ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 704 (เล่ม 65)

พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ภัคคราคะ เพราะพระองค์ทรงทำลายราคะได้
แล้ว แม้ในบท ภคฺคโทโส เป็นต้น ก็นัยนี้นั่นเอง.
บทว่า กณฺฏโก ได้แก่ กิเลสนั้นแล ด้วยอรรถว่าแทงตลอด.
บทว่า ภชิ ความว่า ทรงจำแนกเป็นส่วนด้วยสามารถแห่งอุทเทส.
บทว่า วิภชิ ความว่า ทรงจำแนกเป็นอย่าง ๆ ด้วยสามารถแห่ง
นิทเทส.
บทว่า ปฏิภชิ ความว่า ทรงจำแนกวิเศษโดยประการด้วยสามารถ
แห่งปฏินิทเทส. ทรงจำแนกด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นอุคฆติตัญญู,
ทรงจำแนกวิเศษด้วย สามารถแห่งบุคคลผู้เป็นวิปจิตัญญู. ทรงจำแนกวิเศษ
เฉพาะด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นเนยยะ.
บทว่า ธมฺมรตนํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกเป็น ๓
อย่าง ซึ่งธรรมรัตนะที่ทรงสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า :-
เครื่องใช้สอยของสัตว์อย่างเยี่ยม ทำไว้งดงามและ
มีค่ามาก ไม่มีที่เปรียบ หาดูได้ยาก เรียกว่า รัตนะ นั่นแล.
บทว่า ภวานํ อนฺตกโร ความว่า ทรงกระทำ กำหนด คือ ที่สุด
รอบ ทางรอบ แห่งภพ ๙ มีกามภพ เป็นต้น.
บทว่า ภาวิตกาโย ความว่า มีพระกายอันเจริญแล้ว แม้ในบท
นอกนี้ก็เหมือนกัน.
บทว่า ภชิ ได้แก่ ทรงเสพแล้ว.
บทว่า อรญฺญวนปตฺถานิ ความว่า นอกเสาเขื่อนของบ้านก็ตาม

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 705 (เล่ม 65)

ของเมืองก็ตาม ชื่อว่า ป่าละเมาะ ไพรสณฑ์ที่เลยบริเวณรอบ ๆ ถิ่นมนุษย์
ชื่อว่าป่าทึบ.
บทว่า ปนฺตานิ ความว่า เสนาสนะไกล ไม่เป็นที่ไถหว่านของ
พวกมนุษย์ แต่อาจารย์บางท่านกล่าวว่า :-
บทว่า วนปตฺถานิ ความว่า เพราะเสือโคร่งเป็นต้น มีอยู่ในป่าใด
เสือโคร่งเป็นต้นเหล่านั้นย่อมคุ้มครองรักษาป่านั้น ฉะนั้น เสนาสนะเหล่า
นั้นชื่อว่า วนปัตถะ เพราะเสือโคร่งเป็นต้นเหล่านั้นรักษา.
บทว่า เสนาสนานิ ความว่า ชื่อว่า เสนาสนะ เพราะอรรถว่า
เป็นที่นอนและที่นั่ง.
บทว่า อปฺปสทฺทานิ ความว่า มีเสียงน้อย ด้วยเสียงของคำพูด.
บทว่า อปฺปนิคโฆสานิ ความว่า ปราศจากเสียงกึกก้อง ด้วยเสียง
กึกก้องในบ้านและเมืองเป็นต้น.
บทว่า วิชนวาตานิ ความว่า เว้นจากลมสรีระของชนผู้สัญจรภาย
ใน ปาฐะว่า วิชนวาทานิ ก็มี ความว่า เว้นจากวาทะของชนภายใน
ปาฐะว่า วีชนวาตานิ ก็มี ความว่า เว้นจากคนสัญจร.
บทว่า มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ความว่า เป็นที่กระทำกรรมลับของ
พวกมนุษย์.
บทว่า ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ ความว่า เหมาะแก่วิเวก.
บทว่า ภาคี วา ความว่า ชื่อว่าทรงมีส่วน เพราะอรรถว่า
พระองค์ทรงมีส่วน คือส่วนมีจีวรเป็นต้น ชื่อว่าทรงมีส่วน เพราะอรรถ
ว่า พระองค์ทรงมีส่วนแห่งอรรถรสเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ.

