ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 694 (เล่ม 65)

บทว่า วสลธมฺโม ได้แก่ ธรรมของคนถ่อย อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า
วสลธรรม เพราะอรรถว่า เป็นธรรมชั่ว ดุจฝน เพราะกิเลสรั่วรด.
บทว่า ทุฏฐุลฺโล ความว่า ชื่อว่า ชั่วหยาบ เพราะอรรถว่า ชื่อ
ว่าชั่ว เพราะกิเลสประทุษร้าย ชื่อว่าหยาบเพราะไม่ละเอียด ก็เพราะความ
เห็นก็ดี ความยึดถือก็ดี ความลูบคลำก็ดี ความถูกต้องก็ดี ความกระทบ
ก็ดี ที่เป็นบริวารของธรรมนั้น ชั่วหยาบ ฉะนั้น ธรรมที่ชั่วหยาบนั้น
จึงเป็นเมถุนธรรม.
บทว่า โอทกนฺติโก ความว่า ชื่อว่า มีน้ำเป็นที่สุด เพราะอรรถ
ว่า ถือเอาน้ำ เพื่อความบริสุทธิ์ในที่สุดแห่งธรรมนั้น อุทกันตะนั่นแหละ
เป็นโอทกันติกะ ชื่อว่า เป็นธรรมอันพึงทำในที่ลับ เพราะเป็นธรรมที่
พึงทำในที่ลับ คือในโอกาสที่ปกปิด ปาฐะว่า วินเย ปน ทุฏฐุลฺลํ
โอทกนฺติกํ รหสฺสํ ดังนี้ก็มี.
ในบท ๓ บทเหล่านั้น พึงเปลี่ยนบท โย โส ประกอบเป็น ยํ ตํ
ความว่า อันใดชั่วหยาบ อันนั้นเป็นเมถุนธรรม, อันใดมีน้ำเป็นที่สุด
อันนั้นเป็นเมถุนธรรม, อันใดพึงทำในที่ลับ อันนั้นเป็นเมถุนธรรม. แต่
ในที่นี้ พึงทราบการประกอบบท อย่างนี้ว่า ธรรมใดเป็นธรรมของ
อสัตบุรุษ ธรรมนั้นเป็นเมถุนธรรม ฯลฯ ธรรมใดเป็นธรรมอันพึงทำ
ในที่ลับ ธรรมนั้นเป็นเมถุนธรรม ชื่อว่าธรรมคือความถึงพร้อมด้วยธรรม
ของคนคู่กัน เพราะเป็นธรรมอันคนคู่ ๆ กันพึงถึงพร้อม ประกอบความ
ในบทนั้นว่า ความถึงพร้อมด้วยธรรมของคนคู่กันนั้น ชื่อว่าเมถุนธรรม.

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 695 (เล่ม 65)

บทว่า กึการณา วุจฺจติ เมถุนธมฺโม ความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม
ด้วยเหตุอะไร ด้วยปริยายอะไร พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุนั้น
ซึ่งท่านกล่าวด้วยประการฉะนี้ จึงกล่าวว่า อุภินฺนํ รตฺตานํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภินฺนํ รตฺตานํ ความว่า แห่งหญิง
และชาย ๒ คน อันราคะย้อมแล้ว.
บทว่า อวสฺสุตานํ ความว่า ชุ่มแล้วด้วยกิเลส.
บทว่า ปริยุฏฺฐิตานํ ความว่า กำจัดและย่ำยีอาจาระที่เป็นกุศลตั้ง
อยู่ ดุจในประโยคว่า โจรปล้นในหนทาง เป็นต้น.
บทว่า ปริยาทินฺนจิตฺตานํ ความว่า ผู้มีจิตกำจัดกุศลจิต คือทำให้
สิ้นไปตั้งอยู่.
บทว่า อุภินฺนํ สทิสานํ ความว่า ทั้ง ๒ คนมีกิเลสพอกัน.
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวะ.
บทว่า ตํ การณา ความว่า เพราะเหตุนั้น.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังความข้อนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงกล่าวว่า
อุโภ กลหการกา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ กลหการกา ความว่า ในกาล
อันเป็นส่วนเบื้องต้น คน ๒ คนทำความทะเลาะกัน.
บทว่า เมถุนกาติ วุจฺจนฺติ ความว่า เรียกว่า คนเป็นเช่นเดียวกัน.
บทว่า ภณฺฑนการกา ความว่า ไปการทำความมุ่งร้ายกันในที่นั้น ๆ.
บทว่า ภสฺสการกา ความว่า ทำความทะเลาะกันด้วยวาจา.
บทว่า วิวาทการกา ความว่า กระทำคำพูดต่าง ๆ.

