ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 604 (เล่ม 65)

ไปชั่วกาลเดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน. เพราะเทียบชีวิตของ
พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์.... เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาชั้นยามา.....
เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาดุสิต ...... เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดา
ชั้นนิมมานรดี..... เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.....
เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาที่เนื่องในหมู่พรหม ชีวิตของมนุษย์ก็น้อย
คือเล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็นไปชั่วกาล
เดี๋ยวเดียว ตั้งอยู่ไม่ช้า ดำรงอยู่ไม่นาน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของพวกมนุษย์นี้น้อย
จำต้องละไปสู่ปรโลก มนุษย์ทั้งหลายจำต้องประสบความตายตาม
ที่รู้กันอยู่แล้ว ควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มี
มนุษย์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดอยู่นาน
ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี หรือที่เกินกว่าร้อยปีก็มีน้อย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
อายุของพวกมนุษย์น้อย บุรุษผู้ใคร่ความดีพึงดูหมิ่น
อายุที่น้อยนี้ พึงรีบประพฤติให้เหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะ
ฉะนั้น. เพราะความตายจะไม่มาถึงมิได้มี วันคืนย่อมล่วง
เลยไป ชีวิตก็กระชั้นเข้าไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้ง
หลายย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อยน้อยสิ้นไปฉะนั้น.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชีวิตนี้น้อยหนอ.

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 605 (เล่ม 65)

[๑๘๓] คำว่า มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี มีความว่า มนุษย์
ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไป ในกาลที่เป็นกลละบ้าง, ในกาลที่เป็น
น้ำล้างเนื้อบ้าง, ในกาลที่เป็นชิ้นเนื้อบ้าง, ในกาลที่เป็นก้อนเนื้อบ้าง,
ในกาลที่เป็นปัญจสาขาได้แก่มือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ บ้าง, แม้พอเกิดก็
ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไปก็มี. ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไปใน
เรือนที่ตลอดก็มี. ย่อมเคลื่อน ตาย หาย สลายไปเมื่อชีวิตครั้งเดือนก็มี.
เดือน ๑ ก็มี. ๒ เดือนก็มี. ๓ เดือนก็มี. ๔ เดือนก็มี. ๕ เดือนก็มี.
๖ เดือนก็มี. ๗ เดือนก็มี. ๘ เดือนก็มี. ๙ เดือนก็มี. ๑๐ เดือนก็มี.
๑ ปีก็มี. ๒ ปีก็มี. ๓ ปีก็มี. ๔ ปีก็มี. ๕ ปีก็มี. ๖ ปีก็มี. ๗ ปีก็มี.
๘ ปีก็มี. ๙ ปีก็มี. ๑๐ ปีก็มี. ๒๐ ปีก็มี. ๓๐ ปีก็มี. ๔๐ ปีก็มี. ๕๐
ปีก็มี. ๖๐ ปีก็มี. ๗๐ ปีก็มี. ๘๐ ปีก็มี. ๙๐ ปีก็มี. เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี.
[๑๘๔] คำว่า แม้หากว่ามนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป มีความ
ว่ามนุษย์ใดเป็นอยู่เกินร้อยปีไป มนุษย์นั้นเป็นอยู่ ๑ ปีบ้าง. ๒ ปีบ้าง.
๓ ปีบ้าง. ๔ ปีบ้าง. ๕ ปีบ้าง. ๑๐ ปีบ้าง. ๒๐ ปีบ้าง. ๓๐ ปีบ้าง.
๔๐ ปีบ้าง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้หากมนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป.
[๑๘๕] คำว่า มนุษย์ผู้นั้นย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล
มีความว่า เมื่อใดมนุษย์เป็นคนแก่ เจริญวัย เป็นผู้ใหญ่โดยกำเนิด
ล่วงกาลผ่านวัย มีฟันหัก ผมหงอก ผมบาง ศีรษะล้าน หนังย่น ตัว
ตกกระ คด ค่อม ถือไม้เท้าไปข้างหน้า เมื่อนั้น มนุษย์นั้น ย่อมเคลื่อน

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 606 (เล่ม 65)

