ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 714 (เล่ม 65)

ขึ้นบนตอไม้ตะเคียนเป็นต้นตั้งอยู่ไม่เรียบบ้าง กองหินบนภูเขาที่ตั้งอยู่ไม่
เรียบอย่างนั้นบ้าง.
บทว่า ยานมฺปิ อาโรหกมฺปิ ภญฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย
ยานมีวอเป็นต้นบ้าง ทำลายมือเท้าเป็นต้นของผู้ที่ขึ้นขี่ขับไปบ้าง.
บทว่า ปปาเตปิ ปปตติ ความว่า ย่อมตกไปในเหวแห่งเงื้อมผา
ที่ขาดด้านเดียวบ้าง.
บทว่า โส วิพฺภนฺตโก ความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ถอยกลับ.
บทว่า ภนฺตยานปาฏิภาโค ความว่า เช่นกับยานที่ไม่ตั้งมั่น.
บทว่า อุปฺปถํ คณฺหาติ ความว่า ถอยกลับจากกุศลกรรมบถเข้า
ไปนอกทาง คือทางผิด ซึ่งเป็นทางแห่งอบาย.
บทว่า วิสมํ กายกมฺมํ อภิรูหติ ความว่า ย่อมขึ้นสู่กายกรรม
อันไม่เสมอ กล่าวคือกายทุจริต อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความเสมอ แม้ใน
บทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
บทว่า นิรเย อตฺตานํ ภญฺชติ ความว่า กระทำอัตภาพให้
แหลกละเอียด ในนรก กล่าวคือที่หาความยินดีมิได้.
บทว่า มนุสฺสโลเก อตฺตานํ ภญฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย
ด้วยสามารถแห่งการกระทำกรรมมีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า เทวโลเก อตฺตานํ ภญฺชติ ความว่า ด้วยสามารถแห่ง
ทุกข์ มีทุกข์เกิดแต่ความพลัดพรากจากของรักเป็นต้น.
บทว่า ชาติปปาตมฺปิ ปปตติ ความว่า ตกไปในเหวคือชาติ
บ้าง แม้ในบทว่า ชราปปาต เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. พระสารีบุตร
เถระแสดงโลกที่ประสงค์ในที่นี้นั่นแล ด้วยบทว่า มนุสฺสโลเก.

714
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 715 (เล่ม 65)

บทว่า ปุถุชฺชนา เป็นบทอุทเทสแห่งบทที่จะต้องชี้แจง บรรดา
บทที่จะต้องชี้แจง บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุถุชฺชนา ความว่า :-
ชื่อว่าปุถุชน ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังกิเลสหนา
ให้เกิดเป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ชนนี้ชื่อว่ามีกิเลสหนา
เพราะหยั่งลงภายในชนที่มีกิเลสหนา ดังนี้แล.
ก็ชนนั้นชื่อว่าปุถุชน ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังกิเลสเป็นต้นที่หนา
คือมีประการต่าง ๆ ให้เกิดเป็นต้น เพื่อจะแสดงปุถุชนนั้นโดยวิภาค พระ
สารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปุถู กิเลเส ชเนนฺติ ดังนี้ ชื่อว่า
ปุถุชนในนิทเทสนั้นเพราะอรรถว่า ยังสักกายทิฏฐิเหล่านั้นให้เกิด หรือ
อันสักกายทิฏฐิเหล่านั้นให้เกิด เพราะยังกำจัดสักกายทิฏฐิมีประการต่าง ๆ
เป็นอันมากไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง ชนศัพท์ ย่อมกล่าวถึงว่ายังกำจัดไม่ได้
นั่นเอง.
ในบทว่า ปุถุ สตฺถารานํ มุขุลฺโลกิกา นี้มีเนื้อความของคำว่า
ชื่อว่าปุถุชน เพราะอรรถว่า มีปฏิญญาต่อศาสดาทั้งหลายมากคือต่าง ๆ.
ในบทว่า ปุถุ สพฺพคตีหิ อวุฏฐิตา นี้ชื่อว่า เกิดคติ เพราะ
อรรถว่าพึงให้เกิด หรือเป็นที่เกิด ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า มีกิเลส
เกิดมาก ชื่อว่า เกิดอภิสังขารเป็นต้น เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเกิดกิเลส
นอกนี้ ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า มีอภิสังขารเหล่านี้ พึงเห็นว่าชน-
ศัพท์มีเนื้อความว่าปรุงแต่งเป็นต้นนั่นเอง.
บทว่า นานาสนฺตาเปหิ สนฺตปฺปนฺติ ความว่า ความเดือด
ร้อนทั้งหลายมีไฟคือราคะเป็นต้น เหล่านั้นแหละ หรือแม้ทั้งหมด ชื่อว่า
กิเลสเครื่องเร่าร้อน.

