ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 834 (เล่ม 65)

คำว่า ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ ความว่า มุนีนั้น
ไม่ถึง ไม่เข้าถึง ไม่เข้าไปถึง ไม่ถือ ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ซึ่งความถือ
ตัว ด้วยรูปที่ทราบก็ดี ด้วยเสียงแห่งผู้อื่นก็ดี ด้วยสมบัติแห่งมหาชนก็ดี
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีผู้ถึงเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึง
ความถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ.
คำว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา ความว่า มุนี ย่อมเป็นผู้ไม่มี
ตัณหา คือ ไม่เป็นผู้มีตัณหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เป็นผู้มีตัณหาเป็นเบื้องหน้า
ด้วยสามารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ ตัณหา ทิฏฐิและมานะ
เป็นสภาพอันมุนีละแล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน
ถึงความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุ
เท่าใด มุนีนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีตัณหาเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีตัณหา
เป็นเบื้องหน้า ด้วยเหตุเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มี
ตัณหา.
[๓๖๘] คำว่า เป็นผู้อันธรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไป
ได้ มีความว่า คำว่า อันธรรม....ไม่ ความว่า มุนีนั้น ย่อมไม่ไป
ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยปุญญาภิสังขารบ้าง อปุญญา
ภิสังขารบ้าง อาเนญชาภิสังขารบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันกรรม....ไม่,
คำว่า เป็นผู้อันเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ ความว่า มุนีย่อมไม่ไป
ไม่ดำเนินไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วยความหมดจดแห่งเสียงที่ได้
ยินก็ดี ด้วยเสียงแห่งผู้อื่นก็ดี ด้วยสมบัติแห่งมหาชนก็ดี เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า เป็นผู้อันกรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้.

834
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 835 (เล่ม 65)

[๓๖๙] คำว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่
อาศัยทั้งหลาย มีความว่า คำว่า ความนำเข้าไป ได้แก่ ความนำเข้า
ไป ๒ อย่าง คือ ความนำเข้าไปด้วยตัณหา ๑ ความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ ๑
ฯลฯ นี้ชื่อว่าความนำเข้าไปด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความนำเข้าไปด้วย
ทิฏฐิ มุนีนั้นละความนำเข้าไปด้วยตัณหา สละคืนความนำเข้าไปด้วยทิฏฐิ
แล้ว เพราะเป็นผู้ละความนำเข้าไปด้วยตัณหา สละคืนความนำเข้าไปด้วย
ทิฏฐิ มุนีนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไป ไม่เข้าไปติด
ไม่เข้าถึง ไม่ติดใจ ไม่น้อมใจ ออกไป สละแล้ว พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้อง
แล้ว มีจิตปราศจากแดนกิเลสอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้อันตัณหา
และทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
มุนีผู้ถึงเวรนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความ
ถือตัวด้วยอารมณ์ที่ทราบ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีตัณหา อัน
ธรรมและเสียงที่ได้ยินไม่พึงนำไปได้ เป็นผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิไม่นำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย.
[๓๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้ว
จากสัญญา โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา
ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบ
กระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก.

835
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 836 (เล่ม 65)

[๓๗๑] คำว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้น
แล้วจากสัญญา มีความว่า มุนีใดเจริญอริยมรรคมีสมถะเป็นเบื้องต้น
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด เป็นสภาพอันมุนีนั้นข่มเสียแล้ว ตั้งแต่กาลเบื้อง
ต้นเมื่อมุนีนั้นถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด โมหะ
นิวรณ์ กามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา และทิฏฐิสัญญา เป็น
สภาพอันพระอรหันต์ละเสียแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึง
ความไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้วจาก
สัญญา.
[๓๗๒] คำว่า โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา
มีความว่า มุนีใดเจริญอริยมรรคมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น โมหะเป็นสภาพ
อันมุนีนั้นข่มเสียแล้วตั้งแต่กาลเบื้องต้น เมื่อมุนีนั้นถึงความเป็นพระ
อรหันต์แล้ว โมหะ กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด นิวรณ์ กามสัญญา
พยาบาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา เป็นสภาพอันพระอรหันต์ละเสีย
แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความ
ไม่มีในภายหลัง มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา.
[๓๗๓] คำว่า ชนเหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่า
นั้นกระทบกระทั่งกันอยู่ ย่อมเที่ยวไปในโลก มีความว่า ชนเหล่า
ใดยังถือสัญญา คือกามสัญญา พยาบาทสัญญา วิหญิงสาสัญญา ชนเหล่านั้น
ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือเบียดเบียนกัน ด้วยสามารถแห่งสัญญา แม้เป็น

836
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 837 (เล่ม 65)

