ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 764 (เล่ม 65)

ใส่เข้าแล้ว บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี
พระภาคเจ้าย่อมทรงไพโรจน์ยิ่งด้วยพระปัญญาในที่นั้นโดยแท้แล เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านมาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา ท่าน
ไม่อาจเพื่อเทียมทันได้เลย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ท่านตรึกคิดถึงทิฏฐิทั้งหลายด้วยใจมาแล้ว ท่าน
มาแข่งคู่ด้วยพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่า โธนา ท่านไม่
อาจเพื่อเทียมทันได้เลย.
จบ ปสูรสุตตนิทเทสที่ ๘

764
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 765 (เล่ม 65)

อรรถกถาปสูรสุตตนิทเทส
ในปสูรสุตตนิทเทส พึงทราบความย่อของคาถาแรกก่อน.
เจ้าทิฏฐิเหล่านั้นย่อมกล่าวว่า ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น หมายเอา
ทิฏฐิของตน แต่มิได้กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่นเลย สมณ-
พราหมณ์เป็นอันมากอาศัยศาสดาของตนเป็นต้นใด เป็นผู้กล่าวว่างามใน
เพราะศาสดาของตนเป็นต้นนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า วาทะนี้งาม ตั้งมั่นใน
สัจจะเฉพาะอย่างว่า โลกเที่ยง เป็นต้น.
บทว่า สพฺเพ ปรวาเท ขิปนฺติ ความว่าย่อมทิ้งลัทธิอื่นทั้งหมด.
บทว่า อุกฺขิปนฺติ ความว่า ทิ้งไปไกล.
บทว่า ปริกฺขิปนฺติ ความว่า ทิ้งไปโดยรอบ.
บทว่า สุภวาทา เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.
บทว่า โสภณวาทา ความว่า กล่าวว่า งาม อย่างนี้.
บทว่า ปณฺฑิตวาทา ความว่า กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราเป็น
บัณฑิต.
บทว่า ธีรวาทา ความว่า กล่าวว่าพวกเรากล่าววาทะที่ปราศจากโทษ.
บทว่า ญายวาทา๑ ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ควร.
บทว่า เหตุวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ประกอบ
ด้วยเหตุ.
๑. บาลีเป็นญาณวาทา.

765
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 766 (เล่ม 65)

บทว่า ลกฺขณวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่
ควรกำหนด.
บทว่า การณวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่
ประกอบด้วยอุทาหรณ์.
บทว่า ฐานวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ไม่อาจ
จะหลีกเลี่ยงได้.
บทว่า นิวิฏฺฐา ความว่า เข้าไปในภายใน.
บทว่า ปติฏฺฐิตา ความว่า ตั้งอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่างนั้นนั่นแหละ
ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ด้วยประการฉะนี้แล.
คาถาที่ ๒ ว่า เต วาทกามา เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลํ ทหนฺติ มิถู อญฺญมญฺญํ
ความว่า ชนทั้งสองพวกย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล คือย่อมเห็นโดย
ความเป็นพาล ย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นพาล ผู้นี้เป็นพาล.
บทว่า เต อญฺญสิตา กโถชฺชํ ความว่า สมณพราหมณ์
เหล่านั้นอาศัยศาสดาเป็นต้น กล่าวทะเลาะกันและกัน.
บทว่า ปสํสกามา กุสลาวทานา ความว่า ทั้งสองพวก เป็น
ผู้มีความต้องการความสรรเสริญ มีความสำคัญอย่างนี้ว่า พวกเรากล่าวว่า
ตนเป็นคนฉลาด คือกล่าวว่าเป็นบัณฑิต.
บทว่า วาทตฺถิกา ความว่า มีความต้องการด้วยวาทะ.
บทว่า วาทาธิปฺปายา ความว่า มีความมุ่งหมายวาทะ.

