ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 594 (เล่ม 65)

บทว่า ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตา เส ความว่า แม้ธรรมคือ
ทิฏฐิ ๖๒ อันพระอรหันต์เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะอย่างนี้ว่า สิ่งนี้แหละ
จริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.
บทว่า ปารงฺคโต น ปจฺเจติ ตาทิ ความว่า พระอรหันต์ผู้ถึง
ฝั่งคือนิพพาน ย่อมไม่มาสู่กิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้วด้วยมรรคนั้น ๆ อีก
และเป็นผู้คงที่ด้วยอาการ ๕ บทที่เหลือปรากฏแล้วทั้งนั้น.
บทว่า วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิในวิชชมานกาย
ชึ่งกระทำขันธ์ ๕ เป็นที่ตั้ง เป็นไปโดยอาการสี่ ๆ ในขันธ์หนึ่ง ๆ โดย
นัยเป็นต้นว่า พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน.
บทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ ทิฏฐิที่เป็นไปโดยนัย
เป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล.
บทว่า อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฐิทีถือเอาว่า ส่วนสุดหนึ่ง ๆ มี
อยู่ ซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็น
โมฆะ.
บทว่า ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ เป็นบทตั้ง ซึ่งทั่วไปแก่บท ๑๙ บท
ที่กล่าวอยู่ในบัดนี้ พึงเชื่อมความแม้ทั้งหมดว่า ทิฏฐิอันใด ความไปคือ
ทิฏฐิก็อันนั้นแหละ ทิฏฐิอันใด รกเรี้ยวคือทิฏฐิก็อันนั้นแหละ.
อันใดชื่อว่าทิฏฐิ เพราะอรรถว่าเห็นไม่แน่นอน อันนั้นแหละชื่อว่า
ทิฏฐิคตะ เพราะอรรถว่าไป คือ เห็นในทิฏฐิทั้งหลาย เพราะหยั่งลงภาย
ในทิฏฐิ ๖๒. เนื้อความของบทนั้น กล่าวไว้แล้วทีเดียวแม้ในหนหลัง.
ชื่อว่า ทิฏฐิคตะ เพราะไปแล้วโดยส่วนเดียวของส่วนสุดทั้ง ๒.

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 595 (เล่ม 65)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสฺสโต ได้แก่ เที่ยง.
บทว่า โลโก ได้แก่ ตน, สรีระในโลกนี้เท่านั้นพินาศไป แต่
ตนคงเป็นตนนั่นแหละทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เข้าใจกันดังนี้.
ก็ตนนั้น เข้าใจกันว่าโลก เพราะวิเคราะห์ว่าแลดูเป็นสามัญทั้งนั้น.
บทว่า อสสฺสโต ได้แก่ ไม่เที่ยงตนย่อมพินาศไปพร้อมกับสรีระ
เข้าใจกันดังนี้.
บทว่า อนนฺตวา ความว่า ทำฌานให้เกิดขึ้นในกสิณเล็กน้อยแล้ว
เข้าใจเจตนาที่มีกสิณเล็กน้อยเป็นอารมณ์นั้นว่าเป็นตนที่มีในที่สุดรอบ.
บทว่า อนนฺตวา ความว่า มีที่สุดหามิได้ คือทำฌานให้เกิดขึ้น
ในกสิณหาประมาณมิได้แล้วเข้าใจเจตนาที่มีกสิณหาประมาณมิได้เป็นอารมณ์
นั้น ว่าเป็นตนที่มีที่สุดรอบหามิได้.
บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทั้งชีพทั้งสรีระก็อันนั้นแหละ.
บทว่า ชีโว ได้แก่ นี้ท่านกล่าวเป็นนปุงสกลิงค์ด้วยลิงควิปลาส.
บทว่า สรีรํ ความว่า ชื่อว่าขันธปัญจกะ ด้วยอรรถว่ายินดี.
บทว่า อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ ความว่า ชีพเป็นอย่างหนึ่ง
ขันธปัญจกะเป็นอีกอย่างหนึ่ง.
บทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า สัตว์เบื้องหน้า
แต่มรณะ ย่อมมี คือ มีอยู่ ไม่พินาศไป.
ก็บทว่า ตถาคโต นี้ เป็นชื่อของสัตว์ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
บทว่า ตถาคโต ได้แก่ พระอรหันต์.