ตาย หาย สลายไปเพราะชรา การพ้นจากความตายไม่มี สมจริงดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สัตว์ที่เกิดมามีภัยโดยความตายเป็นนิตย์ เหมือน
ผลไม้ที่สุกแล้วมีภัย โดยการหล่นในเวลาเช้าฉะนั้น.
ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิดมีความแตกเป็นที่สุด
แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น. มนุษย์
ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ โง่ และฉลาด ทั้งหมดย่อมไปสู่อำนาจ
มัจจุ มีมัจจุสกัดอยู่ข้างหน้า เมื่อมนุษย์เหล่านั้นถูกมัจจุสกัด
ข้างหน้าแล้ว ถูกมัจจุครอบงำ บิดาก็ต้านทานบุตรไว้ไม่
ได้ หรือพวกญาติก็ต้านทานญาติไว้ไม่ได้ เมื่อพวกญาติ
กำลังแลดูกันอยู่นั่นแหละกำลังรำพันกันอยู่เป็นอันมากว่า
ท่านจงดู ตนคนเดียวเท่านั้นแห่งสัตว์ทั้งหลายอันมรณะ
นำไปได้ เหมือนโคลูกนำไปฆ่าฉะนั้น. สัตว์โลกอัน
มัจจุและชราครอบงำไว้อย่างนี้.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มนุษย์ผู้นั้นย่อมตายเพราะชราโดยแท้แล
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชีวิตนี้มีน้อยหนอ มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี
แม้หากว่ามนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เป็นไป มนุษย์ผู้นั้นย่อมตาย
เพราะชราโดยแท้แล.

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 607 (เล่ม 65)

[๑๘๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศกในเพราะวัตถุที่ถือว่าของ
เราความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย การยึดถือ
นี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว กุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว
ไม่ควรอยู่ครองเรือน.
ว่าด้วยคนเศร้าโศกเพราะการยึดถือ
[๑๘๗] คำว่า ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศกในเพราะวัตถุที่ถือ
ว่าของเรา มีความว่า คำว่า ชนทั้งหลาย ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์
แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา และมนุษย์. คำว่า ยึดถือว่า
ของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่าของเรา ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าของ
เราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า
ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือว่าของเราด้วย
ทิฏฐิชนทั้งหลายแม้ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุที่ถือว่าของเรา
ย่อมเศร้าโศก คือ ย่อมเศร้าโศกเมื่อเขากำลังแย่งชิงเอาบ้าง เมื่อเขาแย่ง
ชิงเอาไปแล้วบ้าง ผู้มีความหวาดระแวงในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุ
ที่ถือว่าของเรา ย่อมเศร้าโศก คือ ย่อมเศร้าโศก ลำบาก คร่าครวญ
ทุบอกร่ำไร ถึงความหลงใหล เมื่อวัตถุนั้นกำลังแปรปรวนไปอยู่บ้าง เมื่อ
วัตถุนั้นแปรปรวนไปแล้วบ้าง. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อม
เศร้าโลกในเพราะวัตถุถือว่าของเรา.

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 608 (เล่ม 65)

[๑๘๘] คำว่า ความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย
มีความว่า คำว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ ความ
ยึดถือด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความยึดถือ
ด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยทิฏฐิ. ความยึดถือด้วยตัณหา
เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยความประชุมกันแห่งปัจจัยเกิดขึ้น
มีความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับไป ความแปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา. ความยึดถือด้วยทิฏฐิ เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง
อาศัยความประชุมกันแห่งปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป ความเสื่อมไป
ความคลายไป ความดับไป ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาสมจริงดังที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอย่อมเห็นหรือว่า ความ
ยอดถือที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรปรวนไปเป็น
ธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้น แหละเสมอด้วยของเที่ยง.
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนั้นไม่มีเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นถูกละ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย แม้เราก็ไม่ตามเห็นว่า ความยึดถือนั้น เป็น
ความยึดถือที่เป็นของเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง ไม่แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นนั่นแหละเสมอด้วยของ
เที่ยง.

