ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 644 (เล่ม 65)

บทว่า มจฺจุมรณํ ความว่า ความตายกล่าวคือมัจจุ มิใช่ตายชั่วขณะ
ผู้กระทำที่สุดชื่อว่ากาละ ชื่อว่า กาลกิริยา เพราะอรรถว่า กระทำกาละ
นั้น ความตายโดยสมมติ ท่านแสดงแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงโดยปรมัตถ์ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำว่า
ขนฺธานํ เภโท เป็นต้น.
ก็โดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้นแตก ชื่อว่า สัตว์ไม่มีใครตาย แต่เมื่อ
ขันธ์แตก สัตว์ย่อมตาย จึงมีโวหารว่า เมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกแล้ว สัตว์
ตายแล้ว และในที่นี้ ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยสามารถแห่ง
จตุโวการะ และปัญจโวการะ การทอดทิ้งร่างกาย ย่อมมีด้วยสามารถแห่ง
เอกโวการะ อีกอย่างหนึ่ง ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ย่อมมีด้วยสามารถ
แห่งจตุโวการะเท่านั้น พึงทราบความทอดทิ้งร่างกาย ด้วยสามารถแห่ง
โวการะทั้งสองที่เหลือ. เพราะเหตุไร ? เพราะเกิดร่างกายกล่าวคือรูปกาย
ในกรรมภพทั้งสอง.
อีกอย่างหนึ่ง เพราะขันธ์ทั้งหลายในจาตุมหาราชิกาเป็นต้น ย่อม
แตกไปเลย ไม่ทอดทิ้งอะไร ๆ ไว้ ฉะนั้น ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายจึง
มีด้วยสามารถแห่งขันธ์เหล่านั้น มนุษย์เป็นต้นมีการทอดทิ้งร่างกาย ก็ใน
ที่นี้ท่านกล่าวมรณะว่า การทอดทิ้งร่างกาย เพราะเหตุแห่งการทอดทิ้ง
ร่างกาย ชื่อว่ามรณะย่อมมีแก่ร่างกายที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น ด้วยบทว่า
ชีวิตินฺทริยสฺส อุปจฺเฉโท นี้ ร่างกายที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ย่อมไม่มี
มรณะ พระสารีบุตรเถระแสดงดังนี้.

644
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 645 (เล่ม 65)

ส่วนคำว่า นายบุษตาย นายดิษตาย เป็นเพียงโวหารเท่านั้น แต่
โดยเนื้อความคำทั้งหลายเห็นปานนี้ ย่อมแสดงถึงความสิ้นไปและความเสื่อม
ไปของข้าวกล้าเป็นต้นนั่นเอง.
บทว่า รูปคตํ ความว่า รูปคตะ คือรูปนั้นแหละ แม้ในบทว่า
เวทนาคตํ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพว มจฺจํ ความว่า โภคสมบัติ
ทั้งหลายย่อมละทิ้งสัตว์ไปก่อนกว่านั่นเทียวบ้าง สัตว์ย่อมละโภคสมบัติทั้ง
หลายไปก่อนกว่าบ้าง พระเถระเรียกขุนโจรว่า ผู้ใคร่กาม ความว่า แน่ะ
ผู้ใคร่กามผู้เจริญ พวกชนผู้มีกามโภคะทั้งหลายมิได้เที่ยวในโลก เมื่อโภคะ
ทั้งหลายฉิบหายไป เป็นอยู่ไม่มีโภคะบ้าง ละโภคะทั้งหลาบฉิบหายเองบ้าง
เพราะฉะนั้น แม้ในเวลาที่มหาชนเศร้าโศก เราจึงไม่เศร้าโศก พระเถระ
เรียกขุนโจรด้วยคำว่า ดูก่อนศัตรู โลกธรรมทั้งหลายเรารู้แล้ว ความว่า
แน่ะศัตรูผู้เจริญ โลกธรรม เป็นต้นว่า ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ
เรารู้แล้ว เหมือนอย่างว่า ดวงจันทร์ย่อมขึ้น ย่อมเต็มดวง และย่อมลับไป
และดวงอาทิตย์ส่องแสงไปยังประเทศทั่วโลกใหญ่กำจัดความยึด เวลาเย็น
ก็หนีลับไป คืออัสดงคต ไม่ปรากฏอีกฉันใด โภคสมมติทั้งหลายย่อมเกิด
ขึ้นด้วย ย่อมฉิบหายไปด้วย ฉันนั้นเหมือนกัน เศร้าโศกในเพราะ
โภคสมบัตินั้นจะได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เศร้าโศก.
บทว่า ตณุหามญฺญนาย มญฺญติ ความว่า ย่อมสำคัญ คือการทำ
ความนับถือ ด้วยความสำคัญ ด้วยมานะที่ให้เกิดด้วยตัณหา.

