ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 654 (เล่ม 65)

ในบทว่า โอนตฺตํ วา นี้ ความพร่อง ชื่อว่าโอนัตตะ อธิบายว่า
ความไม่สมบูรณ์.
บทว่า ปุณฺณตฺตํ วา ความว่า ความบริบูรณ์ ชื่อว่าปุณณัตตะ
อธิบายว่า หรือความเต็มย่อมไม่ปรากฏ คือไม่มี.
บทว่า เนรยิกานํ ความว่า ชื่อว่าเนรยิกา สัตว์นรก เพราะอรรถ
ว่า ควรกะนรก เพราะความที่มีกรรมให้บังเกิดในนรกของสัตว์นรกเหล่า
นั้น.
บทว่า นิรโย ภวนํ ความว่า นรกนั่นแลเป็นที่อยู่ คือเป็นเรือน
ของสัตว์นรกเหล่านั้น.
แม้ในบทว่า ติรจฺฉานโยนิกานํ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ตสฺเสสา สามคฺคี ความว่า การไม่แสดงตนนั้นของภิกษุ
นั้น คือของพระขีณาสพ เป็นนิพพานสามัคคี.
บทว่า เอตํ ฉนฺนํ ความว่า ข้อนั้นเป็นการสมควร.
บทว่า ปฏิรูปํ ความว่า เช่นกัน มีส่วนเปรียบเทียบ คือมิใช่ไม่
เช่นกัน ไม่มีส่วนเปรียบเทียบ.
บทว่า อนุจฺฉวิกํ ความว่า ข้อนั้นสมควรแก่ธรรมที่ทำให้เป็น
สมณะบ้าง แก่ธรรมที่เป็นคำสอนเกี่ยวด้วยมรรคผลนิพพานบ้าง (ย่อม
คล้อยตาม ไปตามความดีงาม) เพราะความสมควรแก่ธรรมเหล่านั้นด้วย
ธรรมเหล่านั้นแต่ที่ใกล้นั่นเองโดยแท้แล ข้อนั้นเป็นอนุโลมและย่อมอนุโลม
แก่ธรรมเหล่านั้น เพราะสมควรนั่นเอง มิได้ตั้งอยู่ในความเป็นข้าศึกที่ขัด
แย้งเลย.

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 655 (เล่ม 65)

บัดนี้ พระสารีบุตรเถระกล่าวคาถา ๓ คาถา ต่อจากนี้ เพื่อจะกล่าว
สรรเสริญพระขีณาสพที่ท่านสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า โย อตฺตานํ ภวเน น
ทสฺสเย ดังนี้.
บรรดาคาถา ๓ คาถาเหล่านั้น คาถาแรกมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า ในอายตนะ ๑๒. ในนิทเทสว่า น ปิยํ
กุพฺพติ โนปิ อปฺปิยํ มีความว่า :-
บทว่า ปิยา ความว่า กระทำปีติในใจ.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงสัตว์และสังขารเหล่านั้นเป็นส่วน ๆ จึง
กล่าวว่า กตเม สตฺตา ปิยา อิธ ยสฺส เต โหนฺติ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เต ตัดบทเป็น เย อสฺส เต
ความว่า สัตว์เหล่านั้น.
บทว่า โหนฺติ ความว่า เป็น.
บทว่า อตฺถกามา ความว่า ผู้ใคร่ความเจริญ.
บทว่า หิตถามา ความว่า ผู้ใคร่ความสุข.
บทว่า ผาสุกามา ความว่า ผู้ใคร่อยู่เป็นสุข.
บทว่า โยคกฺเขมกามา ความว่า ผู้ใคร่ความเกษม คือปลอดภัย
จากโยคะ ๔.
ชื่อว่า มารดา เพราะอรรถว่า ถนอมรัก.
ชื่อว่า บิดา เพราะอรรถว่า ประพฤติน่ารัก.
ชื่อว่า พี่น้องชาย เพราะอรรถว่า คบกัน.
แม้ในบทว่า ภคินี นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 656 (เล่ม 65)