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 609 (เล่ม 65)

ความยึดถือ เป็นของเที่ยงยั่งยืน มั่นคง ไม่มีความแปรปรวนไป
เป็นธรรมดา ย่อมไม่มี คือไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย.
[๑๘๙] คำว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว
มีความว่า มีความเป็นต่าง ๆ กัน ความพลัดพราก ย่อมเป็นอย่างอื่น มี
อยู่ ปรากฏอยู่ เข้าไปได้อยู่. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนอานนท์ อย่าเลย เธออย่าเศร้าโศก อย่า
คร่ำครวญไปเลย ดูก่อนอานนท์ ข้อนั้นเราได้บอกไว้ก่อน
แล้วมิใช่หรือว่า ความเป็นต่าง ๆ กัน ความพลัดพราก
ความเป็นอย่างอื่น จากสัตว์สละสังขารอันเป็นที่รักใคร่พอ
ใจทั้งหลายทีเดียวมีอยู่ ดูก่อนนี้ จะพึงได้แต่ที่ไหน สิ่งใดที่
เกิดแล้ว มีแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความสลายไปเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้น อย่าสลายไปเลย ต่อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะ
มีได้ เพราะขันธ์ ธาตุ อายตนะ ก่อน ๆ แปรปรวนไป
เป็นอย่างอื่น ขันธ์ธาตุและอายตนะหลัง ๆ ก็ย่อมเป็นไป
ดังนี้. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า การยึดถือนี้มีความพลัดพราก
เป็นที่สุดทีเดียว.
[๑๙๐] คำว่า กุลบุตรเห็นดังนี้แล้ว ไม่ควรอยู่ครองเรือน
มีความว่า ศัพท์ว่า อิติ เป็นบทสนธิ เป็นบทอุปสรรค เป็นบทบริบูรณ์
เป็นที่ประชุมอักษร เป็นศัพท์ที่มีพยัญชนะสละสลวย ศัพท์ว่า อิติ นี้เป็น
ลำดับแห่งบท. กุลบุตรเห็นแล้ว พบแล้ว เทียบเคียง ตรวจตรา สอบ.
สวนทำให้แจ่มแจ้ง ในวัตถุที่ถือว่าของเราทั้งหลาย ดังนี้แล้ว เพราะฉะนั้น

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 610 (เล่ม 65)

จึงชื่อว่า เห็นดังนี้แล้ว. คำว่า ไม่ควรอยู่ครองเรือน ความว่า กุลบุตร
ตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ตัดกังวลในบุตรและภรรยา ตัดกังวลในญาติ
ตัดกังวลในมิตรและอมาตย์ ตัดกังวลในความสั่งสมทั้งหมด ปลงผมและ
หนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เข้าถึงความ
เป็นผู้ไม่มีห่วงใย พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป คือ อยู่ เป็นไป หมุนไป
รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กุลบุตร
เห็นดังนี้ แล้วไม่ควรอยู่ครองเรือน. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายย่อมเศร้าโศกในเพราะวัตถุที่ถือว่าของ
เรา ความยึดถือทั้งหลายเป็นของเที่ยง มิได้มีเลย การยึด
ถือนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุดทีเดียว กุลบุตรเห็นดังนี้
แล้ว ไม่ควรอยู่ครองเรือน.
[๑๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจ-
ขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละไปแม้เพราะความตาย พุทธ-
มามกะผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรน้อมไป
เพื่อความยึดถือว่าของเรา.
ว่าด้วยการยึดถือเบญจขันธ์
[๑๙๒] คำว่า เบญจขันธ์นั้นอันบุรุษนั้น ย่อมละไปแม้เพราะ
ความตาย มีความว่า คำว่า ความตาย ได้แก่ ความจุติ ความเคลื่อน
จากหมู่สัตว์นั้น ๆ แห่งเหล่าสัตว์นั้น ๆ ควรทำลาย ความหายไป มัจจุ-

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 611 (เล่ม 65)