766
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 767 (เล่ม 65)

บทว่า วาทปุเรกฺขารา ความว่า ทำวาทะนั่นแลไว้เบื้องหน้า
เที่ยวไป.
บทว่า วาทปริเยสนํ จรนฺตา ความว่า เที่ยวแสวงหาวาทะ
นั่นแล.
บทว่า วิคฺคยฺห ความว่า เข้าไปแล้ว.
บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า หยั่งลงแล้ว.
บทว่า อชฺโฌคเหตฺวา ความว่า จมแล้ว.
บทว่า ปวิสิตฺวา ความว่า ไปในภายใน.
บทว่า อโนชวนฺตี ความว่า ไม่มีน้ำมีนวล อธิบายว่า เว้นจาก
เดช.
บทว่า สา กถา ได้แก่ วาจานี้.
บทว่า กโถชฺชํ วทนฺติ ความว่า กล่าวคำที่ไร้เดช ก็บรรดา
พวกเขาที่กล่าวอย่างนี้ กำหนดได้คนเดียวเท่านั้น.
คาถาว่า ยุตฺโย กถายํ เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺโต กถายํ ความว่า ผู้ขวนขวาย
ในการกล่าววาทะ.
บทว่า ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ ความว่า เมื่อปรารถนาความ
สรรเสริญเพื่อตน เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างไรที่จะกล่าวก่อน โดยนัยเป็นต้นว่า
เราจักข่มเขาอย่างไรหนอ ชื่อว่าย่อมเป็นผู้ลังเลใจ.
บทว่า อปาหตสฺมึ ความว่า ในเมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณา

767
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 768 (เล่ม 65)

ปัญหา ค้านโดยนัยเป็นต้นว่า ท่านกล่าวคำปราศจากอรรถะ ท่านกล่าวคำ
ปราศจากพยัญชนะ.
บทว่า นินฺทาย โส กุปฺปติ ความว่า นรชนนั้นย่อมขัดเคือง
ในเมื่อวาทะถูกเขาคัดค้าน และเพราะความติเตียนที่เกิดขึ้น.
บทว่า รนฺธเมสิ ความว่า แสวงหาความผิดของผู้อื่นนั่นแล.
บทว่า โถมนํ ได้แก่ กล่าวสรรเสริญ.
บทว่า กิตฺตึ ได้แก่ กระทำให้ปรากฏ.
บทว่า วณฺณหาริยํ ได้แก่ ยกย่องคุณความดี.
บทว่า ปุพฺเพว สลฺลาปา ความว่า ก่อนที่จะโต้ตอบกันนั่นแหละ
ชื่อว่า กถังกถา เพราะอรรถว่า คำนี้อย่างไร คำนี้อย่างไร ชื่อว่า
กถังกถี เพราะอรรถว่า มีกถังกถา ถ้อยคำว่าอย่างไร.
บทว่า ชโย นุโข เม ความว่า เราชนะ.
บทว่า กถํ นิคฺคหํ ความว่า ข่มด้วยประการไร.
บทว่า ปฏิกมฺมํ กริสฺสามิ ความว่า เราจักกระทำลัทธิของเรา
ให้บริสุทธิ์.
บทว่า วิเสสํ ความว่า ยิ่งเกิน.
บทว่า ปฏิวิเสสํ ความว่า วิเศษบ่อย ๆ.
บทว่า อาเวธิยํ กริสฺสามิ ความว่า จักกระทำความผูกพัน.
บทว่า นิพฺเพธิยํ ความว่า ความปลดเปลื้อง คือ ความพ้น
ความออกไปของเรา.
บทว่า เฉทนํ ความว่า การตัดวาทะ.

768
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 769 (เล่ม 65)

บทว่า มณฺฑลํ ความร่า การขนาบวาทะ.
บทว่า ปาริสชฺชา ความว่า ผู้เข้าที่ประชุม.
บทว่า ปาสาทนิยา ความว่า ผู้มีความกรุณา.
บทว่า อปหรนฺติ ความว่า ย่อมห้าม.
บทว่า อตฺถาปคตํ ความว่า ปราศจากอรรถะ อธิบายว่า ไม่มี
อรรถะ
บทว่า อตฺถโต อปหรนฺติ ความว่า ย่อมห้ามจากอรรถะ.
บทว่า อตฺโถ เต ทุนฺนีโต ความว่า ท่านมิได้นำอรรถะเข้า
ไปโดยชอบ.
บทว่า พฺยญฺชนนฺเต ทุโรปิตํ ความว่า ท่านตั้งพยัญชนะไม่ดี.
บทว่า นิคฺคโห เต อกโต ความว่า ท่านไม่กระทำความข่ม.
บทว่า ปฏิกมฺมนฺเต ทุกฺกฏํ ความว่า การตั้งลัทธิของตน ท่าน
ทำไม่ดี คือทำไม่เรียบร้อย.
บทว่า ทุกฺกถิตํ ความว่า ท่านพูดไม่ชอบ.
บทว่า ทุพฺภณิตํ ความว่า แม้เมื่อกล่าว ก็กล่าวไม่ดี.
บทว่า ทุลฺลปิตํ ความว่า ชี้แจงไม่ชอบ.
บทว่า ทุรุตฺตํ ความว่า กล่าวโดยประการอื่น.
บทว่า ทุพฺภาสิตํ ความว่า กล่าวผิดรูป.
บทว่า นินฺทาย ความว่า ความติเตียน.
บทว่า ครหาย ความว่า กล่าวโทษ.
บทว่า อกิตฺติยา ความว่า กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นคุณ.

