ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 574 (เล่ม 65)

อะไร ๆ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
นรชนนั้นละตนแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ทำนิสัยแม้ใน
เพราะญาณ เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่น
ไปกับพวกไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ.
[๑๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระ
อรหันต์ขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือ
โลกหน้า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไร ๆ
ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.
ว่าด้วยภูมิธรรมของพระอรหันต์
[๑๖๙] คำว่า ความตั้งใจซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่
พระอรหันตขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลก
หน้า มีความว่า คำว่า ใด ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ. คำว่า ส่วนสุด
ได้แก่ผัสสะ เป็นส่วนสุดที่ ๑ ผัสสสมุทัยเป็นส่วนสุดที่ ๒ อดีตเป็นส่วน
สุดที่ ๑ อนาคตเป็นส่วนสุดที่ ๒ สุขเวทนาเป็นส่วนสุดที่ ๑ ทุกขเวทนา
เป็นส่วนสุดที่ ๒ นามเป็นส่วนสุดที่ ๑ รูปเป็นส่วนสุดที่ ๒ อายตนะภาย
ใน ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๑ อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนสุดที่ ๒ กายของ
คนเป็นส่วนสุดที่ ๑ สมุทัยแห่งกายของตนเป็นส่วนสุดที่ ๒ ตัณหา เรียก

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 575 (เล่ม 65)

ว่า ความตั้งไว้ ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดกล้า ฯลฯ อภิชฌา
โลภะ อกุศลมูล.
คำว่า เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ได้แก่ เพื่อภพน้อยภพใหญ่ คือ
เพื่อกรรมวัฏและวิปากวัฏ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ เพื่อ
วิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในกามภพ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ
เพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในรูปภพ เพื่อกรรมวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ
เพื่อวิปากวัฏเป็นเครื่องเกิดในอรูปภพ เพื่อความเกิดบ่อย ๆ เพื่อความไป
บ่อย ๆ เพื่อความเข้าถึงบ่อย ๆ เพื่อปฏิสนธิบ่อย ๆ เพื่อบังเกิดขึ้นแห่ง
อัตภาพบ่อย ๆ.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ อัตภาพของตน.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อัตภาพของผู้อื่น.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ของตน.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร สัญญาณ
ของผู้อื่น.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ มนุษยโลก.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ เทวโลก.
คำว่า โลกนี้ ได้แก่ กามธาตุ.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ รูปธาตุ อรูปธาตุ.

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 576 (เล่ม 65)

คำว่า โลกนี้ ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ.
คำว่า โลกหน้า ได้แก่ อรูปธาตุ.
คำว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต
ขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลกหน้า มีความว่า
ความตั้งใจไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่
พระอรหันตขีณาสพใด เมื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลกหน้า
คือความตั้งไว้นั้น ย่อมเป็นกิริยาอันพระอรหันต์ขีณาสพใดละ ตัดขาด
สงบ ระงับเสียแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสอง ย่อมไม่มีแก่
พระอรหันต์ขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ในโลกนี้หรือโลก.
หน้า.
[๑๗๐] คำว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่
อะไร ๆ มีความว่า คำว่า เครื่องอยู่ ได้แก่ เครื่องอยู่. ๒ อย่าง คือ
เครื่องอยู่ คือตัณหา ๑ เครื่องอยู่คือทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่ คือ
ตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าเครื่องอยู่คือทิฏฐิ.
คำว่า นั้น ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพนั้น. คำว่า พระอรหันต
ขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่ คือ เครื่องอยู่นั้นไม่มี ไม่ปรากฏ
ย่อมไม่เข้าไปได้ คือ เป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละ ตัดขาด
สงบ ระงับ ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไร ๆ.

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 577 (เล่ม 65)

[๑๗๑] คำว่า ย่อมไม่สังการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลาย
แล้วถือมั่น มีความว่า คำว่า ในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ในทิฏฐิ ๖๒.
คำว่า ถึงความตกลง มีความว่า ตัดสินแล้ว ชี้ขาด ค้นคว้า แสวงหา
เทียบเคียง ตรวจตรา สอบสวน ทำให้เป็นแจ้งแล้วจึงจับมั่น ยึดมั่น
ถือมั่น รวบถือ รวมถือ รวบรวมถือ คือความถือ ความยึดถือ ความ
ยึดมั่น ความถือมั่น ความพร้อมน้อมใจเชื่อว่า สิ่งนี้จริง แท้ แน่ เป็น
ตามสภาพ เป็นตามจริง มิได้วิปริตดังนี้ ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไป
ได้ หรือเป็นธรรมอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว
ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ความตั้งไว้ซึ่งส่วนสุดทั้งสองย่อมไม่มีแก่พระ
อรหันตขีณาสพใด เพื่อภพน้อยภพใหญ่ ในโลกนี้หรือโลก
หน้า พระอรหันตขีณาสพนั้น ย่อมไม่มีเครื่องอยู่อะไร ๆ
ย่อมไม่มีการถึงความตกลงในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น.
[๑๗๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนด
แล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบใน
โลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น ใคร ๆ ในโลกนี้ พึง
กำหนดซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ
ด้วยกิเลสอะไรเล่า.