595
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 596 (เล่ม 65)

บทว่า อิเม น โหติ ความว่า เห็นโทษในฝ่ายหนึ่ง แล้วถือ
เอาอย่างนี้.
บทว่า น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา ความว่า แม้ขันธ์นั้น
หลายย่อมพินาศในโลกนี้เท่านั้น และสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อมไม่มี คือ
ขาดสูญ.
บทว่า อิเม โหติ ความว่าเห็นโทษในฝ่ายหนึ่งแล้วถือเอาอย่างนี้.
บทว่า โหติ จ น จ โหติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านี้เห็น
โทษในการยึดถือฝ่ายหนึ่ง ๆ แล้วถือเอาทั้งสองฝ่าย.
บทว่า เนว โหติ น น โหติ ความว่า พระอรหันต์เหล่านี้เห็น
การต้องโทษ ๒ อย่างในการยึดถือทั้ง ๒ ฝ่าย จึงถือฝ่ายที่ดิ้นได้ไม่ตายตัว
ว่า มีอยู่ ก็มี ไม่มีอยู่ ก็มี.
ก็ในข้อนี้มีนัยแห่งอรรถกถาดังต่อไปนี้ :-
ท่านกล่าวประเภทแห่งทิฏฐิโดยอาการ ๑๐ อย่างว่า สสฺสโต โลโก
วา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสฺสโต โลโก ความว่า ทิฏฐิที่เป็น
ไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ของผู้ที่ยึดถือว่าขันธปัญจกะชื่อว่าโลก แล้ว
ยึดถือว่า โลกนี้เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปทุกกาล.
บทว่า อสสฺสโต ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าขาด
สูญของผู้ที่ยึดถือโลกนั้นนั่นแหละว่า ขาดสูญ คือ พินาศ.
บทว่า อนฺตวา ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกมี
ที่สุด ของผู้ได้กสิณเล็กน้อย ผู้เข้ากสิณเพียงกระด้งหรือเพียงถ้วย ยึดถือ

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 597 (เล่ม 65)

รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่ามีที่สุด
โดยที่กำหนดด้วยกสิณด้วย ทิฏฐินั้นย่อมเป็นทั้งสัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ
แต่ผู้ได้กสิณไพบูลย์ เข้ากสิณนั้น ยึดถือรูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไป
ภายในสมาบัติ ว่าโลกด้วย ว่าไม่มีที่สุดโดยที่สุดที่กำหนดด้วยกสิณด้วย
ย่อมมีทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฏฐินั้นก็เป็นทั้ง
สัสสตทิฏฐิทั้งอุจเฉททิฏฐิ.
บทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ ความว่า ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึด
ถือว่าขาดสูญ ว่าเมื่อสรีระขาดสูญ แม้ชีพก็ขาดสูญ เพราะยึดถือว่า เป็น
ชีพของสรีระซึ่งมีการแตกไปเป็นธรรมดานั่นเองด้วยบทที่ ๒ ท่านกล่าว
ทิฏฐิที่เป็นไปโดยอาการยึดถือว่าเที่ยง ว่าแม้เมื่อสรีระขาดสูญ ชีพก็ไม่
ขาดสูญ เพราะถือว่าชีพเป็นอื่นจากสรีระ. ในบทว่า โหติ ตถาคโต
เป็นต้นมีความว่า ทิฏฐิ ๑ ชื่อว่า สัสสตทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า สัตว์
ชื่อว่าตถาคต สัตว์นั้นเบื้องหน้าแต่มรณะ มีอยู่ ทิฏฐิที่ ๒ ชื่อว่าอุจเฉท
ทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า ไม่มีอยู่. ทิฏฐิที่ ๓ ชื่อว่า เอกัจจสัสสต
เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี. ทิฏฐิที่ ๔ ชื่อว่าอมราวิกเขป
ทิฏฐิ เพราะยึดถือว่า มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้. ทิฏฐิ ๑๐ อย่าง
มีประการดังกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้. ทิฏฐิมี ๒ อย่าง ตามกิเลส คือ
ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น แม้สักอย่างหนึ่ง พระ
ขีณาสพเหล่านั้นก็ไม่ปรารถนา.
บทว่า เย กิเลสา ความว่า กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้ว

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 598 (เล่ม 65)

ด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่กลับถึงกิเลสเหล่านั้นอีก คือไม่
ยังกิเลสเหล่านั้นให้กลับบังเกิดอีก.
บทว่า น ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ไม่มาภายหลัง.
บทว่า ปญฺจหากาเรหิ ตาทิ ความว่า เป็นผู้เช่นกับด้วยเหตุ
หรือส่วน ๕ อย่าง.
บทว่า อิฏฺฐานิฏฺเฐ ตาทิ ความว่า เป็นผู้เช่นกับในเหตุ ๒ อย่าง
คือ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เพราะเปลื้องความยินดีและยินร้ายได้
ตั้งอยู่.
บทว่า จตฺตาวี ได้แก่ ละกิเลสทั้งหลาย.
บทว่า ติณฺณาวี ได้แก่ ก้าวล่วงสงสาร.
บทว่า มุตฺตาวี ได้แก่ พ้นจากราคะเป็นต้น.
บทว่า ตํ นิทฺเทสา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้เช่นกัน เพราะแสดง
ออก คือกล่าวชี้แจงด้วยคุณมีศีลและศรัทธาเป็นต้นนั้น ๆ.
พระสารีบุตรเถระประสงค์จะกล่าวอาการ ๕ อย่างนั้นให้พิสดาร จึง
กล่าวว่า กถํ อรหา อิฏฐานิฏฺเฐ ตาทิ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลาเภปิ ความว่า แม้ในการได้
ปัจจัย ๔.
บทว่า อลาเภปิ ความว่า แม้ในการเสื่อมปัจจัย ๔ เหล่านั้น.
บทว่า ยเสปิ ได้แก่ แม้ในบริวาร.
บทว่า อยเสปิ ได้แก่ แม้ในคราวเสื่อมบริวาร.
บทว่า ปสํสายปิ ได้แก่ แม้ในการกล่าวสรรเสริญ.