695
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 696 (เล่ม 65)

บทว่า อธิกรณการกา ความว่า กระทำเหตุพิเศษที่ถึงการวินิจฉัย.
บทว่า วาทิโน ความว่า กล่าวและกล่าวตอบกัน.
บทว่า สลฺลาปกา ความว่า กล่าวเจรจา.
บทว่า เอวเมวํ เป็นคำเปรียบเทียบด้วยอุปมา.
บทว่า ยุตฺตสฺส ความว่า ประกอบพร้อม.
บทว่า ปยุตฺตสฺส ความว่า ประกอบโดยเอื้อเฟื้อ.
บทว่า อายุตฺตสฺส ความว่า ประกอบเป็นพิเศษ.
บทว่า มายุตฺตสฺส ความว่า ประกอบโดยความเป็นอันเดียวกัน.
บทว่า ตญฺจริตสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตพฺพหุลสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้นให้มาก.
บทว่า ตคฺครุกสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้นให้หนัก.
บทว่า ตนฺนินฺนสฺส ความว่า มีจิตน้อมไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตปฺโปณสฺส ความว่า มีกายน้อมไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตปฺปพฺภารสฺส ความว่า มีกายมุ่งหน้าไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตทธิมุตฺตสฺส ความว่า มีใจเที่ยวไปในเมถุนธรรมนั้น.
บทว่า ตทาธิปเตยฺยสฺส ความว่า กระทำเมถุนธรรมนั้นให้เป็น
ใหญ่เป็นหัวหน้าเป็นไป.
บทว่า วิฆาตํ เป็นบทอุทเทสแห่งบทที่จะพึงชี้แจง.
บทว่า วิฆาตํ ความว่า ความเบียดเบียน.
บทว่า อุปฆาตํ ความว่า ความเบียดเบียนทำใกล้ ๆ.
บทว่า ปีฬนํ ความว่า ความกระทบกระทั่ง.

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 697 (เล่ม 65)

บทว่า ฆฏฺฏนํ ความว่า ความบีบคั้น บททุกบทเป็นไวพจน์กัน
และกันทั้งนั้น.
บทว่า อุปทฺทวํ ความว่า ความเบียดเบียน.
บทว่า อุปสคฺคํ ความว่า อาการที่เข้าไปเบียดเบียนในที่นั้น ๆ.
บทว่า พฺรูหิ แปลว่า โปรดตรัสบอก.
บทว่า อาจิกฺขุ แปลว่า โปรดวิสัชนา.
บทว่า เทเสหิ แปลว่า โปรดแสดง.
บทว่า ปญฺญาเปหิ แปลว่า โปรดให้ทราบ.
บทว่า ปฏฺฐเปหิ แปลว่า โปรดตั้งไว้.
บทว่า วิวร แปลว่า โปรดทำให้ปรากฏ.
บทว่า วิภช แปลว่า โปรดจำแนก.
บทว่า อุตฺตานีกโรหิ แปลว่า โปรดให้ถึง.
บทว่า ปกาเสหิ แปลว่า โปรดทำให้ปรากฏ.
บทว่า ตุยฺหํ วจนํ แปลว่า พระดำรัสของพระองค์.
บทว่า พฺยปถํ แปลว่า พระดำรัส.
บทว่า เทสนํ แปลว่า พระดำรัสบอก.
บทว่า อนุสาสนํ แปลว่า พระโอวาท.
บทว่า อนุสิฏฺฐึ แปลว่า พระดำรัสพร่ำสอน.
บทว่า สุตฺวา ความว่า ฟังแล้วด้วย โสตวิญญาณ
บทว่า สุณิตฺวา เป็นไวพจน์ของบทว่า สุตฺวา นั่นแหละ.
บทว่า อุคฺคเหตฺวา ความว่า ถือเอาโดยชอบ.