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 578 (เล่ม 65)

ว่าด้วยอรหันต์ได้ชื่อว่าพราหมณ์
[๑๗๓] คำว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญา
กำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ
ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น มีความว่า คำว่า นั้น ได้แก่
พระอรหันตขีณาสพ ทิฏฐิอันสัญญาให้เกิดขึ้น อันสัญญากำหนด ปรุงแต่ง
ตั้งไว้ เพราะเป็นทิฏฐิมีสัญญาเป็นประธานมีสัญญาเป็นใหญ่ และความถือ
ต่างด้วยสัญญา ในรูปที่เห็นบ้าง ในความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง ในเสียง
ที่ได้ยินบ้าง ในความหมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง ในอารมณ์ที่ทราบ
บ้าง ในความหมดจดเพราะอารมณ์ที่ทราบบ้าง ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้า
ไปได้ แก่พระอรหันต์ขีณาสพนั้น คือ ทิฏฐินั้นอันพระอรหันตขีณาสพละ
ตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญา
กำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ
ในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น.
[๑๗๔] คำว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือ
ทิฏฐิ มีความว่า คำว่า พราหมณ์ ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ชื่อว่าเป็น
พราหมณ์ เพราะลอยเสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ ผู้อันตัณหาและ
ทิฏฐิไม่อาศัย เป็นผู้คงที่ เรียกว่า เป็นพราหมณ์. คำว่า ซึ่งพระอรหันต์
นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ มีความว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น
ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือ ไม่ถือเอา ไม่ถือมั่น ไม่ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิ

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 579 (เล่ม 65)

เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ยึดถือ
ทิฏฐิ.
[๑๗๕] คำว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด....ด้วยกิเลส
อะไรเล่า มีความว่า คำว่า กำหนด ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือ
ความกำหนดด้วยตัณหา ความกำหนดด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ. บุคคลนั้นละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความ
กำหนดด้วยตัณหา สละคืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว ใคร ๆ จะพึงกำหนด
บุคคลนั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุ-
สัยอะไรเล่าว่า เป็นผู้กำหนัด ขัดเคือง หลง ผูกพัน ถือมั่นถึงความฟุ้ง
ซ่าน ถึงความไม่ตกลง หรือถึงโดยเรี่ยวแรง กิเลสเครื่องปรุงแต่งเหล่า
นั้น อันบุคคลนั้นละแล้ว เพราะเป็นผู้ละกิเลสเครื่องปรุงเหล่านั้นแล้ว
ใคร ๆ จะพึงกำหนดคติแห่งบุคคลนั้นด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า เป็นผู้เกิดขึ้น
นรกเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เกิดในเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น
สัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็นสัตว์มีสัญญา เป็นสัตว์ไม่มีสัญญา หรือ
เป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
ไม่มีการณะอันเป็นเครื่องกำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนด. คำว่า
........ในโลก ได้แก่ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุ-
โลก อายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ใคร ๆ ในโลกนี้ พึงกำหนด
.......ด้วยกิเลสอะไรเล่า. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 580 (เล่ม 65)

ทิฏฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนด
แล้วในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่ทราบ ใน
โลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น ใคร ๆ ในโลกนี้ พึง
กำหนดซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฏฐิ
ด้วยกิเลสอะไรเล่า.
[๑๗๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กำหนด ย่อม
ไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า. แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้ง
หลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว
พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วย
ศีลและพรตย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งไม่กลับมา เป็นผู้คงที่.
พระอรหันต์ได้ชื่อต่าง ๆ
[๑๗๗] คำว่า พระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด
ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า คำว่า กำหนด
ได้แก่ ความกำหนด ๒ อย่าง คือความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ ๑.
ความกำหนดด้วยตัณหาเป็นไฉน ? วัตถุที่ทำให้เป็นเขต เป็นแดน
เป็นส่วน เป็นแผนก กำหนดถือเอา ยึดถือเอาว่าของเรา ด้วยส่วนแห่ง
ตัณหามีประมาณเท่าใด ย่อมยึดถือเอาว่าของเรา ซึ่งวัตถุมีประมาณเท่านั้น
ว่า สิ่งนี้ของเรา สิ่งนั้นของเรา สิ่งมีประมาณเท่านี้ของเรา สิ่งของของ
เรามีประมาณเท่านี้ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เครื่องลาด

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 581 (เล่ม 65)