769
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 770 (เล่ม 65)

บทว่า อวณฺณหาริกาย ความว่า เพิ่มสิ่งที่ไม่เป็นคุณ.
บทว่า กุปฺปติ ความว่า ละปกติภาพแล้วหวั่นไหว.
บทว่า พฺยาปชฺชติ ความว่า ถึงภาวะเสียด้วยสามารถแห่งโทสะ.
บทว่า ปติตฺถียติ ความว่า ถึงความแค้นใจด้วยสามารถแห่งความ
โกรธ.
บทว่า โกปญฺจ ความว่า ความโกรธ.
บทว่า โทสญฺจ ความว่า ความประทุษร้าย.
บทว่า อปฺปจฺจยญฺจ ความว่า อาการไม่ยินดี.
บทว่า ปาตุกโรติ ความว่า กระทำให้ปรากฏ.
บทว่า รนฺธเมสี ความว่า แสวงหาระหว่าง.
บทว่า วิรนฺธเมสี ความว่า แสวงหาช่อง.
บทว่า อปรนฺธเมสี ความว่า นำคุณออก แล้วแสวงหาโทษเท่า
นั้น.
บทว่า ขลิตเมสี ความว่า แสวงหาความพลั้งพลาด.
บทว่า คลิตเมสี ความว่า แสวงหาความตกไป ปาฐะว่า
ฆฏฏิตเมสี ก็มี ความแห่งปาฐะนั้นว่า แสวงหาความบีบคั้น.
บทว่า วิวรเมสี ความว่า แสวงหาโทษ.
อนึ่ง มิใช่โกรธอย่างเดียว แต่พึงทราบคาถาว่า ยมสฺส วาทํ เป็น
ต้น โดยแท้แล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริหีนมาหุ อปาหตํ ความว่า ย่อม
กล่าวว่าเลว คัดค้านให้ตกไป โดยอรรถสละพยัญชนะเป็นต้น.

770
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 771 (เล่ม 65)

บทว่า ปริเทวติ ความว่า ต่อนั้นเขาบ่นเพ้อถึงนิมิตโดยนัยว่าเรา
คิดถึงสิ่งอื่นเป็นต้น.
บทว่า โสจติ ความว่า ย่อมเศร้าโศกปรารภว่าเขาชนะเป็นต้น.
บทว่า อุปจฺจคา มนฺติ อนุตฺถุนาติ ความว่า บ่นเพ้อยิ่งขึ้นไป
อีกโดยนัยเป็นต้นว่า เขากล่าวก้าวล่วงเราด้วยวาทะ.
บทว่า ปริหาปิตํ ความว่า ให้เจริญไม่ได้.
บทว่า อญฺญํ มยา อาวชฺชิตํ ความว่า เรารำพึงถึงเหตุอื่น.
บทว่า จินฺติตํ ความว่า พิจารณา.
บทว่า มหาปกฺโข ความว่า ชื่อว่า มีพวกมาก เพราะอรรถว่า
มีพวกญาติมาก.
บทว่า มหาปริโส ความว่า มีบริษัทโดยความเป็นบริวารมาก.
บทว่า มหาปริวาโร ความว่า มีทาสและทาสีเป็นบริวารมาก.
บทว่า ปริสา จายํ วคฺคา ความว่า ก็บริษัทนี้เป็นพวก ๆ ไม่เป็น
อันหนึ่งอันเดียวกัน.
บทว่า ปุน ภญฺชิสฺสามิ ความว่า จักทำลายอีก.
ก็ในบทว่า เอเต วิวาทา สมเณสุ นี้ เหล่าปริพาชกภายนอก
เรียกว่า สมณะ.
บทว่า เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ โหติ ความว่า เมื่อถึงความ
ที่จิตยินดีหรือยินร้ายด้วยสามารถแห่งความแพ้และความชนะเป็นต้น ชื่อ
ว่าความยินดีและความยินร้ายย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้.
บทว่า วิรเม กโถชฺชํ ความว่า พึงละความทะเลาะกันเสีย.