พระราชา ก็ย่อมวิวาทกับพวกพระราชา แม้เป็นกษัตริย์ ก็ย่อมวิวาทกับ
พวกกษัตริย์ แม้เป็นพราหมณ์ ก็ย่อมวิวาทกับพวกพราหมณ์ แม้เป็น
คหบดี ก็ย่อมวิวาทกับพวกคหบดี แม้มารดาก็ย่อมวิวาทกับบุตร แม้บุตร
ก็ย่อมวิวาทกับมารดา แม้บิดาก็ย่อมวิวาทกับบุตร แม้บุตรก็ย่อมวิวาทกับ
บิดา แม้พี่ชายน้องชายก็ย่อมวิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้พี่สาวน้องสาวก็
ย่อมวิวาทกับ พี่สาวน้องสาว แม้พี่ชายน้องชายก็ย่อมวิวาทกับพี่สาวน้องสาว
แม้พี่สาวน้องสาวก็ย่อมวิวาทกับพี่ชายน้องชาย แม้สหายก็ย่อมวิวาทกับ
สหาย ชนเหล่านั้นถึงความทะเลาะแก่งแย่งวิวาทกัน ย่อมทำร้ายกันและ
กันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง ใน
เพราะวิวาทกันนั้น ชนเหล่านั้น ย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตาย
บ้าง ในเพราะการทำร้ายกันนั้น ชนเหล่าใดยังถึงทิฏฐิว่า โลกเที่ยง ฯลฯ
หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หา
มิได้ ชนเหล่านั้น ย่อมกระทบกระทั่งกัน คือเบียดเบียนกันด้วยสามารถ
แห่งทิฏฐิ กล่าวคือ ย่อมกระทบกระทั่งศาสดาแต่ศาสดา ย่อมกระทบ
กระทั่งการบอกธรรมแก่การบอกธรรม ย่อมกระทบกระทั่งคณะแต่คณะ
ย่อมกระทบกระทั่งทิฏฐิแต่ทิฏฐิ ย่อมกระทบกระทั่งปฏิปทาแต่ปฏิปทา
ย่อมกระทบกระทั่งมรรคแต่มรรค.
อีกอย่างหนึ่ง ชนเหล่านั้นย่อมวิวาทกัน คือทำความทะเลาะกัน
ทำความหมายมั่นกัน ทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความ
มุ่งร้ายกัน ว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้อง
วาทะ ถ้าท่านสามารถ ชนเหล่านั้นยังละอภิสังขารไม่ได้ เพราะยังละ

837
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 838 (เล่ม 65)

อภิสังขารไม่ได้ จึงกระทบกระทั่งกันในคติ คือย่อมกระทบกระทั่งกันใน
นรกย่อมกระทบกระทั่งกันในกำเนิดดิรัจฉาน ย่อมกระทบกระทั่งกันใน
เปรตวิสัย ย่อมกระทบกระทั่งกันในมนุษยโลก ย่อมกระทบกระทั่งกันใน
เทวโลกย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนคติด้วยคติ ย่อมกระทบกระทั่งเบียด
เบียนอุปบัติด้วยอุปบัติ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนปฏิสนธิด้วยปฏิสนธิ
ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนภพด้วยภพ ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียน
สงสารด้วยสงสาร ย่อมกระทบกระทั่งเบียดเบียนวัฏฏะด้วยวัฏฏะ กระทบ
กระทั่งกันอยู่ย่อมเที่ยวไป อยู่ เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษาบำรุง
ยังชีวิตให้เป็นไป. คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก มนุษยโลก
เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชน
เหล่าใดยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันอยู่
ย่อมเที่ยวไปในโลก เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้เว้นแล้ว
จากสัญญา โมหะย่อมไม่มีแก่มุนีผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา
ชนเหล่าใด ยังถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบ
กระทั่งกันอยู่ย่อมเที่ยวไปในโลก.
จบ มาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙

838
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 839 (เล่ม 65)

