ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 814 (เล่ม 65)

มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้
บุคคลสละธรรมเหล่านั้นแล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่
อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ.
[๓๔๐] มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า :-
ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ทิฏฐิไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมด
จดแม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต
บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วย
ความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณด้วยความไม่มีศีล ด้วย
ความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของ
ท่านว่า เป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้ เพราะสมณ-
พราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ.
[๓๔๑] คำว่า ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้
ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมด
จดแม้ด้วยญาณ มีความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง
ไม่แถลง ซึ่งความหมดจด คือ ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ
ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยทิฏฐิ....แม้ด้วยสุตะ....
แม้ด้วยทิฏฐิและสุตะ....แม้ด้วยญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้ยินว่า ถ้า
บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจด
แม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยญาณ.

814
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 815 (เล่ม 65)

ศัพท์ว่า อิติ ในบทว่า อิติ มาคนฺทิโย เป็นบทสนธิ ฯลฯ
ศัพท์ว่า อิติ นี้เป็นลำดับบท.
บทว่า มาคนฺทิโย เป็นชื่อของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
อิติ มาคนฺทิโย.
[๓๔๒] คำว่า บัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและ
พรต มีความว่า บัณฑิตไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง
ซึ่งความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ แม้ด้วยศีล ซึ่ง
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ แม้ด้วยวัตร ซึ่ง
ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้น
วิเศษ ความพ้นรอบ แม้ด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บัณฑิต
ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและพรต.
[๓๔๓] คำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายในด้วยความไม่
มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มี
ศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ มีความว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า
แม้ทิฏฐิก็พึงประสงค์ แม้สุตะก็พึงประสงค์ แม้ญาณก็พึงประสงค์ แม้ศีลก็
พึงประสงค์ แม้พรตก็พึงประสงค์ ท่านไม่อาจอนุญาตโดยส่วนเดียว ท่าน
ไม่อาจห้ามโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลย่อมถึงความสงบ
ภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มี
ญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้.
[๓๔๔] คำว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรมของท่านว่าเป็นธรรม
ของคนโง่เขลาโดยแท้ มีความว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญ คือ ย่อมรู้ทั่ว

815
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 816 (เล่ม 65)

ย่อมแทงตลอดอย่างนี้ว่า ธรรมของท่านนี้เป็นธรรมของตนโง่เขลา คือ
เป็นธรรมของคนพาล เป็นธรรมของคนหลง เป็นธรรมของตนไม่มีความรู้
เป็นธรรมกวัดแกว่งไม่ตายตัว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าพเจ้าย่อมสำคัญ
ธรรมของท่านว่าเป็นธรรมของคนโง่เขลาโดยแท้.
[๓๔๕] คำว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความ
หมดจดด้วยทิฏฐิ มีความว่า สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมด
จด คือความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิ คือสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด
คือความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ
ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
สมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจด คือความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบ ด้วยทิฏฐิว่า
โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ก็หามิได้
ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วย
ทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น มาคันทิยพราหมณ์นั้นจึงทูลว่า :-
ได้ยินว่า ถ้าบัณฑิตไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วย
ทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยสุตะ ไม่กล่าวความ
หมดจดแม้ด้วยญาณ ไม่กล่าวความหมดจดแม้ด้วยศีลและ
พรต บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ
ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล

816
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 817 (เล่ม 65)

ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ไซร้ ข้าพเจ้าย่อมสำคัญธรรม
ของท่านว่า เป็นธรรมของตนโง่เขลาโดยแท้ เพราะสมณ-
พราหมณ์บางพวก ย่อมถึงความหมดจดด้วยทิฏฐิ.
[๓๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยะ
ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนื่อง ๆ ได้ถึงความ
หลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือแล้ว และท่านไม่ได้
เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงประสบ
แต่ความหลง.
[๓๔๗] คำว่า ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนือง ๆ มี
ความว่า มาคันทิยพราหมณ์อาศัยทิฏฐิถามทิฏฐิ อาศัยความเกี่ยวข้องถาม
ความเกี่ยวข้อง อาศัยความผูกพันถามความผูกพัน อาศัยความกังวลถาม
ความกังวล.
คำว่า ถามอยู่เนือง ๆ ได้แก่ ถามอยู่บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนือง ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพราหมณ์
นั้นโดยชื่อว่า มาคันทิยะ.
คำว่า ภควา เป็นชื่อที่กล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้
เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนมาคันทิยพราหมณ์
[๓๔๘] คำว่า ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่าน
ยึดถือแล้ว มีความว่า ทิฏฐิใดอันท่านถือ คือ ยึดมั่น ถือมั่น ติดใจ
น้อมใจ เชื่อแล้ว ท่านเป็นผู้หลง หลงใหล ลุ่มหลง ถึงความหลง ถึง
ความหลงใหล ถึงความลุ่มหลง เป็นผู้แล่นไปสู่ที่มืดด้วยทิฏฐินั้นนั่นแหละ

