บทว่า วสลธมฺโม ได้แก่ ธรรมของคนถ่อย อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
วสลธรรม เพราะอรรถว่า เป็นธรรมชั่ว ดุจฝน เพราะกิเลสรั่วรด.
บทว่า ทุฏฐุลฺโล ความว่า ชื่อว่า ชั่วหยาบ เพราะอรรถว่า ชื่อ
ว่าชั่ว เพราะกิเลสประทุษร้าย ชื่อว่าหยาบเพราะไม่ละเอียด ก็เพราะความ
เห็นก็ดี ความยึดถือก็ดี ความลูบคลำก็ดี ความถูกต้องก็ดี ความกระทบ
ก็ดี ที่เป็นบริวารของธรรมนั้น ชั่วหยาบ ฉะนั้น ธรรมที่ชั่วหยาบนั้น
จึงเป็นเมถุนธรรม.
บทว่า โอทกนฺติโก ความว่า ชื่อว่า มีน้ำเป็นที่สุด เพราะอรรถ
ว่า ถือเอาน้ำ เพื่อความบริสุทธิ์ในที่สุดแห่งธรรมนั้น อุทกันตะนั่นแหละ
เป็นโอทกันติกะ ชื่อว่า เป็นธรรมอันพึงทำในที่ลับ เพราะเป็นธรรมที่
พึงทำในที่ลับ คือในโอกาสที่ปกปิด ปาฐะว่า วินเย ปน ทุฏฐุลฺลํ
โอทกนฺติกํ รหสฺสํ ดังนี้ก็มี.
ในบท ๓ บทเหล่านั้น พึงเปลี่ยนบท โย โส ประกอบเป็น ยํ ตํ
ความว่า อันใดชั่วหยาบ อันนั้นเป็นเมถุนธรรม, อันใดมีน้ำเป็นที่สุด
อันนั้นเป็นเมถุนธรรม, อันใดพึงทำในที่ลับ อันนั้นเป็นเมถุนธรรม. แต่
ในที่นี้ พึงทราบการประกอบบท อย่างนี้ว่า ธรรมใดเป็นธรรมของ
อสัตบุรุษ ธรรมนั้นเป็นเมถุนธรรม ฯลฯ ธรรมใดเป็นธรรมอันพึงทำ
ในที่ลับ ธรรมนั้นเป็นเมถุนธรรม ชื่อว่าธรรมคือความถึงพร้อมด้วยธรรม
ของคนคู่กัน เพราะเป็นธรรมอันคนคู่ ๆ กันพึงถึงพร้อม ประกอบความ
ในบทนั้นว่า ความถึงพร้อมด้วยธรรมของคนคู่กันนั้น ชื่อว่าเมถุนธรรม.