715
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 716 (เล่ม 65)

ในบทว่า ปุถุ ปญฺจสุ กามคุเณสุ นี้ชื่อว่า ชน เพราะอรรถ
ว่าเกิด ชื่อว่า ปุถุชน เพราะอรรถว่า มีการเกิด มีอาทิอย่างนี้ว่า ความ
กำหนัด ความต้องการมาก อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นว่าชนศัพท์ลงในอรรถ
ว่า กำหนัดเป็นต้นนั่นเอง อย่างนี้ว่า เกิดแล้ว กำหนัดแล้ว มาก.
บทว่า ปลิพุทฺธา ความว่า พัวพัน.
บทว่า อาวุฏา ความว่า ร้อยรัด.
บทว่า นิวุฏา ความว่า กั้น.
บทว่า โอผุฏา ความว่า ปิดเบื้องบน.
บทว่า ปิหิตา ความว่า ปิดเบื้องล่าง.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺนา ความว่า ไม่ปรากฏ.
บทว่า ปฏิกุชฺชิตา ความว่า ครอบไว้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุชน แม้เพราะหยั่งลงภายในของพวกกิเลส
หนา หรือของเหล่าชนผู้หันหลังให้อริยธรรม ประพฤติเอื้อเฟื้อธรรมต่ำ
ทราม ซึ่งเหลือที่จะนับได้. ชื่อว่า ปุถุชน แม้เพราะอรรถว่า บุคคลนี้
มีกิเลสหนาบ้าง เป็นชนผู้ถึงการนับ คือคลุกคลีด้วยอริยชนผู้ประกอบด้วย
คุณมีศีลและสุตะเป็นต้นบ้าง ปุถุชนอย่างนี้ ได้แก่ปุถุชน ๒ พวกที่ท่าน
กล่าวว่า :-
พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ตรัสปุถุชน ๒
จำพวก คืออันธพาลปุถุชน ๑ กัลยาณปุถุชน ๑.
ใน ๒ จำพวกนั้น อันธพาลปุถุชนพึงทราบว่า เป็นผู้ที่ท่านกล่าวถึง.
บทว่า ยโส กิตฺตี จ ได้แก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ.

716
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 717 (เล่ม 65)

บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในความเป็นบรรพชิต.
บทว่า หายเต วาปิ ตสฺส สา ความว่า ยศนั้นด้วย เกียรติ
นั้นด้วย ของภิกษุนั้นคือผู้หมุนไปผิด ย่อมเสื่อมไป.
บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา ความว่า เห็นการได้ยศและเกียรติในกาล
ก่อน และความเสื่อมในภายหลังแม้นั้น.
บทว่า สิกฺเขถ เมถุนํ วิปฺปหาตเว ความว่า พึงศึกษาสิกขา ๓
เพื่อเหตุอะไร เพื่อละเมถุนธรรม มีอธิบายว่า เพื่อต้องการละเมถุนธรรม.
บทว่า กิตฺติวณฺณภโต ความว่า ภิกษุผู้ได้รับสรรเสริญเกียรติคุณ
ย่อมเป็นผู้ยกเสียงสรรเสริญ และคุณที่พรรณนาขึ้นกล่าว ชื่อว่า มีถ้อยคำ
ไพเราะ เพราะอรรถว่า มีการกล่าวโดยนัยต่าง ๆ ไพเราะ.
บทว่า กลฺยาณปฏิภาโณ ความว่า มีปัญญาดี.
บทว่า หายติ เป็นบท อุทเทส แห่งบทที่ต้องชี้แจง.
บทว่า ปริหายติ ความว่า ย่อมเสื่อมไปโดยรอบ.
บทว่า ปริธํสติ ความว่า ย่อมตกไปเบื้องต่ำ.
บทว่า ปริปตฺติ ความว่า ย่อมไปปราศโดยรอบ.
บทว่า อนฺตรธายติ ความว่า ย่อมถึงการเห็นไม่ได้.
บทว่า วิปฺปลุชฺชติ ความว่า ย่อมทำลาย.
บทว่า ขุทฺทโก สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ถุลลัจจัยเป็นต้น.
บทว่า มหนฺโต สีลกฺขนฺโธ ได้แก่ ปาราชิกและสังฆาทิเสส.
บทว่า เมถุนธมฺมสฺส ปหานาย ความว่า เพื่อต้องการละด้วย
ตทังคปหานเป็นต้น.

