ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 584 (เล่ม 65)

คำว่า เป็นผู้คงที่ ความว่า พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ โดย
อาการ ๕ คือ เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เป็นผู้คงที่เพราะ
อรรถว่าสละแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะ
อรรถว่าพ้นแล้ว เป็นผู้คงที่เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์
อย่างไร ? พระอรหันต์เป็นผู้คงที่แม้ในลาภ แม้ในความเสื่อมลาภ แม้
ในยศ แม้ในความเสื่อมยศ แม้ในสรรเสริญ แม้ในนินทา แม้ในสุข
แม้ในทุกข์ หากว่าชนทั้งหลายพึงลูบไล้แขนข้างหนึ่งแห่งพระอรหันต์ด้วย
เครื่องหอม พึงถากแขนข้างหนึ่งด้วยมีด พระอรหันต์ย่อมไม่มีความยินดีใน
การลูบไล้ด้วยเครื่องหอมโน้น และไม่มีความยินร้ายในการถากด้วยมีดโน้น
เป็นผู้ละการยินดียินร้ายเสียแล้ว เป็นผู้ล่วงเลยการดีใจและการเสียใจแล้ว
เป็นผู้ก้าวล่วงความยินดีความยินร้ายเสียแล้ว พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้
คงที่ ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์อย่างนี้.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าสละแล้ว อย่างไร ?
พระอรหันต์ สละ คาย ปล่อย ละ สละคืนเสียแล้ว ซึ่งความกำหนัด
ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่
ความดีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความ
กระด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง พระอรหันต์
ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าสละ อย่างนี้.

584
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 585 (เล่ม 65)

พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว อย่างไร ?
พระอรหันต์ข้ามแล้ว ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง ก้าวล่วงด้วยดี เป็นไป
ล่วงซึ่งกาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ และคลองแห่งสงสาร
ทั้งปวง พระอรหันต์นั้นอยู่จบแล้ว ประพฤติจรณะแล้ว ฯลฯ ภพใหม่
มิได้มีแก่พระอรหันต์นั้น เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่
เพราะอรรถว่าข้ามแล้ว อย่างนี้.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่า พ้นแล้ว อย่างไร ?
พระอรหันต์มีจิตพ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้ว พ้นดีแล้ว จากความกำหนัด
และขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความ
ตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระ
ด้าง ความแข็งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท
กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อน
ทั้งปวง ความเดือนร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง พระอรหันต์ชื่อ
ว่า เป็นผู้คงที่ เพราะอรรถว่าพ้นแล้ว อย่างนี้.
พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ อย่าง
ไร ? พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศีล ใน
เมื่อศีลมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีศรัทธา ใน
เมื่อศรัทธามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีความเพียร
ในเมื่อความเพียรมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีสติ
ในเมื่อสติมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้ตั้งมั่น ใน
เมื่อสมาธิมีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีปัญญา ใน

585
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 586 (เล่ม 65)

เมื่อปัญญามีอยู่. ชื่อว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มีวิชชา ๓
ในเมื่อวิชชา ๓ มีอยู่. ซึ่งว่าเป็นผู้คงที่ เพราะแสดงออกว่า เป็นผู้มี
อภิญญา ๖ ในเมื่ออภิญญา ๖ มีอยู่. พระอรหันต์ชื่อว่า เป็นผู้คงที่
เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้น ๆ อย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อม
เป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมาเป็นผู้คงที่. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค
เจ้าจึงตรัสว่า :-
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลาย อัน
พระอรหันต์เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว พระอรหันต์ผู้เป็น
พราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต ย่อมเป็น
ผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา เป็นผู้คงที่ดังนี้.
จบปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕

586
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 587 (เล่ม 65)