697
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 698 (เล่ม 65)

บทว่า อุปธารยิตฺวา ความว่า ไม่ให้ลืม.
บทว่า อุปลกฺขยิตฺวา ความว่า กำหนดไว้.
บทว่า มุสฺสเต วาปิ สาสนํ ความว่า คำสั่งสอนทั้งสองอย่าง
คือปริยัติและปฏิบัติ ย่อมเสียหาย.
บทว่า วาปิ สักว่าเป็นปทปูรณะ.
บทว่า เอตํ ตสฺมึ อนาริยํ ความว่า นี้คือมิจฉาปฏิปทา เป็น
ธรรมอันไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น.
บทว่า คารวาธิวจนํ เป็นคำกล่าวถึงความเคารพต่อครูผู้สูงสุดของ
สัตว์ผู้ประเสริฐด้วยคุณ เพราะเหตุนั้น โบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า :-
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐสุด คำว่า ภควา
เป็นคำสูงสุด เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรง
ควรแก่ความเคารพโดยฐานเป็นครู ฉะนั้นจึงทรงพระนาม
ว่า ภควา.
จริงอยู่ นามมี ๔ อย่าง คือ อาวัตถิกนาม ๑ ลิงคิกนาม ๑
เนมิตตกนาม ๑ อธิจจสมุปปันนนาม ๑.
มีคำอธิบายว่า นามที่ตั้งขึ้นตามความปรารถนา ตามโวหารของ
ชาวโลก ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม.
บรรดานามเหล่านั้น นามเป็นต้นว่า ลูกโค โคถึก โคงาน อย่าง
นี้ชื่อว่า อาวัติถิกนาม.
นามเป็นต้นว่า คนมีไม้เท้า คนมีร่ม สัตว์มีหงอน สัตว์มีงวง
อย่างนี้ชื่อว่า ลิงคิกนาม.

698
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 699 (เล่ม 65)

นามเป็นต้นว่า ผู้ได้วิชา ๓ ผู้ได้อภิญญา ๖ อย่างนี้ชื่อว่า
เนมิตตกนาม.
นามเป็นต้นว่า เจริญศรี เจริญทรัพย์ ซึ่งตั้งขึ้นโดยมิได้เพ่งเนื้อ
ความของถ้อยคำ อย่างนี้ชื่อว่า อธิจจสมุปปันนนาม.
ก็พระนามว่า ภควา นี้เป็น เนมิตตกนาม พระนางสิริมหามายา
ก็มิได้ทรงขนาน พระเจ้าสุทโธทนมหาราชก็มิได้ทรงขนาน พระญาติแปด
หมื่นก็มิได้ทรงขนาน เทวดาวิเศษทั้งหลายมีท้าวสักกเทวราชและท้าวสัน
ดุสิตเทวราชเป็นต้น ก็มิได้ทรงขนาน จริงอยู่ พระสารีบุตรเถระกล่าว
ไว้ว่า พระนามว่า ภควา นี้ พระมารดาก็มิได้ทรงขนาน ฯลฯ พระ
นามว่า ภควา นี้เกิดขึ้นที่สุดแห่งวิโมกข์ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ แก่พระ
ผู้มีพระภาคผู้พุทธเจ้าทั้งหลาย พร้อมกับการได้เฉพาะซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ
ณ ควงไม้โพธิ อีกนัยหนึ่งว่า :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีโชค ทรงหักกิเลส ทรงประ
ประกอบด้วยภคธรรม ทรงจำแนกแจกธรรม ทรงคบธรรม
และทรงคายกิเลสเป็นเครื่องไปในภพทั้งหลายได้แล้ว เหตุ
นั้นจึงทรงพระนามว่า ภควา.
ในคาถานั้น ท่านกล่าวนิรุตติศาสตร์ไว้ ๕ อย่าง คือ การลงอักษร
ใหม่ ๑ การเปลี่ยนอักษร ๑ การแปลงอักษร ๑ การลบอักษร ๑ และการ
ประกอบด้วยความสมบูรณ์แห่งเนื้อความของธาตุทั้งหลาย บัณฑิตพึงถือ
เอาลักษณะแห่งนิรุตติศาสตร์ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ทราบความสำเร็จแห่ง
บทด้วยประการฉะนี้.

699
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 700 (เล่ม 65)

