ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 634 (เล่ม 65)

เป็นผู้ปราศจากโทสะ โดยโทสะสิ้นไปแล้ว เพราะเป็นผู้ปราศจากโมหะ
โดยโมหะสิ้นไปแล้ว พระอรหันต์นั้นอยู่จบแล้ว มีจรณะอันประพฤติแล้ว
ฯลฯ ภพใหม่มิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์
นั้น ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่คลายกำหนัดเลย. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
พระอรหันต์ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องกำจัด ย่อมไม่
สำคัญในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ทราบ
พระอรหันต์นั้นย่อมไม่ปรารถนาความหมดจดด้วยมรรคอื่น
ย่อมไม่กำหนัด ย่อมไม่คลายกำหนัดเลย ดังนี้.
จบ ชราสุตตนิทเทสที่ ๖

634
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 635 (เล่ม 65)

อรรถกถาชราสุตตนิทเทส
ในชราสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปํ วต ชีวิตํ อทํ ความว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย
นี้หนอน้อย คือ นิดหน่อย.
บทว่า  ิติปริตฺตตาย สรสปริตฺตตาย มีนัยดังกล่าวแล้วแม้ใน
คุหัฏฐกสูตร.
บทว่า โอรํ วสฺสสตาปิ มิยฺยติ ความว่า ย่อมตายภายในร้อยปี
ในกาลเป็นกลละเป็นต้นก็มี.
บทว่า อติจฺจ ความว่าเกินร้อยปี.
บทว่า ชรสาปิ มิยฺยติ ความว่า ย่อมตายแม้เพราะชราความ
ต่อแต่นี้พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาคุหัฏฐกสูตรนั่นแล.
บทว่า อปฺปํ ได้แก่ น้อย.
บทว่า คมนี โย สมฺปราโย ความว่า พึงไปปรโลก. ชื่อว่า
กลละ ในบทว่า กลลกาเลปิ ในขณะปฏิสนธิเป็นกลละที่ใสแจ๋ว
ประมาณเท่าหยาดน้ำมัน ซึ่งติดอยู่ที่ปลายเส้นด้ายทำด้วยขนสัตว์ ๓ เส้น
ที่ท่านหมายกล่าวไว้ว่า :-
หยาดน้ำมันงา ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวฉันใด รูปที่มี
ส่วนเปรียบด้วย วรรณะ ก็ฉันนั่น เรียกว่า กลละ แม้
ในกาลเป็นกลละนั้น.

635
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 636 (เล่ม 65)

บทว่า จวติ ความว่า เคลื่อนจากชีวิต.
บทว่า มรติ ความว่า ถึงความพรากจากชีวิต.
บทว่า อนฺตรธายติ ความว่า ถึงการเห็นไม่ได้.
บทว่า วิปฺปลุชฺชติ ความว่า ขาด อาจารย์บางพวกอธิบายอย่าง
นี้ว่าเคลื่อนในกำเนิดอัณฑชะ ตายในกำเนิดชลาพุชะ หายในกำเนิด
สังเสทชะสลายไปในกำเนิดโอปปาติกะ.
บทว่า อมฺพุทกาเลปิ ความว่า ชื่อว่า อัมพุทะ ย่อมมีสีเหมือน
น้ำล้างเนื้อ เมื่อเป็นกลละได้ ๗ วัน ชื่อว่า กลละ ย่อมหายไป สม
จริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นอัมพุทะได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยน
ภาวะที่เป็นอัมพุทะนั้น เกิดเป็นสภาพชื่อว่า เปสิ แม้ใน
กาลเป็นเปสินั้น.
บทว่า เปสิกาเลปิ ความว่า เมื่อเป็นอัมพุทะแม้นั้นได้ ๗ วัน
ย่อมเกิดเป็นสภาพชื่อว่าเปสิเช่นกับดีบุกที่ละลายคว้าง เปสินั้น พึงแสดง
ด้วยพริกและน้ำอ้อย ก็พวกเด็กชาวบ้านเก็บพริกที่สุกดี ห่อที่ชายผ้า คั้น
เอายอดรสใส่กระเบื้องวางตากแดด ยอดรสนั้นจะแห้งเข้า ๆ พ้นจากส่วน
ทั้งปวง เปสิย่อมมีลักษณะอย่างนั้น ชื่อว่า อัมพุทะย่อมหายไป สม
จริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นกลละได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยน
ภาวะที่เป็นกลละนั้นเกิดเป็นสภาพชื่อว่าอัมพุทะ แม้ใน
กาลเป็นอัมพุทะนั้น.