อรรถกถามาคันทิยสุตตนิทเทส
ในมาคันทิยสุตตนิทเทสที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ พึงทราบความใน
คาถาแรกก่อนว่า แม้เพียงความพอใจในเมถุนก็มิได้มี เพราะเห็นธิดามาร
คือนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ผู้เนรมิตรูปต่าง ๆ มาอย่างใคร่จัด
ที่โคนไม้อชปาลนิโครธ แล้วเหตุไรความพอใจในเมถุนจักมีเพราะเห็นรูป-
นี้ที่เต็มไปด้วยมูตรและกรีสของทาริกานี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องรูป
นั้นด้วยประการทั้งปวงแม้ด้วยเท้า การอยู่ร่วมกับรูปนั้นจักมีแต่ไหน.
บทว่า มุตฺตปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยมูตรที่ตั้งอยู่เต็มภายใน
กระเพาะปัสสาวะ ด้วยสามารถแห่งอาหารและฤดู.
บทว่า กรีสปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยวัจจะที่ตั้งอยู่ปลายไส้ใหญ่
สูงขึ้นไปประมา ๘ องคุลี ระหว่างนาภีกับ กระดูกสันหลังส่วนล่าง กล่าว
คือกระเพาะอาหารเก่า.
บทว่า เสมฺหปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยเสมหะประมาณแล่งหนึ่ง
ซึ่งตั้งอยู่ที่พื้นห้อง.
บทว่า รุหิรปุณฺณํ ความว่า เต็มด้วยเลือด ๒ อย่าง กล่าวคือ
เลือดที่สั่งสมไว้ประมาณเต็มบาตรใบ ๑ เต็มส่วนล่างของตับแล้วค่อย ๆ
ไหลไปในหัวใจม้ามและปอด ทำม้ามหัวใจตับและปอดให้ชุ่มตั้งอยู่อย่าง
หนึ่งกล่าวคือเลือดเครื่องแล่นไป ซึ่งแผ่ไปทั่วร่างที่มีใจครอง โดยแล่น

839
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 840 (เล่ม 65)

ไปตามเส้นเลือด เว้นที่ผม ขน เล็บ ฟันพ้นจากเนื้อ และหนังด้าน
หนังแห้ง ตั้งอยู่อย่างหนึ่ง
บทว่า อฏฺฐิสงฺฆาตํ ความว่าเบื้องต่ำในสรีระทั้งสิ้นมีกระดูกกว่า
สามร้อยท่อนอยู่เบื้องบนกระดูกทั้งหลาย กระดูกเหล่านั้นติดต่อกัน.
บทว่า นหารุสมฺพนฺธํ ความว่า ในสรีระทั้งสิ้นมีเส้นเอ็น ๙๐๐
ผูกพันกระดูกทั้งหลายไว้ ผูกพัน คือผูกรัดด้วยเส้นเอ็นเหล่านั้น.
บทว่า รุหิรมํสเลปนํ ความว่า สรีระที่ฉาบด้วยเลือดเครื่องแล่น
ไป และด้วยชิ้นเนื้อเก้าร้อยชิ้นซึ่งตั้งฉานทาบกระดูกกว่า ๓๐๐ ท่อนไว้.
บทว่า จมฺมวินทฺธํ ความว่า หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใต้ผิว บนพังผืดที่
ป่า ปกปิดสรีระทั้งสิ้น อันหนังนั้นหุ้มห่อไว้คือปกปิดไว้ บาลี
จมฺมาวนทธํ ก็มี.
บทว่า ฉวิยา ปฏิจฺฉนฺนํ ความว่า อันผิวหนังที่ละเอียดยิ่งปิดบัง
คือปกปิดไว้.
บทว่า ฉิทฺทาวฉิทฺทํ ความว่า มีช่องไม่น้อย.
บทว่า อุคฺฆรึ ความว่า ไหลเข้าทางตาและปากเป็นต้น.
บทว่า ปคฺฆรึ ความว่า ไหลออกทางส่วนเบื้องต่ำ.
บทว่า กิมิสํฆนิเสวิตํ ความว่า อันหมู่สัตว์ที่มีชาติเดียวกันต่าง ๆ
มีพวกปากเข็มเป็นต้นอาศัยแล้ว.
บทว่า นานากลิมลปริปูรํ ความว่า เต็มไปด้วยส่วนที่ไม่สะอาด
หลายอย่าง.

840
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 841 (เล่ม 65)

ลำดับนั้น มาคันทิยพราหมณ์กล่าวคาถาที่ ๒ เพื่อจะทูลถามว่า
ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายละกามที่เป็นของมนุษย์แล้ว ย่อมบวชเพื่อต้อง
การ กามอันเป็นทิพย์ ก็สมณะนี้ไม่ปรารถนากามแม้เป็นทิพย์ แม้นี้ก็เป็น
อิตถีรัตน์ สมณะนี้มีทิฏฐิอย่างไรหนอ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิสญฺจ รตนํ พราหมณ์มาคันทิยะ
กล่าวหมายเอาอิตถีรัตน์ที่เป็นทิพย์.
บทว่า นารึ หมายเอาธิดาของตน.
บทว่า ทิฏฺฐิคตํ สีลพฺพตํ นุชีวิตํ ความว่าทิฏฐิ ศีล วัตร
และชีวิต.
บทว่า ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ความว่า หรือท่านกล่าว
อุบัติภพของตนว่าเป็นเช่นไร ?
คาถา ๒ คาถาต่อจากนี้ มีความเกี่ยวเนื่องปรากฏแล้วทีเดียว เพราะ
เป็นไปโดยนัยแห่งการวิสัชนาและปุจฉา บรรดาคาถา ๒ คาถาเหล่านั้น
คาถาแรกมีเนื้อความย่อว่า ดูก่อนมาคันทิยะการตกลงในธรรมคือทิฏฐิ
๖๒ แล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้อย่างนี้ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
ดังนี้ มีอยู่หามิได้ คือ ย่อมไม่มี ไม่ประสบแก่เรานั้น เพราะเหตุไร
เพราะเมื่อเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ถือมั่นทิฏฐิอะไร ๆ เมื่อเลือก
เฟ้นสัจจะทั้งหลายอยู่ ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบภายใน เพราะ
ความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นในภายในสงบแล้ว.
บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ อันตราย.
บทว่า สทุกฺขํ ความว่า มีทุกข์ ด้วยทุกข์ทางกาย.