717
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 718 (เล่ม 65)

บทว่า วูปสมาย ความว่า เพื่อต้องการเข้าไปสงบมลทินทั้งหลาย.
บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย ความว่า เพื่อต้องการแล่นไป สละขาด
และสละคืน.
บทว่า ปฏิปสฺสทฺธิยา ความว่า เพื่อต้องการผล กล่าวคือความ
สงบระงับ.
ก็ภิกษุใดไม่ละเมถุนธรรม ภิกษุนั้นถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อม
ซบเซา เหมือนคนกำพร้าได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อมเป็น
ผู้เก้อเขิน เป็นผู้เช่นนั้นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเรโต ความว่า ประกอบ.
บทว่า ปเรสํ นิคฺโฆสํ ความว่า คำติเตียนของอุปัชฌาย์เป็นต้น.
บทว่า มงฺกุ โหติ ความว่า เป็นผู้เสียใจ.
บทว่า กามสงฺกปฺเปน ความว่า อันวิตกที่ปฏิสังยุตด้วยกามแม้
ในบทที่ตั้งอยู่เหนือ ๆ ขึ้นไป ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า ผุฏฺโฐ ความว่า อันวิตกทั้งหลายถูกต้องแล้ว.
บทว่า ปเรโต ความว่า ไม่เสื่อมรอบ.
บทว่า สโมหิโต ความว่า ปลง คือเข้าไปในภายในโดยชอบ.
บทว่า กปโณ วิย ความว่า เหมือนคนตกยาก.
บทว่า มนฺโท วิย ความว่า เหมือนคนไม่มีความรู้.
บทว่า โมมูโห วิย ความว่า เหมือนคนลุ่มหลง.
บทว่า ฌายติ ความว่า ย่อมคิด.
บทว่า ปชฺฌายติ ความว่า ย่อมคิดหนัก.

718
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 719 (เล่ม 65)

บทว่า นิชฺฌายติ ความว่า ย่อมคิดหลายอย่าง.
บทว่า อวชฺฌายติ ความว่า ย่อมคิดนอกไปจากนั้น.
บทว่า อุลูโก ได้แก่ นกเค้าแมว.
บทว่า รุกฺขสาขายํ ความว่า ที่กิ่ง ซึ่งตั้งขึ้นบนต้นไม้ หรือที่
ค่าคบ.
บทว่า มูสิกํ คมยมาโน ความว่า แสวงหาหนู, อาจารย์บาง
ท่านกล่าวว่า มคฺคยมาโน ดังนี้ก็มี.
บทว่า โกตฺถุ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก.
บทว่า วิลาโร ได้แก่ แมว.
บทว่า สนฺธิสมลสปงฺกตีเร ความว่า ในระหว่างเรือน ๒ หลังที่
ท่อน้ำ เปือกตม ที่ทิ้งหยากเยื่อ และที่เนินค่าย.
บทว่า วหจฺฉินฺโน ความว่า มีเนื้อหลังและคอขาดไป คาถาต่อ
จากนี้ปรากฏความเกี่ยวเนื่องกันแล้วทั้งนั้น.
บทว่า สตฺถานิ ในคาถานั้น ได้แก่ กายทุจริตเป็นต้น ก็กาย
ทุจริตเป็นต้นเหล่านั้น ท่านเรียกว่า ศัสตรา เพราะอรรถว่า ตัดทั้งตน
และผู้อื่น ก็ภิกษุนี้ เมื่อกล่าวว่า ข้าพเจ้าสึกเพราะเหตุนี้ ชื่อว่าย่อมกระทำ
ศัสตรา คือกล่าวเท็จแต่ต้นก่อนโดยวิเสส ในบรรดาศัสตราเหล่านั้น
เพราะเหตุนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอส ขฺวสฺส มหา
เคโธ โมสวชฺชํ ปคาหติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส ขฺวสฺส ตัดบทเป็น เอโส โข
อสฺส.