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 706 (เล่ม 65)

บทว่า อตฺถรสสฺส ได้แก่ อรรถรสกล่าวคือความถึงพร้อมแห่งผล
ของเหตุ.
บทว่า ธมฺมรสสฺส ได้แก่ ธรรมรสกล่าวคือความถึงพร้อมแห่งเหตุ
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ญาณในผลของเหตุ ชื่อว่าอรรถปฏิสัมภิทา ญาณ
ในเหตุ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา.
บทว่า วิมุตฺติรสสฺส ได้แก่ วิมุตติรสกล่าวคือความถึงพร้อมแห่ง
ผล สมจริงดังที่ตรัสไว้ร่า เรียกว่า รส ด้วยอรรถว่าความถึงพร้อมแห่ง
กิจ.
บทว่า จตุนฺนํ ฌานานํ ได้แก่ ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า จตุนฺนํ อปฺปมญฺญานํ ได้แก่ พรหมวิหาร ๔ มีเมตตา
เป็นต้น ที่เว้นจากประมาณในการแผ่ คือ แผ่ไปโดยไม่มีประมาณ.
บทว่า จตุนฺนํ อรูปสมาปตฺตีนํ ได้แก่ อรูปฌาน มีอากา-
สานัญจายตนฌานเป็นต้น.
บทว่า อฏฺฐนฺนํ วิโมกฺขานํ ได้แก่ วิโมกข์ ๘ ที่พ้นจากอารมณ์
ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายดังนี้.
ฌานทั้งหลายชื่อว่า อภิภายตนะ ในบทว่า อภิภายตนานํ นี้
เพราะอรรถว่า ฌานเหล่านั้นมีอายตนะเป็นยิ่ง.
บทว่า อายตนานิ ได้แก่ ฌานมีกสิณเป็นอารมณ์ กล่าวคือ
อายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งอารมณ์อย่างมั่นคง จริงอยู่บุคคลผู้ยิ่งด้วย
ญาณ มีญาณบริสุทธิ์ ย่อมเข้าสมบัติครอบงำอารมณ์เหล่านั้นว่า เราจะพึง
เข้าสมาบัติในอารมณ์นี้ทำไม ภาระในการการทำเอกัคคตาจิตไม่มีในเรา

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 707 (เล่ม 65)

อธิบายว่า ทำอัปปนาให้บังเกิดในอารมณ์นี้พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งนิมิต
นั้นเอง ฌานที่ให้เกิดขึ้นอย่างนี้ เรียกว่า อภิภายตนะ แห่งอภิภายตนะ
๘ เหล่านั้น.
บทว่า นวนฺนํ อนุปุพฺพวิหารสมาปตฺตีนํ ความว่า ชื่อว่า
อนุปุพพวิหารสมาบัติ เพราะพึงอยู่ คือพึงเข้าถึง ตามก่อน ๆ คือตามลำดับ
อธิบายว่า พึงเข้าถึงตามลำดับ แห่งอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เหล่านั้น.
บทว่า ทสนฺนํ สญฺญาภาวนานํ ได้แก่ สัญญาภาวนา ๑๐ มี
อนิจจสัญญาเป็นต้น ที่นาในคิริมานนทสูตร.
บทว่า ทสนฺนํ กสิณสหาปตฺตีนํ ได้แก่ ฌาน ๑๐ มีปถวีกสิณ-
ฌานเป็นต้น กล่าวคือกสิณ ด้วยอรรถว่าทั่วไป.
บทว่า อานาปานสฺสติสมาปตฺติยา ได้แก่ สมาธิที่สัมปยุตด้วย
อานาปานสติ.
บทว่า อสุภสมาปตฺติยา ได้แก่ การเข้าฌานมีอสุภะเป็นอารมณ์.
บทว่า ทสนฺนํ ตถาคตพลานํ ได้แก่ ญาณอันเป็นกำลังของ
พระทศพล ๑๐ ประการ.
บทว่า จตุนฺนํ เวสารชฺชานํ ได้แก่ เวสารัชชธรรม ๔ ซึ่งเป็น
ความแกล้วกล้า.
บทว่า จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทานํ ได้แก่ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔.
บทว่า ฉนฺนํ อภิญฺญานํ ได้แก่ อภิญญา ๖ มีอิทธิวิธเป็นต้น.
บทว่า ฉนฺนํ พุทฺธธมฺมานํ ได้แก่ พุทธธรรม ๖ ที่มาในเบื้อง
บนโดยนัยเป็นต้นว่า กายกรรมทุกอย่างเป็นไปตามญาณ. จีวรเป็นต้น ใน