645
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 646 (เล่ม 65)

บทว่า ทิฏฐิมญฺญนาย ความว่า ด้วยความสำคัญที่เกิดขึ้น กระทำ
ทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย.
บทว่า มานมญฺญนาย ความว่า ด้วยความสำคัญด้วยมานะที่เกิด
ร่วมกัน.
บทว่า กิเลสมญฺญนาย ความว่า ย่อมสำคัญด้วยความสำคัญ ด้วย
กิเลส ด้วยอรรถว่าเข้าไปทรมานตัวเอง ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า กุหา ความว่า ทำให้ประหลาด.
บทว่า ถทฺธา ความว่า กระด้างเหมือนตอไม้.
บทว่า ลปา ความว่า พูดพล่อยด้วยปัจจัยนิมิต.
บทว่า สงฺคตํ ความว่า สิ่งที่มาประจวบ คือสิ่งที่เห็นแล้ว หรือ
แม้ถูกต้องแล้ว.
บทว่า ปิยายิตํ ความว่า การทำให้เป็นที่รัก.
บทว่า สงฺคตํ ความว่า อยู่พร้อมหน้า.
บทว่า สมาคตํ ความว่า มาใกล้.
บทว่า สมาหิตํ ความว่า เป็นอันเดียวกัน.
บทว่า สนฺนิปติตํ ความว่า ประมวลไว้.
บทว่า สุปินคโต ความว่า เข้าไปแล้วสู่ความฝัน.
บทว่า เสนาวิยูหํ ปสฺสติ ความว่า เห็นการตั้งค่ายของเสนา.
บทว่า อารามรามเณยฺยกํ ความว่า ความน่ารื่นรมณ์แห่งสวน
ดอกไม้เป็นต้น.
แม้ในบท วนรามเณยฺยกํ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

646
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 647 (เล่ม 65)

บทว่า เปตํ ความว่า จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก.
บทว่า กาลกตํ ความว่า ตายแล้ว.
บทว่า นามเมวาวสิสฺสติ อกฺเขยฺยํ ความว่า ธรรมชาติมีรูป
เป็นต้นทั้งหมดอันบุคคลละไป เหลือแต่เพียงชื่อเท่านั้น เพื่อนับคือเรียก
อย่างนี้ว่า พุทธรักขิต ธรรมรักขิต.
บทว่า เย จกฺขุวิญฺญาณาภิสมฺภูตา ความว่า รูปที่ทราบกันได้
ด้วยจักขุวิญญาณ มีสุมุฏฐาน ๔ ที่ทำให้เป็นกองเห็นแล้ว.
บทว่า โสตวิญฺญาณาภิสมฺภูตา ความว่า เสียงที่มีสมุฏฐาน ๒
ที่ทำให้เป็นกองไว้ได้ฟังแล้วด้วยโสตวิญญาณซึ่งกองแต่อื่น.
บทว่า มุนโย ได้แก่มุนีผู้เป็นขีณาสพ.
บทว่า เขมทสฺสิโน ความว่า เห็นพระนิพพาน. ในโสกนิทเทส
บทว่า โสโก มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า พยสนะ เพราะอรรถว่า
เสื่อม อธิบายว่า ซัดไป คือกำจัดประโยชน์เกื้อกูลและความสุข ความ
เสื่อมแห่งญาติ ชื่อญาติพยสนะ อธิบายว่า เพราะโจรโรคภัยเป็นต้น จึง
สิ้นญาติเสื่อมญาติ เพราะความเสื่อมแห่งญาตินั้น.
บทว่า ผุฏฐสฺส ความว่า ท่วมทับ คือ ครอบงำ ประจวบ แม้
ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ความแปลกกันดังนี้ ความเสื่อม
แห่งโภคะทั้งหลาย ชื่อโภคพยสนะ อธิบายว่า เพราะราชภัยและโจรภัยเป็น
ต้น โภคะจึงสิ้นไปพินาศไป, ความเสื่อมคือโรค ชื่อโรคพยสนะ ด้วยว่า
โรคทำความไม่มีโรคให้ฉิบหายไปพินาศไป ฉะนั้นจึงชื่อว่าพยสนะ. ความ
เสื่อมแห่งศีล ชื่อสีลพยสนะ บทนี้เป็นชื่อของความทุศีล. ความเสื่อมคือ