มรณะ กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความทอดทิ้งร่างกาย
ความเข้าไปตัดแห่งชีวิตินทรีย์. คำว่า เบญจขันธ์นั้น ได้แก่ รูปเวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ คำว่า ย่อมละ ความว่าเบญจขันธ์ อันบุรุษ
นั้นย่อมละ สละทิ้ง หายไป สลายไป สมจริงดังภาษิตว่า:-
โภคสมบัติทั้งหลายย่อมละทิ้งสัตว์ไปก่อนบ้าง สัตว์
ย่อมละทิ้งโภคสมบัติเหล่านั้นไปก่อนบ้าง ดูก่อนราชโจรผู้
ใคร่กาม พวกชนเป็นผู้มีโภคสมบัติมิได้เที่ยง เพราะฉะนั้น
เราจึงไม่เศร้าโศก ในเวลาเศร้าโศก ดวงจันทร์ย่อมขึ้น
ย่อมเต็มดวง ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว
ย่อมจากไป ดูก่อนศัตรู โลกธรรมทั้งหลาย เรารู้แล้ว
เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เศร้าโศกในเวลาเศร้าโศก.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เบญจขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละไปแม้เพราะ
ความตาย.
[๑๙๓] คำว่า บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา มี
ความว่า คำว่า เบญจขันธ์ใด ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ. คำว่า บุรุษ ได้แก่ ความนับ ความหมายรู้ บัญญัติ โวหาร
ของโลก นาม การตั้งนาม ความทรงนาม ความพูดถึง การแสดง
ความหมาย การพูดปราศรัย. คำว่า ย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้
ของเรา มีความว่า ย่อมสำคัญด้วยความสำคัญด้วยตัณหา ด้วยความสำคัญ
ด้วยทิฏฐิ ด้วยความสำคัญด้วยมานะ ด้วยความสำคัญด้วยกิเลส ด้วยความ
สำคัญด้วยทุจริต ด้วยความสำคัญด้วยประโยค ด้วยความสำคัญด้วยวิบาก.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า บุรุษย่อมลำดับเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา.

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 612 (เล่ม 65)

[๑๙๔] คำว่า ผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว มีความว่า
ทราบ รู้ เทียบเคียง ตรวจทราบ สอบสวน ทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งโทษนั้น
ในวัตถุที่ยึดถือว่าของเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า รู้เห็นโทษแม้นั้น
แล้วละ คำว่า บัณฑิต ได้แก่ ผู้มีความรู้ ผู้มีญาณ ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง
ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรง. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษ
แม้นั้นแล้ว.
[๑๙๕] คำว่า พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่า
ของเรา มีความว่า คำว่า ความยึดถือว่าของเรา ได้แก่ ความยึดถือว่า
ของเรา ๒ อย่างคือ ความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือว่าของ
เรา ด้วยทิฏฐิ ๑. คำว่า พุทธมามกะ ได้แก่ ผู้นับถือพระพุทธ พระ-
ธรรม พระสงฆ์ คือบุคคลผู้นั้นย่อมนับถือพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าของเรา
พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงกำหนดบุคคลผู้นั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสไว้ว่า :-
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้คดโกง
กระด้าง พูดพล่อย กรีดกราย มีมานะจัด มีจิตไม่ตั้งมั่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่นับถือเรา เป็น
ผู้ไปปราศแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมไม่ถึงความเจริญ
งอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายส่วนว่า
ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย ปัญญาไม่กระ-
ด้าง มีจิตตั้งมั่นดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็น

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 613 (เล่ม 65)

ผู้นับถือเรา ไม่ปราศแล้วจากธรรมวินัยนี้ และย่อมถึงความ
เจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลง
แล้ว จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-
ชนทั้งหลายเป็นผู้คดโกง กระด้าง พูดพล่อย กรีด
กราย มีมานะจัด มีจิตไม่ตั้งมั่น ชนเหล่านั้นย่อมไม่งอก
งามในธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ส่วน
ชนทั้งหลายเป็นผู้ไม่คดโกง ไม่พูดพล่อย มีปัญญา ไม่
กระด้าง มีจิตตั้งมั่นดี ชนเหล่านั้นแล ย่อมงอกงามใน
ธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
คำว่า พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าของเรา
มีความว่า พุทธมามกะละความยึดถือว่าของเราด้วยตัณหา สละคืนความ
ยึดถือว่าของเราด้วยทิฏฐิ ไม่พึงน้อมโน้มไปเพื่อความยึดถือว่าของเรา คือ
ไม่พึงเป็นผู้น้อมไป เอนไป โอนไป โน้มไป ในความยึดถือว่าของเรา
นั้น ไม่พึงเป็นผู้มีความยึดถือว่าของเรานั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
พุทธมามกะไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือของเรา. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี้ของเรา เบญจ-
ขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละไปแม้เพราะความตาย พุทธ
มามกะผู้เป็นบัณฑิตรู้เห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่ควรน้อมไป
เพื่อความยึดถือว่าของเรา.

613