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 708 (เล่ม 65)

บทนั้นท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งภาคยสมบัติ. อรรถรสตุกะ ท่านกล่าว
ด้วยสามารถแห่งปฏิเวธ. อธิสีลติกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งปฏิบัติ.
ฌานติกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งรูปฌานและอรูปฌาน. วิโมกขติกะ
ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งสมาบัติ สัญญาพาจตุกกะ ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แห่งอุปจาระและอัปปนา. สติปัฏฐาน เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่ง
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.
บทว่า ตถาคตพลานํ เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยสามารถ
แห่งธรรมพิเศษ.
บทว่า ภควาติ เนตํ นามํ เป็นต้น ต่อจากนี้ ทานกล่าวเพื่อให้
ทราบว่า บัญญัตินี้ไปตามเนื้อความ.
ในบทว่า สมณพฺราหฺมเณหิ นั้น ได้แก่ พวกสมณะ พวก
พราหมณ์ที่เข้าบรรพชา มีวาทะว่าเจริญ สงบบาปหรือลอยบาปแล้ว เทวดา
มีท้าวสักกะเป็นต้น และพรหมทั้งหลาย.
บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ ได้แก่ วิโมกข์ คือ อรหัตตมรรค ที่สุด
แห่งวิโมกข์ คืออรหัตตผล มีในที่สุดแห่งวิโมกข์นั้น ชื่อว่า วิโมกขันติกะ
ด้วยว่า ความเป็นพระสัพพัญญูย่อมสำเร็จด้วยอรหัตตมรรค คือเป็นอัน
สำเร็จแล้วด้วยการบรรลุอรหัตตผล ฉะนั้น ความเป็นสัพพัญญูจึงมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์ แม้เนมิตตกนามนั้น ก็เป็นนามที่มีในที่สุดแห่งวิโมกข์ เหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ ดังนี้.
บทว่า โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา ความ

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 709 (เล่ม 65)

ว่า กับการได้เฉพาะพระสัพพัญญุตญาณ ในขณะตามที่กล่าวแล้ว ณ โคน
ต้นมหาโพธิ.
บทว่า สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ความว่า เป็นบัญญัติที่เกิดด้วยการทำให้
แจ้งพระอรหัตตผล หรือด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง.
บทว่า ยทิทํ ภควา ความว่า บัญญัติว่า ภควา นี้.
บทว่า ทฺวีหิ การเณหิ ได้แก่ ด้วยส่วน ๒.
บทว่า ปริยตฺติสาสนํ ได้แก่ พุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก.
บทว่า ปฏิปตฺติ ความว่า ชื่อว่า ปฏิบัติ เพราะอรรถว่า เป็น
เครื่องถึงเฉพาะ.
บทว่า ยํ ตสฺส ปริยาปุตํ ความว่า คำสั่งสอนใดอันบุคคลนั้น
ศึกษาแล้ว คือ สาธยายแล้ว. คำว่า ตสฺส นั้นเป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงใน
อรรถแห่งตติยาวิภัตติ ปาฐะว่า ปริยาปุฏํ ก็มี.
บทว่า สุตฺตํ ความว่า คัมภีร์อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร
มงคลสูตร รตนสูตร ตุวฏกสูตรในสุตตนิบาต และพระดำรัสของพระ
ตถาคตที่ได้นามว่าสูตรแม้อื่น พึงทราบว่า สุตตะ พระสูตรที่มีคาถาแม้
ทั้งหมด.
พึงทราบบทว่า เคยยะ สคาถวรรคแม้ทั้งสิ้นในสังยุต. พึงทราบว่า
เคยยะ เป็นพิเศษ.
บทว่า เวยฺยากรณํ ความว่า พระอภิธรรมปิฎก ทั้งสิ้น พระสูตร
ที่ไม่มีคาถา และพระพุทธพจน์ที่มิได้สงเคราะห์ด้วยองค์ ๘ นั้นพึงทราบว่า
เวยยากรณะ.