636
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 637 (เล่ม 65)

บทว่า ฆนกาเลปิ ความว่า เมื่อเป็นเปสิแม้นั้นได้ ๗ วันย่อม
บังเกิดก้อนเนื้อชื่อว่าฆนะมีสัณฐานเหมือนฟองไข่ไก่ ชื่อว่า เปสิย่อม
หายไป สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
เป็นเปสิได้ ๗ วัน สุกงอม พ้นสภาพ เปลี่ยน
ภาวะที่เป็นเปสินั้นสภาพชื่อว่า ฆนะ ฟองไข่ของแม่ไก่
เป็นวงราบโดยรอบฉันใดสัณฐานของฆนะบังเกิดเพราะ
กรรมเป็นปัจจัย ก็ฉันนั้น แม่ในกาลเป็นฆนะนั้น.
บทว่า ปญฺจสาขกาเลปิ ความว่า ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดต่อม ๕
ต่อม เป็นมือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อม ๕ ต่อมย่อมตั้งขึ้นแต่กรรมในสัปดาห์ที่
๕ ดังนี้ แม้ในกาลเป็นสาขานั้น ต่อแต่นั้น พระสารีบุตรเถระย่อเทศนา
ข้ามสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้นไปเสีย ในกาลที่เปลี่ยนไป ๔๒ สัปดาห์
เป็นกาลเกิดขึ้นแห่งผมขนและเล็บเป็นต้นและสายรก ที่ตั้งขึ้นแต่นาภีของ
ทารกนั้นย่อมเนื่องเป็นอันเดียวกันกับด้วยพื้นอุทรของมารดา สายรกนั้น
เป็นรูคล้ายก้านบัว รสอาหารแล่นไปทามสายรกนั้น ยังรูปซึ่งมีอาหารเป็น
สมุฏฐานให้ตั้งขึ้น ทารกนั้นยังอัตภาพให้เป็นไปตลอด ๑๐ เดือนด้วย
อาการอย่างนี้พระเถระกล่าวว่า สูติฆเร มิได้กล่าวเรื่องทั้งปวงนั้นที่ท่าน
หมายกล่าวว่าผมขน และแม้เล็บ.
ก็มารดาของนระนั้น บริโภคอาหารใด ทั้งข้าวน้ำ
และโภชนะนระที่อยู่ในครรภ์มารดาย่อมยังอัตภาพให้เป็น
ไปในที่นั้น ด้วยอาหารนั้น

