ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 724 (เล่ม 65)

กาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นแลเป็นประมาณ เมื่อกาล
อันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้นมีอยู่ กาลทั้ง ๒ นั้นจึงไม่มี วาจา
ประกอบด้วยองค์ ๓ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ญาณสโมธานํ ปริจฺจชิตพฺพํ ความว่าจิต ๓ ดวงเหล่า
นี้ไม่พึงถือเอาว่า ย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน ก็ชื่อว่าจิตนี้ :-
เมื่อดวงแรกยังไม่ดับ ดวงหลังย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะ
เกิดขึ้นติด ๆ กัน จึงปรากฏเหมือนดวงเดียว.
ต่อแต่นี้ บุคคลนี้ใดไม่รู้อยู่เลย กล่าวเท็จทั้งรู้โดยนัยเป็นต้นว่า เรา
รู้เพราะบุคคลนั้นมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า นี้ไม่จริง บุคคลนั้นก็มีลัทธิอยู่ดังนี้เท่า
นั้น. อนึ่งบุคคลนั้นเห็นด้วยและชอบใจอย่างนี้ว่า นี้ไม่จริง บุคคลนั้นมี
ความสำคัญอย่างนี้ มีสภาวะอย่างนี้เท่านั้น และมีจิตว่า นี้ไม่จริง. แต่
เมื่อใดประสงค์จะกล่าวเท็จ เมื่อนั้นเขาปิดบัง คือทอดทิ้ง ปกปิด ซึ่ง
ทิฏฐินั้นบ้าง, ซึ่งความควรกับทิฏฐิบ้าง, ซึ่งความชอบใจกับทิฏฐิและ
ความควรบ้าง, ซึ่งความสำคัญกับทิฏฐิความควรและความชอบใจบ้าง,
ซึ่งความจริงกับทิฏฐิความควรความชอบใจและความสำคัญบ้าง ย่อมกล่าว
ไม่เด่นชัด ฉะนั้นเพื่อจะแสดงประเภทขององค์ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิเป็น
ต้นแม้เหล่านั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า อปิจ จตูหากาเรหิ
เป็นต้น.
บทว่า วินิธาย ทิฏฐึ ในที่นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการ
ปิดบังธรรมที่มีกำลัง.

724
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 725 (เล่ม 65)

บทว่า วินิธาย ขนฺตึ เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการ
ปิดบังธรรมที่ทุรพลกว่านั้น.
แต่บทว่า วินิธาย สญฺญํ นี้ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการปิด
บังธรรมที่ทุรพลทั้งหมดในที่นี้. ข้อว่าบุคคลไม่ปิดบังชื่อแม้เพียงความ
สำคัญ จักกล่าวเท็จทั้งรู้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้แล.
บทว่า มนฺโทว ปริกิสฺสติ ความว่า กระทำการฆ่าสัตว์เป็นต้น
เสวยทุกข์ซึ่งมีเหตุเกิดแต่การฆ่าสัตว์เป็นต้นนั้น กระทำการแสวงหาและ
การรักษาโภคสมบัติ ย่อมเศร้าหมองเหมือนคนหลงใหล.
บทว่า ตเมนํ ราชาโน คเหตฺวา วิวิธา กมฺมกรณา กาเรนฺติ
ความว่า พระราชาทั้งหลายมิได้ทรงกระทำเอง พวกบุรุษผู้จัดแจงของ
พระราชากระทำกรรมกรณ์มีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า กสาหิปิ ตาเฬนฺติ ความว่า คุกคามด้วยท่อนแส้บ้าง.
บทว่า เวตฺเตหิ ได้แก่ เส้นหวาย.
บทว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ ได้แก่ ไม้ค้อนหรือไม้พลองที่ตัดท่อน
ละ ๔ ศอก ๒ ท่อน ถือเอาเพื่อให้สำเร็จการประหาร.
บทว่า พิลงฺคถาลิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบหม้อข้าวต้ม เมื่อ
กระทำกรรมกรณ์นั้น เปิดกระโหลกศีรษะ เอาคีมจับก้อนเหล็กแดงที่ร้อน
ใส่เข้าในกระโหลกศีรษะนั้น มันสมองเดือดล้นออกเพราะเหตุนั้น.
บทว่า สงฺขมุณฺฑิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบทำให้เกลี้ยงเหมือน
สังข์เมื่อการทำกรรมกรณ์นั้น เฉือนหนัง กำหนดเหนือริมฝีปากถึงจอนหู