บรรดานิรุตติศาสตร์ ๕ อย่างนั้น ก็ลงอักษรซึ่งไม่มีอยู่ ดุจการ
ลง ร อักษรในประโยคนี้ว่า นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ ดังนี้ ชื่อว่า
การลงอักษรใหม่.
การเปลี่ยนอักษรที่มีอยู่ โดยเอาข้างหน้าไว้ข้างหลังดุจเมื่อควรจะ
กล่าวว่า หึสนา หึโส ก็กล่าวเสียว่า สีโห ดังนี้ ชื่อว่า การเปลี่ยน
อักษร.
การแปลงอักษรให้เป็นอักษรอื่น ดุจการแปลง อ อักษรเป็น เอ
อักษร ในประโยคนี้ว่า นวิจฺฉนฺทเก ทาเน ทิยติ ดังนี้ ชื่อว่าการ
แปลงอักษร.
การลบอักษรที่มีอยู่ ดุจเมื่อควรจะกล่าวว่า ชีวนสฺส มุโต
ชีวนมุโต ก็ลบ ว อักษร และ น อักษรเสีย เป็น ชีมุโต ดังนี้ ชื่อ
ว่าการลบอักษร.
การประกอบเนื้อความเป็นพิเศษตามที่ประกอบในที่นั้น ๆ ดุจการทำ
บทว่า ปกฺรุพฺพมาโน ในประโยคนี้ ว่า ผรุสาหิ วาจาหิ ปกฺรุพฺพ
มาโน อาสชฺช มํ ตฺวํ วทสิ กุมาร ให้สำเร็จเนื้อความว่า อติภวมาโน
ดังนี้ ชื่อว่าการประกอบด้วยความสมบูรณ์แห่งเนื้อความของธาตุทั้งหลาย.
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีภาคยะที่ถึงฝั่งมีทานและศีลเป็น
ต้น ซึ่งให้บังเกิดโลกิยสุขและโสกุตตรสุข ฉะนั้น เมื่อควรจะถวายพระ
นามว่า ภาคฺยวา พึงทราบว่า ท่านถือเอาลักษณะแห่งนิรุตติศาสตร์
อย่างนี้หรือถือเอาลักษณะคือการเพิ่มศัพท์มีปิโสทร๑ ศัพท์เป็นต้น โดยนัย
แห่งศัพท์ศาสตร์ ถวายพระนามว่า ภควา.
๑. ปิโสทร - ที่ท้องมีรอยจุด.

700
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 701 (เล่ม 65)

อนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงหักกิเลส เครื่องกระวนกระ-
วาย เครื่องเร่าร้อนทุกอย่างนับแสน มีประเภทคือ โลภะ โทสะ โมหะ
มนสิการวิปริต อหิริกะ อโนตตัปปะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ
อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ
ปมาทะ ตัณหา อวิชชา อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ สังกิเลส ๓ วิสมสัญญา
๓ วิตก ๓ ปปัญจะ ๓ วิปริเยสะ ๔ อาสวะ ๔ คันถะ ๘ โอฆะ ๔
โยคะ ๔ อคติ ๔ ตัณหา ๔ อุปาทาน ๔ เจโตขีละ ๕ วินิพันธะ ๕
นิวรณ์ ๕ อภินันทนะ ๕ วิวาทมูล ๖ กองตัณหา ๖ อนุสัย ๗ มิจ-
ฉัตตะ ๘ ตัณหามูล ๙ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทิฏฐิ ๖๒ ตัณหาวิปริต ๑๐๘
หรือโดยย่อ ซึ่งมาร ๕ คือ กิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร
และเทวบุตรมาร ฉะนั้น เมื่อควรจะถวายพระนามว่า ภคฺควา เพราะทรง
หักอันตรายเหล่านี้ได้แล้ว แต่ถวายพระนามว่า ภควา อนึ่ง ท่านกล่าว
ไว้ในที่นี้ว่า :-
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงหักราคะ โทสะ โมหะ
ได้แล้ว ทรงหาอาสวะมิได้ ธรรมอันลามกทั้งหลาย พระ-
องค์ก็ทรงหักเสียแล้ว เหตุนั้นจึงทรงพระนามว่า ภควา.
อนึ่ง สมบัติแห่งรูปกายของพระองค์ผู้ทรงบุญลักษณะตั้งร้อย เป็น
อันท่านแสดงแล้วด้วยความที่พระองค์ทรงมีภาคยะ สมบัติแห่งธรรมกาย
ของพระองค์ เป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยความที่พระองค์ทรงหักโทสะเสียได้
อนึ่ง ความที่พระองค์เป็นผู้อันโลกิยชนและอริยบุคคลทั้งหลายนับถือแล้ว
มาก ความเป็นผู้อันคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายพึงเข้าเฝ้า ความเป็นผู้

701
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 702 (เล่ม 65)