771
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 772 (เล่ม 65)

บทว่า น หญฺญทตฺถตฺถิ ปสํสลาภา ความว่า เพราะประโยชน์
อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มีในเพราะความวิวาทนี้.
บทว่า อุตฺตาโน วา ความว่า ไม่ลึกเหมือนในประโยคว่า กาม
คุณ ๕ เหล่านี้ เป็นต้น.
บทว่า คมฺภีโร ความว่า เข้าไปได้ยาก ตั้งอยู่ไม่ได้เหมือนธรรม
ที่อาศัยกันเกิดขึ้น.
บทว่า คุฬฺโห ความว่า ปกปิดตั้งอยู่ เหมือนในประโยคว่า
จงรื่นรมย์เถิด นันทะ เราเป็นผู้รับรองของเธอ เป็นต้น.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่า ไม่ปรากฏ เหมือนในประโยคว่า
ฆ่ามารดาบิดา เป็นต้น.
บทว่า เนยฺโย วา ความว่า ควรนำออกกล่าว เหมือนในประโยค
ว่า เป็นผู้ไม่มีศรัทธาและเป็นคนอกตัญญู เป็นต้น.
บทว่า นีโต วา ความว่า พึงกล่าวโดยทำนองที่ตั้งไว้ในบาลี
เหมือนในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ เหล่านี้ เป็นต้น.
บทว่า อนวชฺโช วา ความว่า ประโยชน์ที่ปราศจากโทษ เหมือน
ในประโยคว่า กุศลธรรม เป็นต้น.
บทว่า นิกฺกิเลโส วา ความว่า เว้นจากกิเลส เหมือนวิปัสสนา.
บทว่า โวทาโน วา ความว่า บริสุทธิ์ เหมือนโลกุตตระ.
บทว่า ปรมตฺโถ วา ความว่า ประโยชน์สูงสุด คือ ประโยชน์ที่
เป็นประโยชน์สูงสุด เหมือนขันธ์ ธาตุ อายตนะ และพระนิพพาน
คาถาที่ ๖ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

772
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 773 (เล่ม 65)

เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มี ฉะนั้นแม้
เมื่อได้ลาภอย่างยิ่ง ก็ย่อมได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้นว่า คนนี้ก็
แสดงวาทะนั้นในท่ามกลางบริษัท ต่อนั้นเขาถึงความยินดี หรือความยิ้ม
แย้ม ย่อมหัวเราะและเฟื่องฟูขึ้นด้วยมานะ เพราะอรรถว่าชนะนั้น เพราะ
เหตุอะไร เพราะบรรลุประโยชน์คือความชนะนั้น เป็นผู้สมใจนึก.
บทว่า ถมฺภยิตฺวา ความว่า ให้เต็ม.
บทว่า พฺรูหยิตฺวา ความว่า ให้เจริญ นิทเทสของคาถานี้
มีเนื้อความง่าย.
อนึ่ง เมื่อเฟื่องฟูขึ้นอย่างนี้ พึงทราบคาถาว่า ยา อุณฺณตี เป็นต้น
ดังต่อไปนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานาติมานํ วทเต ปเนโส ความว่า
ก็บุคคลนั้นไม่รู้อยู่ว่าความเฟื่องฟูนั้นเป็นพื้นย่ำยี จึงกล่าวความถือตัวและ
ความดูหมิ่น นิทเทสแห่งคาถาแม้นี้ก็มีเนื้อความง่าย.
ครั้นแสดงโทษในวาทะอย่างนี้แล้ว บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ
ไม่ทรงรับวาทะของปริพาชกนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า สูโร เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชขทาย มีอธิบายว่า ด้วยของควร
เคี้ยวซึ่งเป็นของพระราชทาน คือภัตตาหาร. ด้วยบทว่า อภิคชฺชเมติ
ปฏิสูรมิจฺฉํ ทรงแสดงว่า ผู้คะนองอยู่นั้น เมื่อปรารถนาคนกล้าที่เป็น
ศัตรู ย่อมพบ ฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้าทิฏฐิ ฉันนั้น.
บทว่า เยเนว โส เตน ปเลหิ ความว่า คนกล้าที่เป็นศัตรูต่อ
ท่านนั้นมีอยู่ที่ใด ท่านจงไปเสียจากที่นั้น. ด้วยบทว่า ปุพฺเพว นตฺถี

773