ชื่อว่า บุตร เพราะอรรถว่า ทำสกุลให้บริสุทธิ์ คือรักษาวงศ์สกุล.
ชื่อว่า ธิดา เพราะอรรถว่า ดำรงวงศ์สกุลไว้.
มิตร ได้แก่สหาย. อามาตย์ ได้แก่คนเลี้ยงดู. ญาติ ได้แก่ญาติ
ฝ่ายบิดา. สาโลหิต ได้แก่ญาติฝ่ายมารดา.
บทว่า อิเม สตฺตา ปิยา ความว่า สัตว์เหล่านั้นยังปีติให้เกิด สัตว์
เป็นที่ชัง พึงทราบโดยปริยายตรงกัน ข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
ก็ในบทว่า ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ วา นี้ พึงทราบการเชื่อมความ
อย่างนี้ว่า มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรือธรรมารมณ์
ที่ทราบ ฉันนั้น.
บทว่า อุทกเถโว ได้แก่ หยดแห่งน้ำ ปาฐะว่า อุทกตฺเถวโก
ดังนี้ก็มี.
บทว่า ปทุมปตฺเต ได้แก่ บนใบบัว.
แม้ในบทว่า โธโน น หิ เตน มญฺญติ ยทิทํ ทิฏฺฐสุตํ มุเตสุ
วา นี้ก็พึงทราบการเชื่อมความอย่างนี้เหมือนกันว่า พระอรหันต์ผู้มีปัญญา
เป็นเครื่องกำจัดย่อมไม่สำคัญด้วยวัตถุที่เห็นหรือที่ได้ยินนั้น หรือย่อมไม่
สำคัญในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่ทราบ.
บทว่า น หิ โส รชฺชติ โน วิรชฺชติ ความว่า ย่อมไม่กำหนัด
นัก เหมือนพาลปุถุชน ย่อมไม่คลายกำหนัด เหมือนกัลยาณปุถุชน
และเสขบุคคล แต่ย่อมถึงการนับว่า เป็นผู้คลายกำหนัดแล้ว เพราะมีราคะ
สิ้นแล้ว บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้นแล.

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 657 (เล่ม 65)

บทว่า ตาย ปญฺญาย กายทุจฺจริตํ ความว่า พระโยคีกำหนด
สิ่งที่ควรกำหนด ด้วยปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐินั้น หรือด้วยปัญญาอันเป็น
ส่วนเบื้องต้นนั่นเอง กำจัดกายทุจริต ๓ อย่างด้วยสามารถแห่งการตัดขาด.
ก็บุคคลนี้เมื่อกำจัดวิปันนธรรมในเทศนาธรรมทั้งหลาย เป็นบุคคลผู้มีความ
พร้อมเพรียงด้วยธุตธรรม จึงชื่อว่าย่อมกำจัด ก็ผู้ใช้ปัญญาเป็นเครื่องกำจัด
ธรรมเหล่านั้น เริ่มที่จะกำจัดในขณะที่เป็นปัจจุบันของตน ท่านเรียกว่า
ผู้กำจัด เหมือนคนที่เริ่มบริโภค เขาเรียกว่า ผู้บริโภค อนึ่ง พึงทราบ
ลักษณะโดยศัพท์ศาสตร์ในที่นี้.
บทว่า ธุตํ เป็นกัตตุสาธนะ กำจัดด้วยโสดาปัตติมรรค. ล้างด้วย
สกทาคามิมรรค. ชำระด้วยอนาคามิมรรค. ซักฟอกด้วยอรหัตตมรรค.
บทว่า โธโน ทิฏฺฐํ น มญฺญติ ความว่า พระอรหันต์ย่อม
ไม่สำคัญรูปายตนะที่เห็นด้วยมังสจักษุก็ตาม ด้วยความสำคัญ ๓ อย่าง
อย่างไร ? พระอรหันต์ไม่เห็นรูปายตนะด้วยสุภสัญญาและสุขสัญญา. ย่อม
ไม่ยังฉันทราคะให้เกิดในรูปายตนะนั้น. ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลินรูปายตนะ
นั้น. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหา อย่างนี้.
ก็หรือว่าพระอรหันต์ไม่หวังความเพลิดเพลินในรูปายตนะนี้ว่า รูป
ของเราในอนาคตกาลพึงเป็นดังนี้ หรือเมื่อหวังรูปสมมติ ไม่ให้ทาน ไม่
สมาทานศีล ไม่กระทำอุโบสถกรรม พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็น
ด้วยความสำคัญด้วยตัณหา อย่างนี้ก็มี ก็พระอรหันต์มิได้อาศัยสมาบัติและ
วิบัติแห่งรูป ทั้งของตนและคนอื่นยังมานะให้เกิดว่า เราประเสริฐกว่าผู้นี้

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 658 (เล่ม 65)