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 710 (เล่ม 65)

บทว่า คาถา ความว่าคาถาธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถาและคาถา
ล้วน ๆ ที่มิได้ชื่อว่าพระสูตร ในสุตตนิบาต พึงทราบว่าคาถา.
บทว่า อุทานํ ความว่า พระสูตร ๘๒ สูตร ที่ปฏิสังยุตด้วยคาถา
เจือด้วยโสมนัสญาณ พึงทราบว่า อุทาน.
บทว่า อิติวุตฺตกํ ความว่า พระสูตร ๑๑๐ สูตร ที่เป็นไปโดย
นัยเป็นต้นว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา ดังนี้ พึงทราบว่า อิติวุตตกะ.
บทว่า ชาตกํ ความว่า ชาดก ๕๕๐ เรื่อง มีอปัณณกชาดกเป็นต้น
พึงทราบว่า ชาดก.
บทว่า อพฺภูตธมฺมํ ความว่า พระสูตรที่ปฏิสังยุตด้วยอัพภูตธรรม
น่าอัศจรรย์ทั้งปวงที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อจฺฉริ-
ยา อพฺภูตธมฺมา อานนฺเท ภิกษุทั้งหลาย ข้ออัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ อย่างนี้
หาได้ในอานนท์ ดังนี้ พึงทราบว่า อัพภูตธรรม.
บทว่า เวทลฺลํ ความว่า พระสูตรแบบถามตอบซึ่งผู้ถามได้ทั้ง
ความรู้และความพอใจ ถามต่อไป แม้ทั้งหมด มีจูฬเวทัลลสูตร มหา
เวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนียสูตร และ
มหาปณณมสูตรเป็นต้น พึงทราบว่า เวทัลละ.
บทว่า อิทํ ปริยตฺติสาสนํ ความว่า พระพุทธวจนะคือพระไตร
ปิฎก ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนี้ ชื่อว่าคำสั่งสอนทางปริยัติ เพราะทำ
วิเคราะห์ว่า ชื่อว่าปริยัติ เพราะอรรถว่าพึงเล่าเรียน ซึ่งว่าคำสั่งสอน
เพราะอรรถว่าพร่ำสอน.

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 711 (เล่ม 65)

บทว่า ตมฺปิ มุสฺสติ ความว่า คำสั่งสอนทางปริยัติแม้นั้น ย่อม
สูญหาย.
บทว่า ปริมุสฺสติ ความว่า ย่อมสูญหายแต่ต้น.
บทว่า ปริพาหิโร โหติ ความว่า ต่อหน้า.
บทว่า กตมํ ปฏิปตฺติสาสนํ ความว่า ส่วนเบื้องต้นแต่โลกุตตร
ธรรม ชื่อว่าปฏิบัติ เพราะอรรถว่าอันบุคคลปฏิบัติอรรถนั้น ชื่อว่าคำ
สั่งสอน เพราะอรรถว่า อันศาสดาสั่งสอนเหล่าเวไนยทั้งหลายในอรรถนี้.
บทว่า สมฺมาปฏิปทา เป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า ปาณมฺปิ หนติ ความว่า ฆ่าอินทรีย์คือชีวิตบ้าง.
บทว่า อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ความว่า ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของ
หวงแหนบ้าง.
บทว่า สนฺธิมปิ ฉินฺทติ ความว่า ตัดที่ต่อของเรือนบ้าง.
บทว่า นิลฺโลปมฺปิ หรติ ความว่า ประหารชาวบ้านทั้งหลายทำ
การปล้นใหญ่บ้าง.
บทว่า เอกาคาริกมฺปิ กโรติ ความว่า ล้อมจับเป็นเรียกค่าไถ่
ด้วยทรัพย์ประมาณ ๕๐ บ้าง ๖๐ บ้าง.
บทว่า ปริปนฺเถปิ ติฏฐติ ความว่า ทำการรีดเงินที่หนทาง
เปลี่ยว.
บทว่า ปรทารมฺปิ คจฺฉติ ความว่า ถึงความประพฤติในภรรยา
ของผู้อื่น.
บทว่า มุสาปิ ภณติ ความว่า กล่าวเท็จหักประโยชน์.