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 599 (เล่ม 65)

บทว่า นินฺทายปิ ได้แก่ แม้ในการติเตียน.
บทว่า สุเขปิ ได้แก่ แม้ในความสุขทางกาย.
บทว่า ทุกฺเขปิ ได้แก่ แม้ในความทุกข์ทางกาย.
บทว่า เอกํ เจ พาหํ คนฺเธน ลิมฺเปยฺยุํ ความว่า หากชน
ทั้งหลายพึงให้การลูบไล้เบื้องบน ๆ แขนข้างหนึ่ง ด้วยของหอมที่ปรุงด้วย
จตุรชาติ.
บทว่า วาสิยา ตจฺเฉยฺยํ ความว่า หากนายช่างเอามีดถากแขน
ข้างหนึ่งทำให้บาง.
บทว่า อมุสฺมึ นตฺถิ ราโค ความว่า ความเสน่หาในการสูบไล้
ด้วยของหอมโน้นไม่มี คือมีอยู่หามิได้.
บทว่า อมุสฺมึ นตฺถิ ปฏิฆํ ความว่า ความยินร้ายกล่าวคือการ
กระทบ ได้แก่ความโกรธ ในการถากด้วยมีดโน้นไม่มี คือมีอยู่หามิได้.
บทว่า อนุนยปฏิฆวิปฺปหีโน ความว่า ละความเสน่หาและความ
โกรธตั้งอยู่.
บทว่า อุคฺฆาตินิคฺฆาติ วีติวตฺโต ความว่า ก้าวล่วงการช่วย
เหลือด้วยสามารถแห่งความยินดี และการข่มขี่ด้วยสามารถแห่งความยินร้าย
ตั้งอยู่.
บทว่า อนุโรธวิโรธสมติกฺกนฺโต ความว่า ก้าวล่วงโดยชอบ
ซึ่งความยินดีและความยินร้าย.
บทว่า สีเล สติ ความว่า เมื่อศีลมีอยู่.
บทว่า สีลวา ความว่า ถึงพร้อมด้วยศีล.

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 600 (เล่ม 65)

พระอรหันต์ย่อมได้การแสดงออก คือการกล่าว ด้วยศีลนั้น เหตุ
นั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้คงที่. แม้ในบทอย่างนี้ว่า สทฺธาย สติ สทฺโธ เป็น
ต้นก็นัยนี้แหละ.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาฯ มหานิทเทส
อรรถกถาปรมัฏฐกสุตตนิทเทส
จบสูตรที่ ๕

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 601 (เล่ม 65)

ชราสุตตนิทเทสที่ ๖
[๑๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชีวิตนี้น้อยหนอ มนุษย์ย่อมตายภายในร้อยปี แม้หากว่า
มนุษย์ใดย่อมเป็นอยู่เกินไป มนุษย์นั้นย่อมตายเพราะชราโดย
แท้แล.
ว่าด้วยชีวิตเป็นของน้อย
[๑๘๒] คำว่า ชีวิตนี้น้อยหนอ มีความว่า คำว่า ชีวิต ได้แก่
อายุ ความตั้งอยู่ ความดำเนินไป ความให้อัตภาพดำเนินไป ความเป็น
ไป ความหมุนไป ความเลี้ยง ความเป็นอยู่ ชีวิตินทรีย์. อนึ่ง ชีวิต
น้อย คือชีวิตนิดเดียว โดยเหตุ ๒ ประการ คือ ชีวิตน้อยเพราะตั้ง
อยู่น้อย ๑ ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อย ๑.
ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย อย่างไร ? ชีวิตเป็นอยู่แล้วในขณะจิตเป็น
อดีต ย่อมไม่เป็นอยู่ จักไม่เป็นอยู่. ชีวิตจักเป็นอยู่ในขณะจิตเป็นอนาคต
ย่อมไม่เป็นอยู่ ไม่เป็นอยู่แล้ว. ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิตเป็นปัจจุบัน
ไม่เป็นอยู่แล้ว จักไม่เป็นอยู่.
สมจริงดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