อรรถกถาปรมัฏฐกสุตตนิทเทส
ในปรมัฏฐกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน ความว่า ยึดถืออยู่ใน
ทิฏฐิของตน ๆ ว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม.
บทว่า ยทุตฺตรึ กุรุเต ความว่า ย่อมทำสิ่งใด มีศาสดาของตน
เป็นต้นให้ประเสริฐที่สุด.
บทว่า หีนาติ อญฺเญญ ตโต สพฺพมาห ความว่า ชันตุชน
นั้นกล่าวสิ่งทั้งปวง เว้นศาสดาของตนเป็นต้นนั้น ชื่อว่า อื่นจากสิ่งนั้น
ชื่อว่าเหล่านี้เลวทั้งหมด.
บทว่า ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ความว่า เพราะเหตุนั้น
ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยการทะเลาะเพราะทิฏฐิได้เลย.
บทว่า วสนฺติ ความว่า อยู่ด้วยสามารถทิฏฐิที่เกิดขึ้นครั้งแรก.
บทว่า สํวสนฺติ ความว่า เข้าไปอยู่.
บทว่า อาวสนฺติ ความว่า อยู่โดยวิเศษ.
บทว่า ปริวสนฺติ ความว่า อยู่โดยภาวะทุกอย่าง.
พระสารีบุตรเถระเมื่อจะยังบทนั้นให้สำเร็จด้วยอุปมา จึงกล่าวคำ
เป็นต้นว่า ยถา อาคาริกา วา ดังนี้.
บทว่า อาคาริกา วา ได้แก่ พวกเจ้าของเรือน.

587
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 588 (เล่ม 65)

บทว่า ฆเรสุ วสนฺติ ความว่า เป็นผู้ปราศจากความหวาดหวั่น
อยู่อาศัยในเรือนของตน.
บทว่า สาปตฺติกา วา ได้แก่ ผู้มากด้วยอาบัติ.
บทว่า สกิเลสา ได้แก่ ผู้มากด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า อุตฺตรึ กโรติ ความว่า กระทำให้ยิ่งเกิน.
บทว่า อยํ สตฺถา สพฺพญฺญู ความว่า พระศาสดาของพวก
เรานี้รู้ธรรมทั้งปวง.
บทว่า สพฺเพ ปรปฺปวาเท ขิปติ ความว่า ทิ้งลัทธิอื่นทั้งหมด.
บทว่า อุกฺขิปติ ความว่า นำออก.
บทว่า ปริกฺขิปติ ความว่า ทำลับหลัง.
บทว่า ทิฏฐิเมธคานิ ได้แก่ ความมุ่งร้ายเพราะทิฏฐิ.
คาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ผู้ไม่ล่วงเลยไปได้อย่างนี้ เห็นอานิสงส์ใด คือมีประการดังกล่าว
แล้วในก่อน ในคนกล่าวคือทิฏฐิที่เกิดขึ้นในวัตถุ ๔ เหล่านี้ คือ ในรูป-
ที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและพรต ในอารมณ์ที่ทราบ ผู้ไม่ล่วงเลยไป
ได้นั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนนั้นว่าสิ่งนี้ ประเสริฐที่สุด เห็นสิ่งอื่น
ทั้งปวงมีศาสดาอื่นเป็นต้น โดยความเป็นของเลว.
บทว่า เทฺว อานิสงฺเส ปสฺสติ ความว่า แลดูคุณ ๒ ประการ.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ ได้แก่ คุณที่ให้ผลในปัจจุบัน คือใน
อัตภาพที่ประจักษ์.

588
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 589 (เล่ม 65)

บทว่า สมฺปรายิกญฺจ ได้แก่ คุณที่พึงได้เฉพาะในโลกหน้า.
บทว่า ยํทิฏฺฐิโก สตฺถา ความว่า เป็นผู้มีลัทธิอย่างใด คือเป็น
เจ้าลัทธิเดียรถีย์.
บทว่า อลํ นาคตฺตาย วา ความว่า ต้องการเพื่อความเป็นนาค
แม้ในความเป็นครุฑ ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า เทวตฺตาย วา ได้แก่ เพื่อความเป็นสมมติเสพเป็นต้น
บทว่า อายตึ ผลปฏิกงฺขี โหติ ความว่า ย่อมปรารถนาผล
อันเป็นวิบากในอนาคต.
บทว่า ทิฏฺฐวิสุทฺธิยาปิ เทฺว อานิสงฺเส ปสฺสติ ความว่า
แลดูคุณ ๒ ประการ ด้วยการยึดถือสิ่งที่คนยึดถือ แม้เพราะความเป็นเหตุ
แห่งความหมดจด ด้วยสามารถแห่งรูปายตนะที่เห็นด้วยจักขุวิญญาณ แม้
ในความหมดจดด้วยเสียงที่ได้ยินเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
คาถาที่ ๓ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนแม้เห็นอยู่อย่างนี้ อาศัยศาสดา
ของตนเป็นต้น. เห็นผู้อื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้นว่าเลว นั้นว่าเป็นเครื่องร้อย
รัดนั่นเทียว มีอธิบายว่า เครื่องผูกพัน เพราะข้อนั้นแหละ ฉะนั้นภิกษุ
จึงไม่อาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีลและพรต มี
อธิบายว่า ไม่ยึดมั่น.
บทว่า กุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดในเพราะรู้ธรรมมีขันธ์เป็นต้น.
บทว่า ขนฺธกุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดในขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น.
แม้ในธาตุอายตนะ ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท

589
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 590 (เล่ม 65)

อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค ผล และนิพพาน ก็นัยนี้แหละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺคกุสลา ได้แก่ ฉลาด ในมรรค ๔.
บทว่า ผลกุสลา ได้แก่ ฉลาดในผล ๔.
บทว่า นิพฺพานกุสลา ได้แก่ ฉลาดในนิพพาน ๒ อย่าง.
บทว่า เต กุสลา ได้แก่ ผู้ฉลาดเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาดในประการ
ที่กล่าวแล้วเหล่านี้.
บทว่า เอวํ วทนฺติ ความว่า กล่าวอย่างนี้.
บทว่า คณฺโฐ เอโส ความว่า ผู้ฉลาดย่อมกล่าวทัศนะที่อาศัย
ศาสดาของตนผู้เห็นอยู่เป็นต้น และทัศนะอื่นมีศาสดาอื่นเป็นต้น โดยความ
เป็นของเลวว่า นี้เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด คือผูกพ้น.
บทว่า ลมฺพนํ เอตํ ความว่า ทัศนะนั้นคือมีประการดังกล่าว
แล้ว เป็นกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยวลงต่ำ ดุจคล้องไว้ที่หลักที่แขวนหมวก.
บทว่า พนฺธนํ เอตํ ความว่า ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน ดุจ
เครื่องผูกพันมีโซ่เป็นต้น เพราะอรรถว่า ยากที่จะตัดออก.
บทว่า ปลิโพโธ เอโส ความว่า นี้ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องผูกพัน
เพราะอรรถว่าไม่ยอมให้ออกจากสงสาร.
คาถาที่ ๔ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น และเสียงที่ได้ยินเป็นต้นอย่างเดียวก็หามิ
ได้ ก็อีกอย่างหนึ่ง ไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิสูง ๆ ขึ้นไป ซึ่งมิได้เกิดในโลก
มีอธิบายว่า ไม่พึงให้เกิด เช่นไร ? ไม่พึงกำหนดทิฏฐิที่ตนจักกำหนดด้วย
ญาณหรือแม้ด้วยศีลและวัตร คือด้วยญาณมีญาณในสมาบัติเป็นต้น หรือ

590
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 591 (เล่ม 65)

ด้วยศีลและวัตรนั้น ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิอย่างเดียวก็หามิได้ ก็อีกอย่าง
หนึ่ง ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งคนว่า เป็นผู้เสมอเขา ด้วยเหตุมีชาติเป็นต้น หรือ
ไม่พึงสำคัญว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่า วิเศษกว่าเขา แม้เพราะมานะ.
บทว่า อฏฐสมาปตฺติญาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยสมาบัติ ๘.
บทว่า ปญฺจาภิญฺญาญาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยอภิญญา ๕ อันเป็นโลกิยะ.
บทว่า มิจฺฉาญาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาที่เป็นไปโดยสภาพ
วิปริต หรือด้วยมิจฉาญาณที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ในสิ่งที่ยังไม่พ้นว่า พวกเรา
พ้นแล้ว.
คาถาที่ ๕ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ก็นรชนนั้นไม่กำหนดและไม่สำคัญทิฏฐิอย่างนี้ ละตนแล้วไม่ถือมั่น
คือละตนที่เคยยึดถือแล้วไม่ยึดถือตนอื่นอีก ย่อมไม่กระทำนิสัย ๒ อย่างใน
เพราะญาณแม้นั้น คือแม้ในญาณที่มีประการดังกล่าวแล้ว และเมื่อไม่
กระทำ นรชนนั้นแล เมื่อเหล่าสัตว์แยกกัน คือแตกกันด้วยสามารถแห่ง
ทิฏฐิต่าง ๆ เป็นผู้แล่นไปกับพวก คือเป็นผู้มีอันไม่ไปด้วยสามารถความ
พอใจเป็นต้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่ถึงเฉพาะซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ ในบรรดา
ทิฏฐิ ๖๒ มีอธิบายว่า ย่อมไม่กลับมา.
บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ ได้แก่ ด้วยความยึดมั่น ๔ อย่าง มี
กามุปาทานเป็นต้น.

