยู่คือรูปนิมิต.
บทว่า นิเกตสารีติ วุจฺจติ ความว่า เรียกว่า ความท่องเที่ยวไป
ในที่อยู่ ด้วยอรรถว่า เป็นที่อยู่อาศัย ด้วยสามารถแห่งการการทำอารมณ์.
บทว่า ปหีนา ความว่า ความท่องเที่ยวไปและผูกพันของกิเลส
ในที่อยู่คือรูปนิมิตเหล่านั้น พระตถาคตละได้แล้ว.
ก็เหตุไรในที่นี้ ท่านจึงเรียก เบญจขันธ์ ว่า โอก เรียกอารมณ์
๖ ว่า นิเกต.

852
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 853 (เล่ม 65)

ก็ในเพราะความวิเสสด้วยอรรถว่าอาลัย ของเบญจขันธ์และอารมณ์
เหล่านั้นแม้ที่มีอยู่เพราะฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย ท่านจึงเรียกเรือน
ล้วน ๆ นั่นแหละว่า โอก โดยตรง.
บทว่า นิเกตํ ได้แก่ อุทยานเป็นที่อยู่อาศัยเป็นต้น ของผู้ที่
กำหนดหมายกันไว้ว่า วันนี้พวกเราจักเล่นในที่โน้น ในข้อนั้นฉันทราคะ
ในเรือนที่ประกอบ ด้วย บุตร ภรรยา และข้าวเปลือก ย่อมมีกำลัง
ฉันใด ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปในภายใน ก็ฉันนั้น เหมือนอย่างว่า
ฉันทราคะในที่อุทยานเป็นต้นมีกำลังน้อยกว่าฉันทราคะในเรือนนั้น ฉันใด
ในอารมณ์ ๖ ภายนอก ก็ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านแสดง
เทศนาอย่างนี้เพราะความที่ฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย.
บทว่า สุขิเตสุ สุขิโต ความว่า เมื่อพวกอุปัฏฐากมีความสุข
ด้วยสามารถแห่งทรัพย์ ข้าวเปลือก และลาภเป็นต้น ย่อมเป็นผู้มีความ
สุขด้วยความสุขอาศัยเรือนว่า บัดนี้ เราจักได้จีวรที่ชอบใจ โภชนะที่
ชอบใจเที่ยวเสวยสมบัติที่ถึงแล้วด้วยตนกับด้วยอุปัฏฐากเหล่านั้น.
บทว่า ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต ความว่า เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแก่
อุปัฏฐากเหล่านั้นด้วยเหตุอะไร ๆ ก็ตาม ตนเองย่อมมีความทุกข์ถึง ๒ เท่า
บทว่า กิจฺจกรณีเยสุ ได้แก่ กรณียะกล่าวคือหน้าที่การงาน.
บทว่า โวโยคํ อาปชฺชติ ความว่า ตนเองย่อมถึงการบำเพ็ญ
ประโยชน์ คือความที่กิจเหล่านั้นอันตนพึงทำ,
บทว่า กาเมสุ ได้แก่ วัตถุกาม.

853