637
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 638 (เล่ม 65)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สูติฆเร ความว่าในเรือนตลอด คือ
ในเรือนเป็นที่คลอด ปาฐะว่า สูติกาฆเร ก็มี ตัดบทเป็น สูติกาย.
บทว่า อฑฺฒมาสิโกปิ ความว่า ชื่อว่า อัทฒมาสกะ เพราะ
อรรถว่ามีชีวิตอยู่กึ่งเดือนตั้งแต่วันคลอด แม้ในบทว่ามีชีวิตอยู่ ๒ เดือน
เป็นต้นก็นัยนี้แหละ. ชื่อว่า สังวัจฉริกะ เพราะอรรถว่า มีชีวิตอยู่
๑ ปี ตั้งแต่วันเกิด แม้ในบทว่ามีชีวิตอยู่ ๒ ปี เป็นต้น เบื้องบนก็
นัยนี้แหละ.
บทว่า ยทาชิณฺโณ โหติ ความว่าในกาลใด มนุษย์เป็นผู้คร่ำ
คร่าเพราะชรา เป็นผู้เหี่ยวแห้ง.
บทว่า วุฑฺโฒ ความว่า เจริญวัย.
บทว่า มหลฺลโก ความว่า เป็นผู้ใหญ่โดยกำเนิด.
บทว่า อทฺธคโต ความว่าล่วงกาลทั้ง ๓.
บทว่า วโยอนุปฺปตฺโต ความว่า ถึงวัยที่ ๓ ตามลำดับ
บทว่า ขณฺฑทนฺโต ความว่า ชื่อว่ามีฟันหัก เพราะอรรถว่า
มีฟันร่วงและห่างในระหว่าง ๆ และฟันหัก ด้วยอานุภาพของชรา.
บทว่า ปลิตเกโส ความว่า มีผมขาว บทว่า วิลูนํ ความว่า
ล้านดุจเส้นผมถูกจับถอน.
บทว่า ปลิตสิโร ความว่า มีศีรษะล้านมาก.
บทว่า วลินํ ความว่ารอยย่นที่เกิดเอง.
บทว่า ติลกาหตคตฺโต ความว่า มีสรีระเกลื่อนไปด้วยกระขาว
และกระดำ.

638
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 639 (เล่ม 65)

บทว่า โภคฺโค ความว่า หักแล้วพระเถระแสดงความคดของสรีระ
นั้น แม้ด้วยบทนี้.
บทว่า ทณฺฑปรายโน ความว่า มีไม้เท้าเป็นที่พึ่งอาศัย คือมี
ไม้เท้าเป็นเพื่อน.
บทว่า โส ชรายปิ ความว่าบุคคลนั้นแม้ถูกชราครอบงำแล้วย่อม
ตาย.
บทว่า นตฺถิ มรณมฺหา โมกฺโข ความว่า อุบายเป็นเครื่อง
พ้นจากความตาย ไม่มี คือไม่เข้าไปได้.
บทว่า ผลานมิว ปกฺกานํ ปาโต ปตนโต ภยํ ความว่า
เหมือนพวกเจ้าของผลไม้กลัวผลไม้สุกมีผลขนุนเป็นต้น ที่สุกงอมมีขั้วหย่อน
หล่นแน่ในเวลาเช้าตรู่ บทว่า เอวํ ชาตานมจฺจานํ มิจฺจํ มรณโต
ภยํ ความว่า เหล่าสัตว์ที่เกิดขึ้นแล้วมีภัยแต่ความตายกล่าวคือมัจจุ ตลอด
กาลที่เป็นไปติดต่อ ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ยถาปิ กุมฺภการสฺส ความว่า ผู้กระทำภาชนะดิน ชื่อ
ฉันใด.
บทว่า กตํ มตฺติกภาชนํ ความว่า ภาชนะที่นายช่างนั้นให้
สำเร็จ บทว่า สพฺพํ เภทปริยนฺตํ ความว่า ภาชนะดินที่เผาสุกและ
ไม่สุกทั้งหมด ชื่อว่ามีความแตกเป็นที่สุด เพราะอรรถว่ามีความแตก คือ
ทำลาย เป็นที่สุด คือจบลง.
บทว่า เอวํมจฺจานชีวิตํ ความว่า อายุสังขารของสัตว์ทั้งหลาย
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

639
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 640 (เล่ม 65)