บ้าง เราเสมอผู้นี้บ้าง เราเลวกว่าผู้นี้บ้าง. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่
เห็น ด้วยความสำคัญด้วยมานะอย่างนี้. ก็พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญ
รูปายตนะว่าเที่ยง ยั่งยืน แน่นอน ไม่สำคัญคนว่ามีด้วยตน ไม่สำคัญสิ่งไม่
เป็นมงคลว่าเป็นมงคล. พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญรูปที่เห็น ด้วยความ
สำคัญด้วยทิฏฐิ อย่างนี้.
บทว่า ทิฏฺฐสฺมึ น มญฺญติ ความว่า เมื่อไม่สำคัญตนในรูป
โดยนัยแห่งการพิจารณาเห็น ชื่อว่าย่อมไม่สำคัญในรูปที่เห็น พระอรหันต์
เมื่อไม่สำคัญว่ากิเลสมีราคะเป็นต้นในรูป เหมือนน้ำนมในถัน ชื่อว่าย่อม
ไม่สำคัญในรูปที่เห็น.
ก็ความสำคัญด้วยตัณหาและมานะ พึงทราบว่า ไม่มีแก่พระอรหันต์
นั้นผู้ไม่ยังสิเนหาและมานะให้เกิดขึ้นในวัตถุที่คนไม่สำคัญ ด้วยความสำคัญ
ด้วยทิฏฐินั้นแหละ พระอรหันต์ย่อมไม่สำคัญ ในรูปที่เห็นอย่างนี้.
ก็บทว่า ทิฏฺฐโต ในบททั้งหลายว่า ทิฏฺฐโต น มญฺญติ นี้เป็น
ปัญจมีวิภัตติ. เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เมื่อไม่สำคัญอุบัติหรือความเข้าถึงแต่
รูปที่เห็นมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว ของตนก็ตามของผู้อื่นก็ตามพร้อมทั้ง
อุปกรณ์ หรือว่าตนเป็นอื่นจากรูปที่เห็น พึงทราบว่า ไม่สำคัญแต่รูปที่
เห็น พระอรหันต์นั้นไม่มีความสำคัญด้วยทิฏฐินี้ แม้ความสำคัญด้วยตัณหา
และมานะพึงทราบว่า ไม่มีแก่พระอรหันต์นั้นผู้ไม่ยังสิเนหาและมานะให้
เกิดขึ้นในวัตถุที่ตนไม่สำคัญด้วยความสำคัญด้วยทิฏฐินั้นแหละ.
ก็ในบทว่า ทิฏฺฐิ เมติ น มญฺญติ นี้ ความว่า พระอรหันต์

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 659 (เล่ม 65)

ไม่ยึดถือเป็นของเรา ด้วยสามารถแห่งตัณหาว่า นั่นของเรา ย่อมไม่สำคัญ
รูปที่เห็นด้วยความสำคัญด้วยตัณหา.
บทว่า สุตํ ความว่า ได้ยินดีด้วยมังสโสตก็ตาม ได้ยินด้วยทิพโสต
ก็ตาม บทนี้เป็นชื่อแห่งสัททายตนะ.
บทว่า มุตํ ความว่า เข้าไปจดอารมณ์ที่ทราบและนับแล้วถือเอา
ท่านอธิบายไว้ว่า อารมณ์แห่งอินทรีย์ทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น
ด้วยสังกิเลส บทนี้เป็นชื่อแห่งคันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะ.
บทว่า วิญฺญาตํ ความว่า รู้แจ้งด้วยใจ บทนี้เป็นชื่อแห่งอายตนะ
๗ ที่เหลือ แม้ธรรมารมณ์ในที่นี้ ก็ย่อมได้อารมณ์ที่เนื่องด้วยสักกายทิฏฐิ
นั่นแล ส่วนความพิสดารในข้อนี้ พึงทราบตามนี้ที่กล่าวแล้วในทิฏฐวาระ.
ในบัดนี้ พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งสูตรที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ จึงกล่าวคำว่า อสฺมีติ ภิกฺขเว เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺมิ ความว่า มีอยู่ บทนี้เป็นชื่อ
ของความเที่ยง.
บทว่า มญฺญิตเมตํ ความว่า ข้อนั้นเป็นเครื่องกำหนดด้วยทิฏฐิ.
บทว่า มม อหมสฺมิ ความว่า เรามีอยู่ คือเป็นอยู่แก่เรา.
บทว่า อญฺญตฺร สติปฏฺฐาเนหิ ความว่า เว้นสติปัฏฐาน ๔.
บทว่า สพฺเพ พาลปุถุชฺชนา รชฺชนฺติ ความว่า ชนต่าง ๆ
ผู้เป็นอันธพาลทั้งสิ้นย่อมติด.

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 660 (เล่ม 65)

บทว่า สตฺต เสกฺขา วิรชฺชนฺติ ความว่า อริยชน ๗ จำพวก
มีพระโสดาบันเป็นต้น ย่อมถึงความคลายกำหนัด.
บทว่า อรหา เนว รชฺชติ โน วิรชฺชติ ความว่า ด้วยว่า
พระอรหันต์ย่อมไม่ทำทั้งสองอย่าง เพราะกิเลสทั้งหลายดับสนิทแล้ว.
บททั้ง ๓ ว่า ขยา ราคสฺส เป็นต้น คือพระนิพพานนั่นแล.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถา มหานิทเทส
อรรถกถา ชราสุตตนิทเทส
จบ สูตรที่ ๖

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 661 (เล่ม 65)

ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๗
[๒๒๔] ท่านพระติสสเมตเตยยะ กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก
ซึ่งความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุน-
ธรรม พวกข้าพระองค์ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว จัก
ศึกษาในวิเวก.
ว่าด้วยเมถุนธรรม
[๒๒๕] คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนื่อง ๆ ในเมถุนธรรม
ความว่า ชื่อว่า เมถุนธรรม ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ ธรรมของชาว
บ้าน ธรรมของคนเลว ธรรมชั่วหยาบ ธรรมมีน้ำเป็นที่สุด ธรรมอัน
พึงทำในที่ลับ ธรรมคือความถึงพร้อมด้วยธรรมของคนคู่กัน.
เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าเมถุนธรรม ? เพราะเป็นธรรมของคนทั้งสอง
ผู้กำหนัด กำหนัดกล้า ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะ
ครอบงำ เป็นเช่นเดียวกันทั้งสองคน เพราะเหตุดังนี้นั้น จึงเรียกว่า
เมถุนธรรม.
คน ๒ คนทำความทะเลาะกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนทำความ
มุ่งร้ายกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนทำความอื้อฉาวกัน เรียกว่าคนคู่,

661
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 662 (เล่ม 65)

คน ๒ คนทำความวิวาทกัน เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนก่ออธิกรณ์กัน
เรียกว่าคนคู่, คน ๒ คนพูดกัน เรียกว่าคนคู่ คน ๒ คนปราศรัยกัน
เรียกว่าคนคู่, ฉันใด ธรรมนั้นเป็นธรรมของคนทั้งสองผู้กำหนัด กำหนัด
กล้า ชุ่มด้วยราคะ มีราคะกำเริบขึ้น มีจิตอันราคะครอบงำ เป็นเช่น
เดียวกันทั้งสองคน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้แล้ว จึงเรียกว่า
เมถุนธรรม.
คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม ได้แก่
ของบุคคลผู้ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบเอื้อเฟื้อ ประกอบพร้อม ใน
เมถุนธรรม คือผู้ประพฤติในเมถุนธรรม มักมากในเมถุนธรรม หนักใน
เมถุนธรรม น้อมไปในเมถุนธรรม โน้นไปในเมถุนธรรม โอนไปใน
เมถุนธรรม น้อมใจไปในเมถุนธรรม มีเมถุนธรรมนั้นเป็นใหญ่ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ของบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ ในเมถุนธรรม.
[๒๒๖] คำว่า ท่านพระติสสเมตเตยยะกราบทูลถามพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า มีความว่า ศัพท์ว่า อิติ เป็นบทสนธิเชื่อมบท เป็น
ปทปูรณะ ควบอักษร เป็นศัพท์มีพยัญชนะสละสลวย เป็นลำดับบท.
คำว่า อายสฺมา เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความ
เคารพ เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ เป็นคำกล่าวด้วยความ
ยำเกรง.
คำว่า ติสฺส เป็นนาม เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้ เป็นบัญญัติ
เป็นโวหาร เป็นชื่อ เป็นความตั้งขึ้น เป็นความทรงชื่อ เป็นเครื่องกล่าว.
ถึง เป็นเครื่องแสดงความหมาย เช่นเครื่องกล่าวเฉพาะ แห่งพระเถระนั้น.

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 663 (เล่ม 65)

คำว่า เมตเตยยะ เป็นโคตร เป็นเครื่องนับ เป็นเครื่องหมายรู้
เป็นบัญญัติ เป็นโวหาร แห่งพระเถระนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่าน
พระติสสเมตเตยยะกราบทูลถามผู้มีพระภาคเจ้าว่า.
[๒๒๗] คำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรด
ตรัสบอกซึ่งความคับแค้น มีความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสบอก คือ
โปรดบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้แสดง
ประกาศซึ่งความคับแค้น คือ ความเข้าไปกระทบ ความเบียดเบียน ความ
กระทบกระทั่ง ความระทมทุกข์ ความขัดข้อง.
คำว่า มาริสะ เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความ
เคารพ เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพ เป็นคำกล่าวด้วยความ
ยำเกรง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์
โปรดตรัสบอกซึ่งความคับแค้น.
[๒๒๘] คำว่า ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว มีความว่า ได้
ฟัง ได้สดับ ศึกษา เข้าไปทรง เข้าไปกำหนด ซึ่งพระดำรัส คำเป็นทาง
เทศนา คำพร่ำสอนขอพรพระองค์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ได้ฟังคำสอน
ของพระองค์แล้ว.
ว่าด้วยวิเวก ๓
[๒๒๙] คำว่า จักศึกษาในวิเวก มีความว่า คำว่า วิเวก ได้แก่
วิเวก ๓ คือ กายวิเวก, จิตวิเวก, อุปธิวิเวก.

663