725
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 726 (เล่ม 65)

สองข้างวงไปรอบคอ แล้วรวบเส้นผมทั้งหมดเป็นขมวดพันท่อนไม้เพิก
ขึ้นหนังกับผมทั้งหลายจะตั้งขึ้น ต่อนั้นเอาก้อนกรวดหยาบ ๆ ขัดกระโหลก
ศีรษะ ล้างทำให้มีสีเหมือนสังข์.
บทว่า ราหุมุขํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบหน้าราหู เมื่อกระทำ
กรรมกรณ์นั้น เปิดปากด้วยหอกแล้วเอาไฟลุกโพลงใส่ภายในปาก หรือ
เอาสิ่วเจาะตั้งแต่จอนหูทั้งสองข้างจนถึงปาก เลือดไหลออกเต็มปาก.
บทว่า โชติมาลิกํ ความว่า เอาผ้าชุบน้ำมันพันสรีระทั้งสิ้นแล้ว
เอาไฟเผา.
บทว่า หตฺถปชฺโชติกํ ความว่า เอาผ้าชุบน้ำมันพันมือทั้งสอง
แล้วจุดไฟให้ลุกโพลงต่างประทีป.
บทว่า เอรกวตฺติกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบเป็นไปบนตะใคร่น้ำ
เมื่อการทำกรรมกรณ์นั้น ถลกหนังหุ้มตัวตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า ลำดับ
นั้นเอาเชือกผูกเขาแล้วฉุดไป เขาเหยียบ ๆ หนังหุ้มตัวของตนล้มลง.
บทว่า จิรกวาสิกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แบบนุ่งผ้าคากรอง เมื่อ
กระทำกรรมกรณ์นั้น ถลกหนังหุ้มตัวเหมือนอย่างนั้นแลลงไปแค่สะเอว
แล้วถลกหนังตั้งแต่สะเอวลงไปถึงข้อเท้า หนังตอนบนหุ้มห่อสรีระตอน
ล่างเหมือนนุ่งผ้าคากรอง.
บทว่า เอเณยฺยกํ ได้แก่ กรรมกรณ์แนบเนื้อทราย เมื่อกระทำ
กรรมกรณ์นั้น สวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกสองข้าง และเข่าสองข้างแล้ว

726
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 727 (เล่ม 65)

เสียบหลาวเหล็ก เขาอยู่บนพื้นดินด้วยหลาวเหล็ก ๔ เล่ม ลำดับนั้น คน
ทั้งหลายใส่ไฟรอบตัวเขา เขาเหมือนเนื้อทรายที่ไฟติดโชติช่วง แม้ใน
อาคตสถานท่านก็กล่าวดังนี้แหละ ด้วยประการฉะนี้ คนทั้งหลายถอน
หลาวออกจากที่เสียบแล้ววางเขาไว้ด้วยปลายกระดูก ๔ ท่อนเท่านั้น นอก
จากเหตุเห็นปานนี้ไม่มีอะไรเหลือ.
บทว่า พฬิสมํสิกํ ความว่า เอาเบ็ดสองหน้าเกี่ยวหนังเนื้อเอ็น
ออกมา.
บทว่า กหาปณกํ ความว่า เอามีดคม ๆ เฉือนสรีระทั้งสิ้น ตั้งแต่
ศีรษะออกเป็นแว่น ๆ เท่าเหรียญกษาปณ์.
บทว่า ขาราปตจฺฉิกํ ความว่า ใช้อาวุธต่าง ๆ ทิ่มแทงสรีระตาม
ที่นั้น ๆ แล้วเอาขี้เถ้าขัดถูด้วยแปรงหวายจนหนังเนื้อเอ็นหลุดไหลออก
เหลือตั้งอยู่แต่โครงกระดูกเท่านั้น.
บทว่า ปลิฆปริวตฺติกํ ความว่า ให้นอนตะแคงข้างหนึ่งแล้วเสียบ
หลาวเหล็กในช่องหูทะลุลงติดแผ่นดิน ต่อนั้นก็จับเท้าเขาหมุนไปรอบ ๆ.
บทว่า ปลาลปีฐกํ ความว่า ผู้รู้เหตุการณ์ที่ฉลาดถลกหนังออก
แล้วใช้ที่รองหินลับมีดทุบกระดูกทั้งหลาย จับที่ผมยกขึ้นเป็นกองเนื้อที่
เดียว ต่อนั้นก็หุ้มห่อเขาด้วยผมทั้งหลายนั่นแหละจับไว้ พันทำเป็นเหมือน
ดั่งใบไม้.
บทว่า สุนเขหิปิ ความว่า ให้สุนัขที่หิวเพราะไม่ให้อาหารมา
๒ - ๓ วันกัดกิน ครู่เดียวพวกสุนัขเหล่านั้นก็กัดกินเหลือแต่โครงกระดูกเท่า
นั้น.