บทว่า ทหรา จ มหนฺตา จ ความว่า ทั้งหนุ่ม ทั้งแก่.
บทว่า เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา ความว่าทั้งคนโง่ที่มีชีวิต
เนื่องด้วยลมหายใจเข้าลมหายใจออกทั้งคนฉลาดที่ประกอบด้วยความเป็น
บัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
บทว่า สพฺเพ มจฺจุวสํ ยนฺติ ความว่า คนหนุ่มเป็นต้นทั้งหมด
ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงซึ่งอำนาจของมัจจุ.
บทว่า เตสํ มจฺจุปเรตานํ ความว่า คนเหล่านั้นอันมัจจุแวด
ล้อมแล้ว.
บทว่า คจฺฉตํ ปรโลกโต ความว่า ไปจากมนุษยโลกนี้สู่ปรโลก.
บทว่า นปิตา ตายเต ปุตฺตํ ความว่า บิดาย่อมรักษาบุตรไว้
ไม่ได้.
บทว่า ญาตี วา ปน ญาตเก ความว่า หรือพวกญาติฝ่าย
มารดาบิดา ก็ไม่อาจรักษาญาติเหล่านั้นไว้ได้เลย.
บทว่า เปกฺขตญฺเญว ญาตีนํ ความว่า เมื่อพวกญาติอย่างที่
กล่าวแล้วนั่นแล กำลังเพ่งดู คือแลดูกันอยู่นั่นแหละ.
บทว่า ปสฺส ลาลปฺปตํ ปุถุ ความว่า คำว่า ปสฺส เป็น
อาลปนะ. เมื่อพวกญาติกำลังรำพันกันอยู่คือบ่นเพ้อกันอยู่เป็นอันมาก คือ
มีประการต่าง ๆ.
บทว่า เอกมโกว มจฺจานํ โควชฺโฌ วิย นิยฺยติ ความว่า
เหล่าสัตว์แต่ละคนอันมรณะนำไป คือให้ถึงความตาย เหมือนโคถูกนำ
ไปฆ่า

640
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 641 (เล่ม 65)

บทว่า เอวํ อพฺภาหโต โลโก ความว่า สัตว์โลกถูกนำมา
เป็นเครื่องประดับอย่างนี้เท่านั้น.
บทว่า มจฺจุนา จ ชราย จ ความว่า ความตายและความแก่
ครอบงำไว้.
บทว่า มมายิเต ความว่า เพราะเหตุแห่งวัตถุที่ถือว่าของเรา.
บทว่า วนาภาวสนฺตมวทํ ความว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพราก
คือความพลัดพรากมีอยู่ทีเดียว ท่านอธิบายว่า ไม่อาจที่จะไม่พลัดพราก.
บทว่า โสจนฺติ ความว่า กระทำความเศร้าโศกด้วยจิตคืออาการ
เศร้าใจ.
บทว่า กิลมนฺติ ความว่า ถึงความลำบากด้วยกาย.
บทว่า ปรทวนฺติ ความว่า ถึงความบ่นเพ้อด้วยวาจามีอย่างต่าง ๆ.
บทว่า อุรตฺตาฬึ กนฺทนฺติ ความว่า ทุบอกชกตัวคร่ำครวญอยู่
บทว่า สมฺโมหํ อาปชฺชนฺติ ความว่า ถึงความหลงใหล.
บทว่า อนิจฺโจ ความว่า ด้วยอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
บทว่า สงฺขโต ความว่า อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันกระทำ.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ความว่า อาศัยคือไม่บอกคือสามัคคีที่
เป็นปัจจัย เกิดขึ้นร่วมกันและโดยชอบ.
บทว่า ขยธมฺโม ความว่า มีการถึงความสิ้นไปเป็นสภาพ.
บทว่า วยธมฺโม ความว่า มีการถึงความเสื่อมไปเป็นสภาพ อธิบาย
ว่ามีการถึงความทำลายเป็นสภาพ.