591
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 592 (เล่ม 65)

บทว่า ส เว ววฏฺฐิเตสุ ความว่า บุคคลนั้น เมื่อคนทั้งหลาย
ไม่ปรารถนากันและกัน.
บทว่า ภินฺเนสุ ความว่า แตกกันเป็น ๒ พวก.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อจะกล่าวสรรเสริญพระขีณาสพที่กล่าว
ไว้ในคาถานี้นั้น จงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า ยสฺสูภยนฺเต เป็นต้น.
บรรดาคาถา ๓ คาถานั้น คาถาแรกมีเนื้อความดังต่อไปนี้ :- บทว่า
ยสฺสูภยนฺเต ความว่า ต่างโดยผัสสะที่กล่าวแล้วในก่อนเป็นต้น.
บทว่า ปณิธิ ได้แก่ ตัณหา.
บทว่า ภวาภวาย ได้แก่ เพื่อเกิดบ่อย ๆ.
บทว่า อิธ วา หุรํ วา ได้แก่ ในโลกนี้ต่างโดยอัตภาพของตน
เป็นต้น หรือในโลกหน้าต่างโดยอัตภาพของผู้อื่นเป็นต้น.
บทว่า ผสฺโส เอโก อนฺโต ความว่า จักขุสัมผัสเป็นต้นเป็น
ส่วนที่ ๑.
บทว่า ผสฺสสมุทโย ความว่า มีวัตถุเป็นอารมณ์ เพราะตั้งขึ้น
คือเกิดขึ้น ผัสสะนั้นจึงชื่อสมุทัย.
บทว่า ทุติโย อนฺโต ความว่า เป็นส่วนที่ ๒.
บทว่า อตีตํ ความว่า เป็นไปล่วงแล้ว ชื่อว่า อดีตมีอธิบายว่า
ก้าวล่วง.
บทว่า อนาคตํ ความว่า ยังไม่มาถึง ชื่อว่า อนาคต มีอธิบายว่า
ยังไม่เกิดขึ้น. สุขเวทนาเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถเป็นวิสภาคกัน
หมวด ๒ แห่งนามรูป ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการนอบน้อมและการ

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 593 (เล่ม 65)

เปลี่ยนแปลง อายตนะภายในเป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอายตนะ
ภายในและอายตนะภายนอก กายของตนเป็นต้น พึงทราบว่าท่านกล่าว
ด้วยสามารถแห่งความเป็นไป และความเกิดขึ้นแห่งขันธปัญจกทั้งหลาย.
บทว่า สกตฺตภาโว ได้แก่ อัตภาพของตน.
บทว่า ปรตฺตภาโว ได้แก่ อัตภาพของผู้อื่น.
คาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทิฏฺเฐ วา ได้แก่ ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง ใน
เสียงที่ได้ยินเป็นต้น ก็นัยนี้.
บทว่า สญฺญา ได้แก่ ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้น.
บทว่า อปรามสนฺตํ ความว่า ไม่ถือมั่นด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ.
บทว่า อภินิวิสนฺตํ ความว่า ไม่ยึดมั่นด้วยตัณหามานะและทิฏฐิ
เหล่านั้น.
บทว่า วินิพนฺโธติ วา ความว่า หรือว่า ผูกพันด้วยมานะ.
บทว่า ปรามฏฺโฐติ วา ความว่า หรือว่า ถือมั่นด้วยความ
เที่ยงความสุขและความงามเป็นต้นแต่ผู้อื่น.
บทว่า วิกฺเขปคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถอุทธัจจะ.
บทว่า อนิฏฺฐงฺคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถวิจิกิจฉา.
บทว่า ถามคโต ท่านกล่าวด้วยสามารถอนุสัย.
บทว่า คติยา ท่านกล่าวด้วยสามารถ ภพที่จะพึงไป.
คาถาที่ ๓ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

593