727
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 728 (เล่ม 65)

บทว่า เอวมฺปิ กิสฺสติ ความว่า ย่อมถึงความพิฆาตแม้ด้วย
ประการฉะนี้.
บทว่า ปริกิสฺสติ ความว่า ย่อมถึงความพิฆาตโดยส่วนทั้งปวง.
บทว่า ปริกิลิสฺสติ ความว่า ย่อมถึงความหวาดเสียว.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุการณ์อย่างอื่นอีก จึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า อถวา กามตณฺหาย อภิภูโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามตณฺหาย ได้แก่ ความโลภที่
ประกอบด้วยกามคุณ ๕.
บทว่า อภิภูโต ความว่า ย่ำยีแล้ว.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺโต ความว่า มีจิตถูกกามตัณหายึดไว้ยัง
อาจาระที่เป็นกุศลให้สิ้นไป.
บทว่า โภเคปริเยสนฺโต ความว่า แสวงหาทรัพย์.
บทว่า นาวาย มหาสมุทฺทํ ปกฺขนฺทติ ความว่า เข้าไปสู่สาคร
ที่มีเกลือด้วยเรือกล่าวคือเรือกำปั่น.
บทว่า สีตสฺส ปุรกฺขโต ความว่า ผจญหนาว.
บทว่า อุณฺหสฺส ปุรกฺขโต ความว่า ผจญร้อน.
บทว่า ฑํสา ได้แก่ แมลงวันเหลืองอ่อน.
บทว่า มกสา ได้แก่ ยุงนั่นเอง.
บทว่า ริสฺสมาโน ความว่า ถูกสัมผัสแห่งเหลือบเป็นต้นเบียดเบียน.

728
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 729 (เล่ม 65)

บทว่า ขุปฺปิปาสาย ปีฬิยมาโน ความว่า ถูกความหิวความ
กระหายย่ำยี.
บท ๒๔ บท มีบทว่า คุมฺพํ คจฺฉติ เป็นต้น มีบทว่า มรุกนฺตารํ
คจฺฉติ เป็นที่สุด ท่านกล่าวโดยนามของรัฐ.
บทว่า มรุกนฺตารํ คจฺฉาติ ความว่า เดินทางทะเลทรายโดยใช้
ดาวเป็นสำคัญ.
บทว่า ชณฺณุปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องไปด้วยเข่า.
บทว่า อชปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องไปด้วยแพะ แม้ในทางที่ต้องไป
ด้วยแกะ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สงฺกุปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องไปด้วยหลัก ซึ่งต้องดอกหลัก
ทั้งหลายแล้วก้าวลงไปตามหลักเหล่านั้น เมื่อจะไปทางนั้น ยืนที่เชิงเขาเอา
เชือกผูกกระจับเหล็กโยนขึ้นไปให้คล้องภูเขาแล้วโหนเชือกขึ้นไป แล้วเอา
เหล็กสกัดซึ่งมีปลายแข็งเหมือนเพชรเจาะภูเขาตอกหลัก ยืนบนหลักนั้น
แขวนเชือกหนังไว้ ถือเชือกหนังนั้นลงไปผูกที่หลักอันล่าง มือซ้ายจับ
เชือก มือขวาถือค้อน แก้เชือกถอนหลักออกแล้วขึ้นสูงขึ้นไปอีก คือตอก
ทอย โดยอุบายนี้ เขาขึ้นถึงยอดเขาข้ามลงไปเบื้องหน้า ตอกหลักบนยอด
เขาก่อนโดยนัยแรกนั่นแหละ ผูกเชือกที่กระเช้าหนัง พันหลักไว้ ตัวเอง
นั่งภายในกระเช้า โรยเชือกลงโดยอาการแมลงมุมชักใย เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ทางที่ต้องตอกหลักทั้งหลายแล้วก้าวลงไปตามหลักเหล่านั้น.