641
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 642 (เล่ม 65)

บทว่า วิราคธมฺโม ความว่า มีความคลายกำหนัดเป็นสภาพ.
บทว่า นิโรธธมฺโน ความว่า มีความดับเป็นสภาพ.
บทว่า ยฺวายํ ปริคฺคโห ความว่า ความยึดถือนี้ใด ปาฐะว่า
ยายํ ปริคฺคโห ก็มี ตัดบทก็อย่างนี้แหละ.
บทว่า นิจฺโจ ความว่า เป็นไปตลอดกาลติดต่อ.
บทว่า ธุโว ความว่า มั่น.
บทว่า สสฺสโต ความว่า ไม่เคลื่อน.
บทว่า อวิปริณามธมฺโม ความว่า มีการไม่ละปกติเป็นสภาพ.
บทว่า สสฺสติสมํ ตเถว ฐสฺสติ ความว่า พึงตั้งอยู่ เหมือน
ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เขาสิเนรุ มหาสมุทร แผ่นดิน และภูเขาเป็นต้น.
บทว่า นานาภาโว ความว่า สภาพต่าง ๆ โดยกำเนิด.
บทว่า วินาภาโว ความว่า ความพลัดพรากเพราะความตาย.
บทว่า อญฺญถาภาโว ความว่า ความเป็นอย่างอื่นโดยภพ.
บทว่า ปุริมานํ ปุริมานํ ขนฺธานํ ความว่า ขันธ์ที่เกิดขึ้นใน
ก่อนติด ๆ กัน.
บทว่า วิปริณามญฺญถาภาวา เชื่อมความว่า ขันธ์เป็นต้นหลัง ๆ
ละภาวะปกติแล้วเป็นไป คือเกิดขึ้นโดยภาวะอย่างอื่น.
บทว่า สพฺพํ ฆราวาสปลิโพธํ ความว่า รกชัฏในความเป็นคฤหัสถ์
ทั้งสิ้น.
บทว่า ญาติมิตฺตามจฺจปลิโพธํ ความว่า ญาติฝ่ายมารดาบิดา
มิตร สหาย อำมาตย์ พวกหมู่.

642
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 643 (เล่ม 65)

บทว่า สนฺนิธิปลิโพธํ ความว่า ทิ้งรกชัฏในสมบัติที่เก็บฝังไว้.
บทว่า เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา ความว่า ปลงผมและหนวด.
บทว่า กาสายานิ วตฺถานิ ความว่า ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด.
บทว่า มามโก ความว่า ถึงการนับว่าอุบาสกหรือภิกษุของเรา หรือ
นับถือวัตถุมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ว่าของเรา.
บทว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ เป็นบทแสดงทั่วไปถึงเหล่าสัตว์มิใช่
น้อย ก็เมื่อกล่าวอยู่แม้ตลอดวันอย่างนี้ว่า ยัญทัตตาย โสมทัตตาย สัตว์
ทั้งหลายย่อมไม่ถือเอาเลย การแสดงอรรถอื่นทั้งปวงย่อมไม่สำเร็จ แต่คน
บางคนจะไม่ถือเอาด้วยบททั้งสองนี้ก็หามิได้ การแสดงอรรถอื่นบางอย่าง
จึงไม่สำเร็จ.
บทว่า ตมฺหา ตมฺหา นี้เป็นบทแสดงทั่วไปถึงหมู่สัตว์มิใช่น้อย
ด้วยสามารถแห่งคติ.
บทว่า สตฺตนิกายา ความว่า จากหมู่แห่งสัตว์ทั้งหลาย อธิบาย
ว่า จากกลุ่มสัตว์ จากประชุมแห่งสัตว์.
บทว่า จุติ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งความเคลื่อน บทนี้เป็นคำ
สามัญของจุติที่มีขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕.
บทว่า จวนตา แสดงถึงลักษณะด้วยคำแสดงภาวะ.
บทว่า เภโท แสดงถึงความเกิดขึ้นแห่งการแตกสลายของขันธ์.
บทว่า อนฺตรธานํ แสดงถึงความไม่มีที่สุดโดยปริยายอย่างใดอย่าง
หนึ่งของขันธ์ที่แตกแล้ว ดุจหม้อแตก.

643