เครื่องนุ่งห่ม ทาสีและทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา
นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท ฉาง
คลังเป็นของเรา ย่อมยึดถือว่านั่นของของเรา แม้ซึ่งแผ่นดินใหญ่ทั้งสิ้น
ด้วยสามารถแห่งตัณหา ตลอดถึงตัณหาวิปริต ๑๐๘ นี้ชื่อว่า ความ
กำหนดด้วยตัณหา.
ความกำหนดด้วยทิฏฐิเป็นไฉน ? สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิ
มีวัตถุ ๑๐ อันตัคคาหิกทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ทิฏฐิ ความไปคือทิฏฐิ รกเรี้ยวคือ
ทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ ความดิ้นรนคือทิฏฐิ เครื่อง
ประกอบคือทิฏฐิ ความถือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความยึดถือ ทาง
ผิด คลองผิด ความเห็นผิด ลัทธิเดียรถีย์ ความถือโดยแสวงหาผิด
ความถือวิปริต ความถือวิปลาส ความถือผิด ความถือในสิ่งไม่แน่นอนว่า
เป็นสิ่งแน่นอนเห็นปานนี้ ตลอดถึงทิฏฐิ ๖๒ นี้ชื่อว่า ความกำหนด
ด้วยทิฏฐิ.
พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายละความกำหนดด้วยตัณหา สละคืน
ความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะเป็นผู้ละความกำหนดด้วยตัณหา สละ
คืนความกำหนดด้วยทิฏฐิแล้ว พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นจึงไม่กำหนด
ความกำหนดด้วยตัณหา หรือความกำหนดด้วยทิฏฐิ คือไม่ให้เกิด ไม่ให้
เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่
กำหนด.
คำว่า ย่อมไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า มีความว่า
คำว่า ทำไว้ในเบื้องหน้า ได้แก่ ความทำไว้ในเบื้องหน้า ๒ อย่าง

581
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 582 (เล่ม 65)

คือ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ๑ ความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วย
ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
ทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิ พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายละความทำไว้ใน
เบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยทิฏฐิแล้ว เพราะ
เป็นผู้ละความทำไว้ในเบื้องหน้าด้วยตัณหา สละคืนความทำไว้ในเบื้องหน้า
ด้วยทิฏฐิแล้ว พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้นจึงไม่กระทำตัณหาหรือทิฏฐิไว้
เบื้องหน้าเที่ยวไป คือเป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธงยอด
ไม่มีตัณหาเป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธงยอด ไม่มีทิฏฐิ
เป็นใหญ่ จึงชื่อว่าเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่แวดล้อมเที่ยวไป เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันตขีณาสพทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อม
ไม่ทำตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า.
[๑๗๘] คำว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายอันพระอรหันต์
เหล่านั้นไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว มีความว่าทิฏฐิ ๖๒ เรียกว่า ธรรม
คำว่า เหล่านั้นได้แก่ พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น คำว่าไม่ปรารถนา
เฉพาะแล้ว ความว่า ไม่ปรารถนาเฉพาะว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเป็นโมฆะ ไม่ปรารถนาเฉพาะว่า โลกไม่เที่ยง ฯลฯ สัตว์เบื้อง
หน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่า
นั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า แม้ธรรมคือทิฏฐิ
ทั้งหลาย อันพระอรหันต์เหล่านั้น ไม่ปรารถนาเฉพาะแล้ว.
[๑๗๙] คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่
พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต มีความว่า ศัพท์ว่า น เป็นปฏิเสธ.

582
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 583 (เล่ม 65)

คำว่า พราหมณ์ ความว่า พระอรหันต์ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอย
เสียแล้วซึ่งธรรม ๗ ประการ ฯลฯ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว
เป็นผู้คงที่ เรียกว่าเป็นพราหมณ์ คำว่า พระอรหันต์ผู้เป็นพราหมณ์
อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต ความว่า พระอรหันต์ผู้
เป็นพราหมณ์ ย่อมไม่ไป ไม่ออกไป ไม่เลื่อนลอยไป ไม่แล่นไป ด้วย
ศีลหรือด้วยพรต หรือด้วยศีลและพรต เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระอรหันต์
ผู้เป็นพราหมณ์ อันใคร ๆ ไม่พึงนำไปได้ด้วยศีลและพรต.
[๑๘๐] คำว่า ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งไม่กลับมาเป็นผู้คงที่ มีความ
ว่า อมตนิพพาน เรียกว่าฝั่ง ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความ
ออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ผู้ใดไปถึงฝั่ง บรรลุฝั่งแล้ว ไปถึงส่วน
สุด เพราะส่วนสุดแล้ว ไปถึงที่สุด บรรลุที่สุดแล้ว ฯลฯ ภพใหม่มิได้มี
แก่ผู้นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง.
คำว่า ย่อมไม่กลับ ความว่า กิเลสเหล่าใด อันอริยบุคคลละ
แล้วด้วยโสดาปัตติมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึงไม่กลับมา
สู่กิเลสเหล่านั้น. กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยสกทาคามิมรรค อริย
บุคคลนั้น ย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมา สู่กิเลสเหล่านั้น กิเลสเหล่า
ใดอันอริยบุคคลละแล้วด้วยอนาคามิมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่
กลับถึง ไม่กลับมา สู่กิเลสเหล่านั้น. กิเลสเหล่าใดอันอริยบุคคลละแล้ว
ด้วยอรหัตตมรรค อริยบุคคลนั้นย่อมไม่ถึงอีก ไม่กลับถึง ไม่กลับมา
สู่กิเลสเหล่านั้น. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่ง ไม่กลับมา.

583