647
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 648 (เล่ม 65)

ทิฏฐิที่เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้พินาศไป ชื่อทิฏฐิพยสนะ. ก็ในที่นี้ ความ
เสื่อม ๒ อย่างแรกสำเร็จ ๓ อย่างหลังไม่สำเร็จ ถูกกำจัดด้วยไตรลักษณ์
และความเสื่อม ๓ อย่างแรก เป็นกุศลก็ไม่ใช่ เป็นอกุศลก็ไม่ใช่ ความ
เสื่อมแห่งศีลและทิฏฐิทั้งสองเป็นอกุศล.
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน ความว่า อันความเสื่อมแห่งมิตรและ
อำมาตย์เป็นต้น ที่ยึดถือก็ตามไม่ยึดถือก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า สมนฺนาคตสฺส ความว่า ตามผูกพัน คือไม่พ้นไป.
บทว่า อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน ความว่า อันอุบัติเหตุ
แห่งทุกข์คือความโศกอย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า โสโก ความว่า ชื่อว่าความโศก ด้วยสามารถแห่งความ
เศร้าโศก บทนี้เป็นสภาวะเฉพาะตนแห่งความโศกที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเหล่านี้.
บทว่า โสจนา ได้แก่ อาการที่เศร้าโศก.
บทว่า โสจิตตฺตํ ได้แก่ ความเป็นผู้เศร้าโศก.
บทว่า อนฺโตโสโก ได้แก่ ความเศร้าโศกในภายใน ท่านขยาย
บทที่ ๒ ด้วยอุปสรรค ด้วยว่าความเศร้าโศกนั้นเกิดขึ้นทำภายในให้แห้ง
ให้แห้งรอบ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ความเศร้าโศกในภายใน ความเศร้า
โศกรอบในภายใน.
บทว่า อนฺโตฑาโห ได้แก่ ความเร่าร้อนในภายใน ท่านขยาย
บทที่ ๒ ด้วยอุปสรรค.
บทว่า เจตโส ปริชฺฌายนา ได้แก่ อาการคือความตรอมตรม
แห่งจิต ด้วยว่าความเศร้าโศกเมื่อเกิดขึ้น ย่อมยังจิตให้ไหม้ คือเผาจิต

648
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 649 (เล่ม 65)

เหมือนไปทำให้พูดว่า จิตของเราถูกเผาอยู่ อะไร ๆ ไม่แจ่มแจ้งแก่เรา ใจ
ถึงทุกข์ ชื่อว่าทุกข์ใจ ภาวะแห่งทุกข์ใจ ชื่อว่าโทมนัส ลูกศรคือความ
เศร้าโศก ด้วยอรรถว่าเข้าไปโดยลำดับ ฉะนั้นจึงชื่อว่า ลูกศรคือความ
เศร้าโศก.
ในปริเทวนิทเทสมิวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า อาเทวะ เพราะ
อรรถว่า เป็นเหตุเพ้อคือร้องให้ถึงอย่างนี้ว่า ธิดาของฉัน บุตรของฉัน.
ชื่อว่า ปริเทวะ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุที่เพ้อสรรเสริญคุณนั้น ๆ. บท ๒
คู่นอกจากนั้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแสดงไขภาวะแห่งอาการของ ๒ บท
แรกนั่นเอง.
บทว่า วาจา ได้แก่ คำพูด.
บทว่า ปลาโป ได้แก่ คำพูดที่เปล่าคือไร้ประโยชน์. ชื่อว่า วิป-
ปลาปะ เพราะอรรถว่า ความบ่นเพ้อแปลก ๆ ด้วยสามารถกล่าวนอก
เรื่องและกล่าวเรื่องอื่น ๆ.
บทว่า ลาลปฺโป ได้แก่ เพ้อบ่อย ๆ. อาการพร่ำเพ้อชื่อ ลาลัปปนา.
ความเป็นแห่งผู้พร่ำเพ้อ ชื่อว่าความเป็นผู้พร่ำเพ้อ. ความตระหนี่เป็นต้น
มีเนื้อความได้กล่าวไว้ทั้งนั้น.
คาถาที่ ๗ ท่านกล่าวเพื่อแสดงข้อปฏิบัติอันสมควรในโลกที่ถูกมรณะ
กำจัดอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิลีนจรสฺส ความว่าผู้ประพฤติทำ
จิตหลีกเร้นจากอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ กัลยาณปุถุชนบ้าง เสขบุคคลบ้าง.