841
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 842 (เล่ม 65)

บทว่า สิวฆาตํ ความว่า มีทุกข์ด้วยทุกข์ทางใจ.
บทว่า สอุปายสํ ความว่า ประกอบด้วยความคับแค้น.
บทว่า สปริฬาหํ ความว่า เป็นไปด้วยความกระวนกระวาย.
บทว่า น นิพฺพิทาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อต้องการความเบื่อ
หน่ายในวัฏฏะ.
บทว่า น วิราคาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อต้องการความคลาย
กำหนัดในวัฏฏะ.
บทว่า น นิโรธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อดับวัฏฏะ.
บทว่า น อุปสมาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อเข้าไปสงบวัฏฏะ.
บทว่า น อภิญฺญาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งพระนิพพาน.
บทว่า น สมฺโพธาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อรู้แจ้งวัฏฏะด้วย.
บรรลุถึงความดับกิเลส.
บทว่า น นิพฺพานาย ความว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์คือ
อมตนิพพาน ก็บทว่า นิพฺพิทาย ในที่นี้ได้แก่ วิปัสสนา.
บทว่า วิราคาย ได้แก่มรรค.
บทว่า นิโรธาย อุปสมาย ได้แก่นิพพาน.
บทว่า อภิญฺญาย สมฺโพธาย ได้แก่ มรรค.
บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่นิพพานนั่นเอง. วิปัสสนาท่านกล่าวใน
ฐานะเดียว มรรคท่านกล่าวในฐานะ ๓ นิพพานท่านกล่าวในฐานะ ๓
ด้วยประการอย่างนี้แล. พึงทราบกถาว่าด้วยการกำหนดด้วยประการฉะนี้.

842
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 843 (เล่ม 65)

ก็โดยปริยาย บทเหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมเป็นไวพจน์ของมรรคบ้าง เป็น
ไวพจน์ของนิพพานบ้างนั่นแล.
บทว่า อชฺฌตฺตํ ราคสฺส สนฺตึ ความว่า ได้เห็นนิพพานกล่าว
คือความสงบภายในเพราะความที่ราคะภายในสงบแล้วดับแล้ว แม้ในบทว่า
โทสสฺส สนฺตึ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า ปจินํ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
บทว่า วิจินนฺโต ความว่า ยังสัจจะทั้งหลายให้เจริญคือให้เป็น
แจ้ง.
บทว่า ปวิจินนฺโต ความว่ายังสัจจะเหล่านั้นนั่นแลให้เป็นแจ้ง
เฉพาะอย่าง อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า แสวงหาอยู่.
บทว่า อทฺทสํ ความว่า แลดูแล้ว.
บทว่า อทฺทกฺขึ ความว่า แทงตลอดแล้ว.
บทว่า อผุสึ ความว่า ถูกต้องด้วยปัญญา.
บทว่า ปฏิวิชฺฌึ ความว่า ได้กระทำให้ประจักษ์ด้วยญาณ.
คาถาที่ ๒ มีเนื้อความย่อว่า ทิฏฐิเหล่านั้นใดที่มาคันทิยพราหมณ์
กล่าวว่า วินิจฺฉยา เพราะเหล่าสัตว์นั้น ๆ ตกลงใจถือเอาแล้ว. และว่า
ปกปฺปิตานิ โดยนัยมีภาวะอันปัจจัยทั้งหลายของตนปรุงแต่งเป็นต้น ท่าน
เป็นมุนีไม่ถือธรรมคือทิฏฐิเหล่านั้นเลย กล่าวคือบอกอรรถนั้นใดว่า ความ
สงบภายใน มาคันทิยพราหมณ์กล่าวแก่เราว่า ธีรชนทั้งหลายประกาศไว้
อย่างไรหนอ คืออรรถนั้นธีรชนทั้งหลายประกาศไว้อย่างไร นิทเทสแห่ง

843