729
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 730 (เล่ม 65)

บทว่า ฉตฺตปถํ ได้แก่ ทางที่ต้องถือร่มหนังอุ้มลมร่อนไปเหมือน
นกทั้งหลาย.
บทว่า วํสปถํ ความว่า บทว่า วํสปถํ คจฺฉติ พึงทราบว่า
ท่านกล่าวหมายเอาทางที่บุคคลเมื่อทำทางใช้มีดสำหรับตัดตัดกอไผ่ ใช้ขวาน
ผ่าต้นไม้ ทำบันไดในป่าไผ่ ขึ้นบนกอไผ่ ตัดไม้ไผ่ให้ล้มทับไผ่กออื่น
แล้วเดินไปตามยอดกอไผ่นั่นแหละ.
บทว่า คเวสนฺโต น วินฺทติ อลาภมูลกมฺปิ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ
ปฏิสํเวเทติ ความว่า ย่อมได้รับทุกข์กายทุกข์ใจแม้มีความไม่ได้เป็นมูล.
บทว่า ลทฺธา แปลว่า ครั้นได้แล้ว.
บทว่า อารกฺขมูลกํ ความว่า แม้มีการรักษาเป็นมูล.
บทว่า กินฺติ เม โภเค ความว่า ด้วยวิตกอยู่ว่า ด้วยอุบายอะไร
พระราชาจึงจะไม่ริบโภคทรัพย์ของเรา พวกโจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้
น้ำจะไม่พัดไป พวกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่ขนเอาไป.
บทว่า โคปยโต ความว่า คุ้มครองด้วยหีบเป็นต้น.
บทว่า วิปฺปลุชฺชนฺติ ความว่า พินาศ.
บทว่า เอตมาทีนวํ ญตฺวา มุนิ ปพฺพาปเร อิธ ความว่า มุนี
ทราบโทษนั้น คือความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อน ที่กล่าว
ไว้จำเดิมแต่นี้ว่า ยศและเกียรติที่เสื่อมไปในกาลก่อนนั้นของภิกษุนั้น ใน
ความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อน คือในความเป็นผู้สึกจาก
ความเป็นสมณะในศาสนานี้.
บทว่า ทฬฺหํ กเรยฺย เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.

730
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 731 (เล่ม 65)

บทว่า ถิรํ กเรยฺย ความว่า พึงกระทำให้ไม่ย่อหย่อน.
บทว่า ทฬฺหสมาทาโน อสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มีปฏิญญามั่นคง.
บทว่า อวฏฺฐิตสมาทาโน ความว่า มีปฏิญญาตั้งลงพร้อม.
บทว่า เอตทริยานมุตฺตมํ ความว่า ความประพฤติวิเวกนั้น เป็น
กิจอันสูงสุดของพระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น อธิบายว่า เพราะ
ฉะนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาวิเวกทีเดียว.
บทว่า น เตน เสฏฺโฐ มญฺเญถ ความว่า ไม่พึงสำคัญตนว่า
เราเป็นผู้ประเสริฐสุด ด้วยความสงัดนั้น ท่านอธิบายว่า ไม่พึงเป็นผู้กระ
ด้างเพราะมานะด้วยความสงัดนั้น.
บทว่า อุณฺณตึ ได้แก่ การยกขึ้น.
บทว่า อุณฺณมํ ได้แก่ การตั้งตนขึ้นไว้สูง.
บทว่า มานํ ได้แก่ ความก้าวร้าวด้วยความถือดี.
บทว่า ถมฺภํ ได้แก่ ทำตามอำเภอใจ.
บทว่า พนฺติ ได้แก่ เหตุผูกพัน.
บทว่า ถทฺโธ ได้แก่ ไม่อ่อนโยน.
บทว่า ปตฺถทฺโธ ได้แก่ ไม่อ่อนโยนโดยพิเศษ.
บทว่า ปคฺคหิตสิโร ได้แก่ หัวสูง.
บทว่า สมนฺตา ได้แก่ ไม่ห่าง.
บทว่า อาสนฺเน ได้แก่ ไม่ไกล.
บทว่า อวิทูเร ได้แก่ ใกล้.
บทว่า อุปกฏฺเฐ ได้แก่ ในสำนัก.