601
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 602 (เล่ม 65)

ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวล เป็นธรรม
ประกอบกันเสมอด้วยจิตดวงเดียว. ขณะย่อมเป็นไปพลัน.
เทวดาเหล่าใดย่อมตั้งอยู่ตลอดแปดหมื่นสี่พันกัป แม้เทวดา
เหล่านั้นย่อมไม่เป็นผู้ประกอบด้วยจิตของดวงเป็นอยู่เลย.
ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ที่ตาย หรือของสัตว์ที่ดำรงอยู่ในโลก
นี้ดับแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งปวงเทียว เป็นเช่นเดียวกันดับ
ไปแล้ว มิได้สืบเนื่องกัน. ขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วใน
อดีตเป็นลำดับ และขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วในอนาคต
เป็นลำดับ ความแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปใน
ปัจจุบันกับขันธ์เหล่านั้น มิได้มีในลักษณะ. สัตว์ไม่เกิด
ด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์โลก
ตายแล้วเพราะความแตกแห่งจิต นี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์.
ขันธ์ทั้งหลายแปรไปโดยฉันทะ ย่อมเป็นไปดุจน้ำไหลไป
ตามที่ลุ่มฉะนั้น. ย่อมเป็นไปตามวาระอันไม่ขาดสาย
เพราะอายตนะ ๖ เป็นปัจจัย. ขันธ์ทั้งหลายแตกแล้ว ถึง
ความตั้งอยู่ไม่ได้ กองขันธ์มิได้มีในอนาคต ขันธ์ทั้ง
หลายที่เกิดแล้วนั้นแล ย่อมตั้งอยู่เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาด
ตั้งอยู่บนปลายเหล็กแหลม. ก็ความแตกแห่งธรรมขันธ์ทั้ง
หลายที่เกิดแล้ว สกัดอยู่ข้างหน้าแห่งสัตว์เหล่านั้น. ขันธ์
ทั้งหลายมีความทำลายเป็นธรรมดามิได้เจือปนกับขันธ์ที่
เกิดก่อนตั้งอยู่. ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏ แตกแล้ว

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 603 (เล่ม 65)

ไปสู่ที่ไปไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไปเหมือนสายฟ้า
แลบในอากาศ. ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่ อย่างนี้.
ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อยอย่างไร ? ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้า
เนื่องด้วยลมหายใจออก เนื่องด้วยลมหายใจเข้าและลมหายใจออก เนื่อง
ด้วยมหาภูตรูป เนื่องด้วยไออุ่น เนื่องด้วยกวฬิงการาหาร เนื่องด้วยวิญ
ญาณ. กรัชกายอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นก็ดี
อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และภพอันเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจ
เข้าและลมหายใจออกก็ดี ปัจจัยทั้งหลายก็ดี ตัณหาอันเป็นแดนเกิดก่อน
ก็ดี รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดร่วมกันก็ดี อรูปธรรมที่ประกอบกันก็ดี
ขันธ์ที่เกิดร่วมกันแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี ตัณหาอัน
ประกอบกันก็ดี ก็มีกำลังทราม. ธรรมเหล่านั้นมีกำลังทรามเป็นนิตย์ต่อกัน
และกัน มิได้ตั้งมั่นต่อกันและกัน ย่อมยังกันและกันให้ตกไป เพราะ
ความต้านทานมิได้มีแก่กันและกัน ธรรมเหล่านี้จึงไม่ดำรงกันและกันไว้ได้
ธรรมใดให้ธรรมเหล่านี้เกิดแล้ว ธรรมนั้นมิได้มี. ก็แต่ธรรมอย่างหนึ่ง
มิได้เสื่อมไปเพราะธรรมอย่างหนึ่ง. ก็ขันธ์เหล่านี้แตกไปเสื่อมไปโดย
อาการทั้งปวง ขันธ์เหล่านี้อันเหตุปัจจัยมีในก่อนให้เกิดแล้ว. แม้เหตุปัจจัย
อันเกิดก่อนเหล่าใด แม้เหตุปัจจัยเหล่านั้นก็ดับแล้วในก่อน. ขันธ์ที่เกิด
ก่อนก็ดี ขันธ์ที่เกิดภายหลังก็ดี มิได้เห็นกันและกันในกาลไหน ๆ. ฉะนั้น
ชีวิตจึงชื่อว่า เป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อย อย่างนี้.
อนึ่ง เพราะเทียบชีวิตของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช ชีวิตของพวก
มนุษย์ก็น้อย คือเล็กน้อย นิดหน่อย เป็นไปชั่วขณะ เป็นไปพลัน เป็น

603