649
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 650 (เล่ม 65)

บทว่า สามคฺคิยมาหุ ตสฺส ตํ โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย
ความว่า ภิกษุใดปฏิบัติอย่างนี้ ไม่พึงแสดงตนในภพต่างโดยนรกเป็นต้น
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่แสดงตนนั้นของภิกษุนั้นว่าสมควร. อธิบายว่า
ด้วยว่าภิกษุนั้นพึงพ้นจากมรณะนี้ ด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า ปฏิลีนจรา วุจฺจนฺติ ความว่า เรียกว่า ผู้ประพฤติโดย
เอื้อเฟื้อซึ่งจิตละอายแต่อารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า สตฺต เสกฺขา ความว่า ชื่อว่า เสขบุคคล ๗ จำพวก
ตั้งต้นแต่ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค จนถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค เพราะ
อรรถว่า ศึกษาในสิกขา ๓ มีอธิศีลสิกขาเป็นต้น.
บทว่า อรหา ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น. ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตต-
ผลนั้น ชื่อว่า หลีกเร้นเพราะเสร็จกิจแล้ว.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุในความประพฤติหลีกเร้นของพระ
เสขะทั้งหลาย จึงกล่าวว่า กึการณา เป็นต้น.
บทว่า เต ตโต ตโต ความว่า พระเสขะ ๗ จำพวกเหล่านั้น
ยังจิตให้หลีกเร้น จากอารมณ์นั้น ๆ.
บทว่า จิตตํ ปฏิลีเนนฺตา ความว่า ยังจิตของตนให้หลีกเร้น.
บทว่า ปฏิกุฏฺเฏนฺตา ความว่า ให้หด.
บทว่า ปฏิวฏฺเฏฺนฺตา ความว่า ม้วนเหมือนเสื่อรำแพน.
บทว่า สนฺนิรุทฺธนฺตา ความว่า กีดขวาง
บทว่า สนฺนิคฺคณฺหนฺตา ความว่า ทำซึ่งการข่ม.
บทว่า สนฺนิวาเรนฺตา ความว่า ห้าม.

650
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 651 (เล่ม 65)

บทว่า รกฺขนฺตา ความว่า ทำการรักษา.
บทว่า โคเปนฺตา ความว่า คุ้มครองไว้ในหีบคือจิต.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงด้วยสามารถแห่งทวาร พระสารีบุตรเถระจึงกล่าว
ว่า จกฺขุทฺวาเร เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุทฺวาเร ได้แก่ ทวารคือจักขุ-
วิญญาณ. แม้ในโสตทวารเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนบ้าง ภิกษุผู้เป็น
เสขบุคคลบ้าง ฉะนั้นพระเถระจึงไม่กล่าวเนื้อความแห่งคำของศัพท์ว่าภิกษุ
แสดงภิกษุที่ประสงค์เอาในที่นี้เท่านั้น.
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าปุถุชน เพราะยังถอนกิเลส
ทั้งหลายไม่ได้และชื่อว่ากัลยาณะ เพราะประกอบด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น
ฉะนั้นจึงชื่อว่า กัลยาณปุถุชน กัลยาณปุถุชนนั่นแหละ ชื่อว่าผู้เป็น
กัลยาณปุถุชน แห่งภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชนนั้น.
ชื่อว่า เสขะ เพราะอรรถว่า ศึกษาอธิศีลเป็นต้น แห่งภิกษุนั้น
ผู้เป็นเสขะบ้าง คือผู้เป็นพระโสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง พระอนาคา
มีบ้าง.
ชื่อว่า อาสนะ เพราะอรรถว่า เป็นที่นั่ง คือจมลง.
บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอาสนะเหล่าใดมีเตียงและตั่งเป็นต้น.
บทว่า มญฺโจ เป็นต้น เป็นคำแสดงประเภทของอาสนะ แม้เตียง
ท่านก็กล่าวไว้ในอาสนะทั้งหลายในที่นี้ เพราะเป็นโอกาสแม้สำหรับนั่ง
ก็เตียงนั้น เป็นเตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา เตียงมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียว

651
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 652 (เล่ม 65)

กันกับขาเตียงมีขาเหมือนปู. และเตียงมีขาจดแม่แคร่ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แม้ตั่งก็เป็นตั่งแบบนั้น อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง.
บทว่า ภิสิ ได้แก่ เบาะขนสัตว์ เบาะผ้า เบาะเปลือกไม้ เบาะ
หญ้า และเบาะใบไม้ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
บทว่า ตฏฏิกา ได้แก่ เสื่อที่ทอด้วยใบตาลเป็นต้น.
บทว่า จมฺมกฺขณฺโฑ ได้แก่ ท่อนหนังอย่างใดอย่างหนึ่งที่ควร
แก่การนั่ง เครื่องลาดทำด้วยหญ้าเป็นต้น ได้แก่เครื่องลาดที่ถักด้วยหญ้า
เป็นต้น.
บทว่า อสปฺปายรูปทสฺสเนน ความว่าจากการแลดูรูปที่ปรารถนา
อันไม่เป็นที่สบาย.
บทว่า วิตฺตํ ความว่า ว่างจากภายใน.
บทว่า วิวิตฺตํ ความว่า เปล่าจากการเข้าไปแต่ภายนอก.
บทว่า ปวิวิตฺตํ ความว่า เปล่าเป็นอดิเรกว่า ไม่มีคฤหัสถ์ไร ๆ
ในที่นั้น แม้ในการได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ปญฺจหิ กามคุเณหิ ความว่า จากส่วนแห่งกาม ๕ คือ
รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของหญิง สมจริงดังที่ท่านกล่าว
ไว้ว่า :-
กามคุณ ๕ ในโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ
โผฏฐัพพะที่น่ารื่นรมย์ เห็นได้ในร่างของหญิง.
บทว่า ภชโต ความว่า ทำการเสพด้วยจิต.
บทว่า สมฺภชโต ความว่า เสพโดยชอบ.

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 653 (เล่ม 65)

บทว่า เสวโต ความว่า เข้าไปหา.
บทว่า นิเสวโต ความว่า เสพเป็นที่อาศัย.
บทว่า สํเสวโต ความว่า เสพด้วยดี.
บทว่า ปฏิเสวโต ความว่าเข้าไปหาบ่อย ๆ.
บทว่า คณสามคฺคี ได้แก่ความที่สมณะทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียว
กัน คือพร้อมเพรียงกัน.
บทว่า ธมฺมสามคฺคี ได้แก่ความประชุมแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗
ประการ.
บทว่า อนภินิพฺพตฺติสามคฺคี ได้แก่ ประชุมแห่งพระอรหันต์
ทั้งหลายผู้ไม่บังเกิด คือไม่เกิดขึ้น ผู้ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ธาตุ.
บทว่า สมคฺคา ความว่า ไม่แยกกันทางกาย.
บทว่า สมฺโนทมานา ความว่า มีจิตบันเทิง คือยินดีด้วยดี.
บทว่า อวิวทมานา ความว่า ไม่กระทำการวิวาทกันด้วยวาจา.
บทว่า ขีโรทกีภูตา ความว่า เป็นเช่นกับน้ำผสมด้วยน้ำนม.
บทว่า เต เอกโต ปกฺขนฺทนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านั้น คือ
โพธิปักขิยธรรม ย่อมเข้าไปสู่อารมณ์เดียวกัน.
บทว่า ปสีทนฺติ ความว่า ย่อมถึงความผ่องใสในอารมณ์นั้นนั่นแล.
บทว่า อนุปาทิเสสาย ความว่า เว้นจากอุปาทาน.
บทว่า นิพฺพานธาตุยา ความว่า ด้วยอมตมหานิพพานธาตุ.

653