711
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 712 (เล่ม 65)

บทว่า อนริยธมฺโม ความว่า มิใช่สภาวะที่ประเสริฐ.
บทว่า เอโก ปุพฺเพ จริตฺวาน ความว่า เทียวไปในเบื้องต้น คือ
ในโลก ด้วยส่วนบรรพชาก็ตาม ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ก็ตาม.
บทว่า ยานํ ภนฺตํว ตํ โลเก หีนมาหุ ปุถุชฺชนํ ความว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้น คือผู้หมุนไปผิด ว่าเป็นปุถุชนคนเลว
เหมือนยวดยานที่หมุนไปฉะนั้น ด้วยการขึ้นสู่ทางที่ไม่เรียบมีกายทุจริตเป็น
ต้น ด้วยการทำลายตนในนรกเป็นต้น และด้วยการตกลงในเหวคือชาติ
เป็นต้น เหมือนยวดยานมียานช้างเป็นต้น ที่ไม่ได้ฝึกย้อมขึ้นสู่ทางที่ไม่
เรียบบ้าง ทำลายคนขี่เสียบ้าง ตกลงในเหวบ้าง ฉะนั้น.
บทว่า ปพฺพชฺชาสงฺขาเตน ความว่า ด้วยส่วนบรรพชาก็ตาม
คือด้วยการขึ้นสู่การนับว่าเป็นบรรพชิต ว่าเป็นสมณะ ก็ตาม.
บทว่า คณาววสฺสคฺคฏเฐน วา ความว่า ด้วยการสละความยินดี
ในความคลุกคลีด้วยหมู่เทียวไปก็ตาม.
บทว่า เอโก ปฏิกฺกมติ ความว่า ผู้เดียวเท่านั้นกลับจากบ้าน.
บทว่า โย นิเสวติ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง
บทว่า อเปเรน สมเยน ความว่า ในกาลอื่น คือ ในกาลอัน
เป็นส่วนอื่นอีก.
บทว่า พุทฺธํ ได้แก่ พระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญู.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระธรรมซึ่งประกอบด้วยคุณมีความเป็น
ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วเป็นต้น.

712
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 713 (เล่ม 65)

บทว่า สงฺฆํ ได้แก่ พระสงฆ์ผู้ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้
ปฏิบัติดีเป็นต้น.
บทว่า สิกฺขํ ได้แก่ สิกขาที่ต้องศึกษา มีอธิสีลสิกขาเป็นต้น.
บทว่า ปจฺจกฺขาย ความว่า ห้ามพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า หีนาย ความว่า เพื่อความเป็นคนเลว คือเพื่อความเป็น
คฤหัสถ์.
บทว่า อาวตฺติตฺวา ความว่า กลับ.
บทว่า เสวติ ความว่า เสพครั้งเดียว.
บทว่า นิเสวติ ความว่า เสพหลายวิธี.
บทว่า สํเสวติ ความว่า เสพชุ่ม.
บทว่า ปฏิเสวติ ความว่า เสพบ่อย ๆ.
บทว่า ภนฺตํ ความว่า หมุนไปผิด.
บทว่า อทนฺตํ ความว่า มิได้นำเข้าไปสู่ความเป็นสัตว์อันเขาฝึก
แล้ว.
บทว่า อการิตํ ความว่า ไม่ได้รับการศึกษากิริยาที่ศึกษาดีแล้ว.
บทว่า อวินิตํ ความว่า ไม่ได้ศึกษาด้วยอาจารสมบัติ.
บทว่า อุปฺปถํ คณฺหาติ ความว่า ยานมีประการดังกล่าวแล้ว
ประกอบด้วยความเป็นสัตว์อันเขามิได้ฝึกเป็นต้นหมุนไป ย่อมเข้าถึงทางที่
ไม่เรียบ.
บทว่า วิสมํ ขาณุมฺปิ ปาสาณมฺปิ อภิรูหติ ความว่า ย่อม

713