719
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 720 (เล่ม 65)

บทว่า มหาเคโธ ได้แก่ เครื่องผูกพันใหญ่หากจะถามว่า เป็น
ไฉน ? ก็ได้แก่ การหยั่งลงสู่มุสาวาท พึงทราบว่า เป็นเครื่องผูกพันของ
ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ.
บทว่า ตีณิ สตฺถามิ ได้แก่ เครื่องตัด ๓ อย่าง กายทุจริตทั้ง
หลายชื่อว่าศัสตราทางกาย แม้ในศัสตราทางวาจาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือน
กันเพื่อจะแสดงศัสตรานั้นเป็นส่วน ๆ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ติวิธํ
กายทุจฺจริตํ กายสตฺถํ ดังนี้.
บทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ความว่า รู้อยู่กล่าววาจาไร้
ประโยชน์.
บทว่า อภิรโต อหํ ภนฺเต อโหสึ ปพฺพชฺชาย ความว่า
ข้าพเจ้าเป็นผู้มิได้เว้นจากความยินดียิ่งต่อการบรรพชาในพระศาสนา.
บทว่า มาตา เม โปเสตพฺพา ความว่า ข้าพเจ้าเลี้ยงดูมารดา.
บทว่า เตนฺมหิ วิพฺภนฺโตติ ภณติ ความว่า เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ก้าวกลับคือลาสิกขา.
แม้ในบทว่า ปิตา มยา โปเสตพฺโพ ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงบิดา
เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เอโส ตสฺส มหาเคโธ ความว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่
นั้นเป็นเครื่องผูกพันใหญ่ของบุคคลนั้น.
บทว่า มหาวนํ ได้แก่ ป่าใหญ่.
บทว่า คหณํ ได้แก่ ก้าวล่วงได้ยาก.
บทว่า กนฺตาโร ความว่า เช่นกับกันดารเพราะโจรเป็นต้น.

720
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 721 (เล่ม 65)

บทว่า วิสโม ความว่า ไม่เสมอเพราะหนาม.
บทว่า กุฏิโล ความว่า เช่นกับโค้ง.
บทว่า ปงฺโก ความว่า เช่นกับสระน้อย.
บทว่า ปลิโป ความว่า เช่นกับเปือกตม.
บทว่า ปลิโพโธ ความว่า เข้าถึงได้ยากมาก.
บทว่า มหาพนฺธนํ ความว่า เครื่องผูกรัดใหญ่เปลื้องได้ยาก.
บทว่า ยทิทํ สมฺปชานมุสาวาโท ความว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้
อยู่นี้ใด.
บทว่า สภคฺคโต วา ความว่า อยู่ในสภาก็ดี.
บทว่า ปริสคฺคโต วา ความว่า อยู่ในที่ประชุมชาวบ้านก็ดี.
บทว่า ญาติมชฺฌคโต วา ความว่า อยู่ท่ามกลางทายาททั้งหลาย
ก็ดี.
บทว่า ปูคมชฺฌคโต วา ความว่า อยู่ท่ามกลางกองทหารก็ดี.
บทว่า ราชกุลมชฺฌคโต วา ความว่า อยู่ในที่วินิจฉัยใหญ่ท่าม
กลางราชสกุลก็ดี.
บทว่า อภินีโต ความว่า ถูกนำไปเพื่อต้องการถาม.
บทว่า สกฺขิปุฏฺโฐ ความว่า ถูกถามเป็นพยาน.
บทว่า เอหิ โภ ปุริส นี้เป็นคำร้องเรียก.
บทว่า อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา ความว่า เพราะเหตุแห่ง
อวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้นบ้าง เพราะเหตุแห่งทรัพย์บ้าง ของตนบ้างของ
ผู้อื่นบ้าง.