731
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 732 (เล่ม 65)

บทว่า ริตฺตสฺส ความว่า ว่าง คือเว้นจากกายทุจริตเป็นต้น.
บทว่า โอฆติณฺณสฺส ปิหยนฺติ กาเมสุ คธิตา ปชา ความว่า
สัตว์ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในวัตถุกามย่อมรักใคร่ต่อมุนีนั้น ผู้ข้ามโอฆะ ๔ ได้
แล้ว เหมือนคนเป็นหนี้รักใคร่ต่อคนไม่เป็นหนี้ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงจบเทศนาด้วยยอดคือพระอรหัตต์ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ริตฺตสฺส ได้แก่ ว่างจากกิเลสทุกอย่าง.
บทว่า วิวิตฺตสฺส ได้แก่ เปล่า.
บทว่า ปวิวิตฺตสฺส ได้แก่ ผู้เดียว.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงกิเลสทั้งหลายที่มุนีว่างเว้น จึง
กล่าวคำเป็นต้นว่า กายทุจฺจริเตน ริตฺตสฺส ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความว่าง ๒ อย่างคือ ตามลำดับกิเลส
อย่าง ๑ ตามลำดับมรรคอย่าง ๑ พึงทราบตามลำดับกิเลสก่อน มุนีเป็น
ผู้ว่างจากกิเลส ๖ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โมหะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ
มทะ ด้วยอรหัตตมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ โทสะ
โกธะ อุปนาหะ ปมาทะ ด้วยอนาคามิมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส ๗ อย่าง
เหล่านี้ คือ อติมานะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย
ด้วยโสดาปัตติมรรค.
ส่วนตามลำดับมรรค พึงทราบดังต่อไปนี้ มุนีเป็นผู้ว่างจากกิเลส
๗ อย่างเหล่านี้ คือ อติมานะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา
สาไถย ด้วยโสดาปัตติมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ
โทสะ โกธะ อุปนาหะ ปมาทะ ด้วยอนาคามิมรรค. เป็นผู้ว่างจากกิเลส

732
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 733 (เล่ม 65)

๖ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โมหะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ มทะ ด้วย
อรหัตตมรรค. แม้กิเลสที่เหลือลงทั้งหลาย ก็พึงประกอบตามที่ประกอบไว้
โดยนัยเป็นต้นว่า ตีณิ ทุจฺจริตานิ สพฺพกิเลเสหิ ดังนี้.
บทว่า วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา ความว่า รู้วัตถุกามทั้งหลายที่
เป็นไปในภูมิ ๓ ด้วยสามารถเข้าถึงแล้วด้วยญาณปริญญาและตีรณปริญญา.
บทว่า กิเลสกาเม ปหาย ความว่า กิเลสกามทั้งหลายมีฉันทะ
เป็นต้น ด้วยปหานปริญญา.
บทว่า พฺยนฺตีกริตฺวา ความว่า กระทำให้มีที่สุดไปปราศแล้ว คือ
ให้ปราศจากที่สุด.
บทว่า กาโมฆํ ติณฺณสฺส ความว่า ข้ามกาโมฆะกล่าวคือ การ
วนเวียนตั้งอยู่ ด้วยอนาคามิมรรค.
บทว่า ภโวฆํ ความว่า ข้ามภโวฆะ ด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า ทิฏฺโฐฆํ ความว่า ข้ามทิฏโฐฆะ ด้วยโสดาปัตติมรรค.
บทว่า อวิชฺโชฆํ ความว่า ข้ามอวิชโชฆะ ด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า สพฺพสงฺขารปถํ ความว่า ข้ามทางกล่าวคือ ลำดับแห่ง
ขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งปวงตั้งอยู่ ด้วยอรหัตตมรรคนั่นแหละ.
ข้ามขึ้นโดยโสดาปัตติมรรค, ข้ามพ้นด้วยสกทาคามิมรรค, ก้าวล่วง
กามธาตุด้วยอนาคามิมรรค, ล่วงเลยภพทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค, เป็นไป
ล่วงด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติ.
บทว่า ปารํ คตสฺส เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งพระ-
นิพพาน.

733