817
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 818 (เล่ม 65)

เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้ถึงความหลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึด
ถือแล้ว.
[๓๔๙] คำว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้
มีความว่า ท่านย่อมไม่ได้พบสัญญาอันควร สัญญาอันถึงแล้ว สัญญาใน
ลักษณะ สัญญาในการณะ หรือสัญญาในฐานะ จากธรรมนี้ คือจากความ
สงบภายใน จากความปฏิบัติ หรือจากธรรมเทศนา ท่านจักได้ญาณแต่ที่
ไหน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้
น้อยจากธรรมนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านไม่ได้พบเบญจขันธ์อันไม่เที่ยงบ้าง ญาณอัน
อนุโลมแก่อนิจจสัญญาบ้าง เบญจขันธ์อันเป็นทุกข์บ้าง ญาณอันอนุโลม
แก่ทุกขสัญญาบ้าง เบญจขันธ์อันเป็นอนัตตาบ้าง ญาณอันอนุโลมแก่
อนัตตสัญญาบ้าง ธรรมสักว่าความเกิดขึ้นแห่งสัญญาบ้าง ธรรมเป็นนิมิต
แห่งสัญญาบ้าง ท่านจักได้ญาณแต่ที่ไหน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า
และท่านไม่ได้เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้.
[๓๕๐] คำว่า เพราะฉะนั้นท่านจึงประสบแต่ความหลง
มีความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น ได้แก่ เพราะฉะนั้น คือ เพราะ
การณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ท่าน
จึงประสบคือ พบ เห็น แลเห็น เพ่งเห็น พิจารณาเห็นแต่ธรรม
ของคนหลงคือ ธรรมของคนพาล ธรรมของคนหลงใหล ธรรม
ของคนไม่มีความรู้ ธรรมอันกวัดแกว่งไม่ตายตัว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า

818
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 819 (เล่ม 65)

เพราะฉะนั้นท่านจึงประสบแต่ความหลง เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- ดูก่อนมาคันทิยะ
ท่านอาศัยทิฏฐิทั้งหลายถามอยู่เนือง ๆ ได้ถึงความ
หลงใหลในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านยึดถือแล้ว และท่านไม่ได้
เห็นสัญญาแม้น้อยจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบ
แต่ความหลง.
[๓๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือ
ว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น บุคคล
ไม่หวั่นไหวในความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เรา
เสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ย่อมไม่มี
แก่บุคคลนั้น.
[๓๕๒] คำว่า ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา
หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้น พึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น มีความ
ว่าผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเป็นผู้เสมอเขาก็ดี เราเป็นผู้ดีกว่าเขาก็ดี เราเป็น
ผู้เลวกว่าเขาก็ดี ผู้นั้นพึงทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่ง
แย่ง ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกัน ด้วยความถือตัวนั้นบ้าง ด้วยทิฏฐิ
นั้นบ้าง ด้วยบุคคลนั้นบ้างว่าท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ เรารู้ธรรมวินัยนี้ ท่าน
จักรู้ธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด เราปฏิบัติชอบ คำของเรามี
ประโยชน์ คำของท่านไม่มีประโยชน์ คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวที
หลัง คำที่ควรกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน คำที่คล่องแคล่วของท่านกลับ

819
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 820 (เล่ม 65)

ขัดข้องไป เราใส่โทษท่านแล้ว ท่านถูกเราปรามแล้ว ท่านจงเที่ยวไป
หรือแก้ไขเพื่อเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ใดย่อม
สำคัญว่า เราเสนอเขาเราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ผู้นั้น
พึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น.
[๓๕๓] คำว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓
อย่างความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลว
ว่าเขาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น มีความว่า ความถือตัว ๓ อย่างนั้น
บุคคลใดละได้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผา
เสียแล้วด้วยไฟคือญาณ บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียงไปใน
เพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเป็นผู้เสมอเขาก็ดี เราเป็น
ผู้ดีกว่าเขาก็ดี เราเป็นผู้เลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว.
คำว่า ย่อมไม่มีแต่บุคคลนั้น ความว่า ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความ
สำคัญว่า เราเสนอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลว ว่าเขา ย่อม
ไม่มีแก่บุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ผู้ใดย่อมสำคัญว่า เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือ
ว่าเราเลวกว่าเขาผู้นั้นพึงวิวาทด้วยความถือตัวนั้น บุคคล
ไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า
เราเสมอเขา เราดีกว่าเขา หรือว่าเราเลวกว่าเขา ย่อมไม่
มีแก่บุคคลนั้น.