721
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 722 (เล่ม 65)

บทว่า อามิส ในบทว่า อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา นี้ ท่าน
ประสงค์เอาลาภ.
บทว่า กิญฺจิกฺขํ ความว่า อามิสอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีประมาณ
น้อยโดยที่สุดเพียงนกกระทา นกกระจาบ ก้อนเนยใสและก้อนเนยข้นเป็น
ต้น อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งลาภบางอย่าง.
บทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ความว่า รู้อยู่นั่นแลทำมุสาวาท.
อนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงปริยายอื่นอีก จึงกล่าวคำเป็น
ต้นว่า ตีหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ปุพฺเพวสฺส โหติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีหากาเรหิ ความว่า ด้วยเหตุ ๓
อย่าง ซึ่งเป็นองค์ของสัมปชานมุสาวาท.
บทว่า ปุพฺเพวสฺส โหติ ความว่า ในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น
นั่นแล บุคคลนั้นมีความรู้อย่างนี้ว่า เราจักพูดเท็จ.
บทว่า ภณนฺตสฺส โหติ ความว่าเมื่อกำลังพูดก็รู้.
บทว่า ภณิตสฺส โหติ ความว่า เมื่อพูดแล้วบุคคลนั้นก็รู้ อธิบาย
ว่า เมื่อกล่าวคำที่พึงกล่าวนั้นแล้ว ก็รู้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภณิตสฺส ความว่าเมื่อกล่าวออกไปแล้ว คือ
พูดจบแล้ว ก็รู้ ในข้อนี้ท่านแสดงเนื้อความดังนี้ว่า บุคคลใดย่อมรู้แม้
ในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น คือแม้กำลังกล่าวอยู่ก็รู้ แม้ภายหลังก็รู้ ว่าเรา
กล่าวเท็จแล้ว บุคคลนั้นเมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกมัดด้วยกรรมคือกล่าว
เท็จ.

722
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 723 (เล่ม 65)

ในข้อนี้ท่านแสดงเนื้อความไว้แล้วก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเนื้อ
ความพิเศษ ดังต่อไปนี้ :- ถามก่อนว่า กาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นว่าเราจัก
กล่าวเท็จ มีอยู่, กาลอันเป็นส่วนภายหลังว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ไม่มี. เพียง
คำที่กล่าวเท่านั้น ใครๆ ก็ลืมได้ จะเป็นมุสาวาทแก่บุคคลนั้นหรือไม่ ?
คำถามนั้นท่านวิสัชนาไว้แล้วในอรรถกถาทั้งหลายอย่างนี้ ในตอนแรก
รู้ว่าเราจักกล่าวเท็จ และเมื่อกล่าวอยู่ ก็รู้ว่าเรากำลังกล่าวเท็จ. ในตอนหลัง
รู้ว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจที่จะไม่เป็น แม้หากจะไม่เป็นก็คงเป็น
มุสาวาทอยู่นั่นเอง ด้วยว่า ๒ องค์แรกนั่นแลเป็นประมาณ. แม้ผู้ใดใน
ตอนแรกไม่ตั้งใจว่าเราจักกล่าวเท็จ แต่เมื่อกล่าว รู้ว่าเรากำลังกล่าวเท็จ
แม้เมื่อกล่าวแล้ว ก็รู้ว่าเรากล่าวเท็จแล้ว ไม่พึงปรับผู้นั้นด้วยมุสาวาท
เพราะตอนแรกเป็นประมาณกว่า เมื่อไม่เป็นมุสาวาท ย่อมเป็นการกล่าว
เล่นหรือกล่าวเสียงร้องเท่านั้น.
อนึ่ง พึงสละภาวะคือญาณในมุสาวาทนั้น และการประชุมแห่งญาณ
ในข้อนี้เสีย.
บทว่า ตญฺญาณตา ปริจฺจิตพฺพา ความว่า บุคคลย่อมรู้ว่า
เราจักกล่าวเท็จ ด้วยจิตดวงใด ย่อมรู้ว่าเรากล่าวเท็จ และว่าเรากล่าวเท็จ
แล้ว ด้วยจิตดวงนั้นนั่นเอง ย่อมรู้ในขณะ ๓ ด้วยจิตดวงเดียวนั่นแหละ
อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นจึงควรสละภาวะคือญาณในมุสาวาทนั้นอัน
นี้เสีย ด้วยว่าบุคคลไม่อาจจะรู้จิตดวงนั้นด้วยจิตดวงนั้นนั่นเองได้เหมือน
ไม่อาจจะใช้ดาบเล่มนั้นนั่นเองฟันดาบเล่มนั้นได้ ก็จิตดวงแรก ๆ เป็น
ปัจจัยตามที่เกิดขึ้นของจิตดวงหลัง ๆ แล้วดับไป เพราะเหตุนั้นท่านจึง
กล่าวว่า :-

723