สามารถกำจัดทุกข์กายทุกข์ใจ ของคนผู้เข้าเฝ้าเหล่านั้น ความเป็นผู้มี
อุปการะด้วยอามิสทานและธรรมทาน ความเป็นผู้สามารถประกอบคนเหล่า
นั้นไว้ด้วยโลกิยสุขและโลกุตตรสุข เป็นต้นท่านแสดงแล้ว.
อนึ่ง เพราะ ภค ศัพท์ เป็นไปในธรรม ๖ ประการในโลก คือ
อิสสริยะ ธรรม ยศ สิริ กาม และความขวนขวาย ก็พระผู้มีพระภาค
เจ้าพระองค์นั้น ทรงมีอิสสริยะในพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง หรือทรงมี
อิสสริยะบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ที่ชาวโลกรู้กันแล้ว มีหายตัวและล่อง
หนเป็นต้น.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีโลกุตตรธรรม ทรงมี
พระยศบริสุทธิ์ยิ่งนัก ที่ทรงบรรลุด้วยพระคุณตามที่เป็นจริง อันระบือไป
ในโลกทั้ง ๓ มีพระสิริแห่งอังคาพยพน้อยใหญ่ทุกส่วน บริบูรณ์ด้วยอาการ
ทั้งปวง สามารถยังความเลื่อมใสให้เกิดแก่ตาและใจของชนผู้ขวนขวายใน
การชมพระรูปกาย ทรงมีความปรารถนาที่รู้กันแล้วว่า ความสำเร็จประ-
โยชน์ที่ทรงปรารถนา เพราะไม่ว่าประโยชน์ใด ๆ ที่พระองค์ทรงมุ่งหมาย
ปรารถนา จะเป็นประโยชน์คนหรือประโยชน์ผู้อื่นก็ตาม ประโยชน์นั้น ๆ
สำเร็จได้ดังนั้นทีเดียว อนึ่ง พระองค์ทรงมีความขวนขวาย กล่าวคือความ
พยายามชอบ อันเป็นตัวเหตุให้เกิดความเป็นครูของโลกทั้งปวง เพราะ
ฉะนั้น บัณฑิตจึงถวายพระนามว่า ภควา ด้วยอรรถนี้ว่า เพราะพระองค์
ทรงมีภคธรรม แม้เพราะทรงประกอบด้วยภคธรรมเหล่านี้.
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระองค์ทรงแจก คือจำแนก เปิดเผย มีอธิบาย
ว่า แสดง ซึ่งธรรมทั้งปวง โดยประโยคเภทมีกุศลเป็นต้น. หรือซึ่งธรรมมี

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 703 (เล่ม 65)

กุศลเป็นต้น โดนประเภทเป็นต้นว่า ขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์
และปฏิจจสมุปบาท. หรือซึ่ง ทุกขอริยสัจ ด้วยอรรถว่าบีบคั้น อันปัจจัย
ปรุงแต่ง ทำให้เร่าร้อนและแปรปรวน. ซึ่ง สมุทัยอริยสัจ ด้วยอรรถว่า
เหตุประมวลมา เป็นเหตุมอบให้ซึ่งผล เป็นเหตุประกอบและเป็นเหตุกังวล.
ซึ่ง นิโรธอริยสัจ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องสลัดออก เป็นความสงัด ไม่มี
ปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นธรรมไม่ตาย. ซึ่ง มรรคอริยสัจ ด้วยอรรถว่า
เป็นเครื่องนำออกเป็นเหตุ เป็นทัศนะ และเป็นใหญ่. ฉะนั้น เมื่อควร
ถวายพระนามว่า วิภตฺตวา แต่ถวายพระนามว่า ภควา.
อนึ่ง พระองค์ทรงคบ คือทรงเสพ ทรงกระทำให้มาก ซึ่งทิพย-
วิหาร พรหมวิหาร และอริยวิหาร ซึ่งกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก
ซึ่งสุญญตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ และซึ่งอุตตริ-
มนุษยธรรมเหล่าอื่น ทั้งที่เป็นโลกิยะทั้งที่เป็นโลกุตตระ ฉะนั้น เมื่อควร
ถวายพระนามว่า ภตฺตวา แต่ถวายพระนามว่า ภควา.
อนึ่ง เพราะพระองค์ทรงคายการไป กล่าวคือ ตัณหาในภพ ๓
เสียแล้ว ฉะนั้น เมื่อควรถวายพระนามว่า ภเวสุ วนฺตคมโน ทรงคาย
การไปในภพทั้งหลาย. ท่านถือเอา ภ อักษร จาก ภว ศัพท์, ค อักษร
จาก คมน ศัพท์. ว อักษร จาก วนฺต ศัพท์ ทำให้เป็นทีฆะแล้วถวาย
พระนามว่า ภควา เหมือนในทางโลก เมื่อควรจะกล่าวว่า เมหนสฺส
ขสฺส มาลา เครื่องประดับของลับ ก็กล่าวว่า เมขลา เป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะชี้แจงปริยายแม้อื่นอีก จึง
กล่าวว่า ภคฺคราโคติ ภควา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น พระผู้มี

703