820
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 821 (เล่ม 65)

[๓๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่า สิ่งนั้น
เท็จ ด้วยความถือตัวอะไรเล่า. ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี
ความสำคัญว่าเลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณา-
สพใด พระอรหันตขีณาสพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วย
ความถือตัวอะไรเล่า.
[๓๕๕] คำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไร
ว่าจริงเล่า มีความว่า คำว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ความว่า ชื่อว่า
เป็นพราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ บุคคลนั้นอัน
ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ เรียกว่า เป็นพราหมณ์ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า. คำว่า พึงกล่าวสิ่งอะไร ความว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์พึงกล่าว
คือพึงบอก พูด แสดง สิ่งอะไรเล่า ว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่ง
อื่นเปล่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์พึงกล่าว คือ พึงบอก พูด แสดง แถลง
สิ่งอะไรเล่าว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก
ก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า.
[๓๕๖] คำว่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่า
สิ่งนั้นเท็จ ด้วยความถือตัวอะไรเล่า มีความว่า พราหมณ์พึงทำความ

821
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 822 (เล่ม 65)

ทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง ทำความวิวาท ทำความ
มุ่งร้าย ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ด้วยทิฏฐิอะไรเล่า หรือด้วยบุคคลอะไร
เล่า ว่าคำของเราเท่านั้นจริง คำของท่านเท็จ ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ
หรือปลดเปลื้องวาทะถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า หรือบุคคลผู้
เป็นพราหมณ์นั้น พึงโต้เถียงว่า สิ่งนั้นเท็จด้วยความถือตัวอะไร
เล่า.
[๓๕๗] คำว่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดี
กว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันต-
ขีณาสพใด มีความว่า ความถือตัวว่าเราเป็นผู้เสมอเขา ความถือตัวจัด
ว่าเราเป็นผู้ดีกว่าเขา ความถือตัวต่ำว่าเราเป็นผู้เลวกว่าเขา ย่อมไม่มี คือ
ย่อมไม่ปรากฏ ย่อมไม่เข้าไปได้ ในพระอรหันตขีณาสพใดคือ ย่อมเป็น
กิเลส อันพระอรหันตขีณาสพละแล้ว ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้
ไม่ควรเกิดขึ้นเผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความ
สำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความสำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่า
เลวกว่าเขาก็ดี ย่อมไม่มีในพระอรหันตขีณาสพใด.
[๓๕๘] คำว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น จะพึงโต้ตอบวาทะ
ด้วยความถือตัวอะไรเล่า มีความว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น พึงโต้ตอบ
คือพึงโต้เถียงวาทะ ทำความทะเลาะ ทำความหมายมั่น ทำความแก่งแย่ง
ทำความวิวาท ทำความมุ่งร้ายกัน ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ด้วยทิฏฐิ
อะไรเล่า หรือด้วยบุคคลไรเล่า ว่าท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ เพื่อปลด
เปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันตขีณา-

822
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 823 (เล่ม 65)

สพนั้นจะพึงโต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวสิ่งอะไรว่าจริง
เล่า หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์ พึงโต้เถียงว่า สิ่งนั้นเท็จ
ด้วยความถือตัวอะไรเล่า ความสำคัญว่าเสมอเขาก็ดี ความ
สำคัญว่าดีกว่าเขาก็ดี ความสำคัญว่าเลวว่าเขาก็ดี ย่อมไม่
มีในพระอรหันตขีณาสพใด พระอรหันตขีณาสพนั้นจะพึง
โต้ตอบวาทะด้วยความถือตัวอะไรเล่า.
[๓๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุคคลที่อยู่แล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำ
ความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมาย
อัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน.
[๓๖๐] ครั้งนั้นแล คหบดีชื่อหาลินทกานิ เข้าไปหาท่านพระมหา
กัจจานะถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าว
กะท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหากัจจานะผู้เจริญ พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสพระพุทธภาษิตนี้ไว้ในมาคันทิยปัญหา อันมีมาในอัฏฐก-
วรรคว่า :-
บุคคลที่อยู่แล้ว ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ มุนีไม่ทำ
ความเยื่อใยในกาม เปล่าจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมาย
อัตภาพต่อไป ไม่พึงทำถ้อยคำแก่งแย่งกับด้วยชน ดังนี้.

823