ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 564 (เล่ม 65)

ปรมัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๕
[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ชันตุชนยึดถืออยู่ทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม
ย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงนั้น
จากสิ่งนั้นว่าเลว เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่
ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย.
ว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ
[๑๔๗] คำว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม
มีความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นเจ้าทิฏฐิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
รับ รับเอา ถือเอา ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า สิ่งนี้
ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษเป็นใหญ่ สูงสุด บวร ย่อมอยู่ อยู่ร่วม
อยู่อาศัย อยู่รอบ ด้วยทิฏฐิของตน ๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลาย
อยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มี
กิเลสอยู่ในกองกิเลสฉะนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ
ทั้งหลายว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม.
[๑๔๘] คำว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก มีความว่า
คำว่า ยทํ แปลว่า ใดคำว่า ย่อมทำให้ยิ่ง มีความว่า ชันตุชนย่อม
ทำสิ่งใดให้ยิ่ง ให้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร คือย่อม
ให้บังเกิด บังเกิดเฉพาะว่า พระศาสดานี้เป็นพระสัพพัญญู พระธรรมนี้

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 565 (เล่ม 65)

อันพระศาสดาตรัสดีแล้ว คณะสงฆ์นี้ปฏิบัติดีแล้ว ทิฏฐินี้เจริญ ปฏิปทานี้
พระศาสดาบัญญัติดีแล้วมรรคนี้ให้พ้นทุกข์ได้. คำว่า ชันตุชน ได้แก่
สัตว์ นรชน ฯลฯ มนุษย์ คำว่า ในโลก ได้แก่ อบายโลก ฯลฯ
อายตนโลก. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชนย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก.
[๑๔๙] คำว่า ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่า
เลว มีความว่า ชันตุชนย่อมคัดค้าน โต้แย้ง ปฏิเสธ ซึ่งลัทธิอื่นทั้งปวง
เว้นศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก คณะสงฆ์ ทิฏฐิปฏิปทา มรรค ของตน
คือกล่าว บอก พูด แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ศาสนานั้นไม่ใช่สัพพัญญู
ธรรมไม่เป็นธรรมอันศาสดากล่าวดีแล้ว หมู่คณะไม่เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
ทิฏฐิไม่เป็นทิฏฐิอันเจริญ ปฏิปทาไม่เป็นปฏิปทาอันศาสดาบัญญัติดีแล้ว
มรรคไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ความหมดจด ความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้น ความพ้นวิเศษ หรือความพ้นรอบ มิได้มีใน
ลัทธินั้น พวกถือลัทธินั้น ย่อมไม่หมดจด ไม่หมดจดวิเศษ ไม่หมดจดรอบ
ไม่พ้น ไม่พ้นวิเศษ หรือไม่พ้นรอบในลัทธินั้น พวกถือลัทธินั้นย่อม
เป็นผู้เลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่นจากสิ่งนั้นว่าเลว.
[๑๕๐] คำว่า เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วง
เลยวิวาททั้งหลาย มีความว่า เพราะฉะนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะ
เหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วง
เลยไม่ก้าวล่วง ไม่ก้าวล่วงพร้อม ซึ่งความทะเลาะเพราะทิฏฐิ บาดหมาง
แก่งแย่ง วิวาท มุ่งร้ายกันเพราะทิฏฐิ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชันตุชน

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 566 (เล่ม 65)

นั้นย่อมเป็นผู้ไม่ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ชันตุชนยึดถืออยู่ในทิฏฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม
ย่อมทำสิ่งใดให้ยิ่งในโลก ชันตุชนนั้นกล่าวสิ่งทั้งปวงอื่น
จากสิ่งนั้น ว่าเลว เพราะฉะนั้น ชันตุชนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่
ล่วงเลยวิวาททั้งหลาย.
[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ใน
อารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็
ดี ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี นรชนนั้นถือมั่นซึ่งทิฏฐินั้นนั่น
แหละในลัทธิของตนนั้น ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความ
เป็นของเลว.
ว่าด้วยอานิสงส์ในทิฏฐิ
[๑๕๒] คำว่า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็
ดี ในอารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี
ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี มีความว่าศัพท์ว่า ยทตฺตนิ ตัดบทเป็น
ยํ อตฺตนิ ทิฏฐิเรียกว่า ตน นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ ใน
ทิฏฐิของตน คือ อานิสงส์ในชาตินี้ ๑ อานิสงส์ในชาติหน้า ๑.
อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาตินี้ เป็นไฉน ? ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด
พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น พวกสาวกย่อมสักการะ เคารพ นับถือ

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 567 (เล่ม 65)

บูชา ยำเกรง ซึ่งศาสดาผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น และย่อมได้ จีวร บิณฑบาต
เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่มีการสักการะเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ
นี้ชื่อว่า อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาตินี้.
อานิสงส์ในทิฏฐิมีในชาติหน้า เป็นไฉน ? นรชนย่อมหวังผลใน
อนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค เป็นครุฑ เป็นยักษ์ เป็นอสูร
เป็นคนธรรพ์ เป็นมหาราช เป็นพระอินทร์ เป็นพรหม หรือเป็นเทวดา
ทิฏฐินี้เหมาะสมเพื่อความหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ พ้น พ้น-
วิเศษ พ้นรอบ สัตว์ทั้งหลายย่อมหมดจด หมดจดวิเศษ หมดจดรอบ
พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ ด้วยทิฏฐินี้ เราจักหมดจด หมดจดวิเศษหมด
จดรอบ พ้น พ้นวิเศษ พ้นรอบ ด้วยทิฏฐินี้ ดังนี้ นี้ชื่อว่า อานิสงส์
ในทิฏฐิมีในชาติหน้า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ในทิฏฐิของตน ๒ ประ-
การนี้.
นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์
ที่เห็น คือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์มีในชาติหน้า ๑ ย่อมเห็น
อานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้ยิน ย่อมเห็น
อานิสงส์ ๒ ประการ แม้ในความหมดจดด้วยศีล ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒
ประการ แม้ในความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเห็นอานิสงส์ ๒ ประการ แม้
ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ คือ อานิสงส์มีในชาตินี้ ๑ อานิสงส์
มีในชาติหน้า ๑.
อานิสงส์ไม่ในความหมดจดด้วย อารมณ์ที่ทราบ มีในชาตินี้เป็นไฉน ?

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 568 (เล่ม 65)

ศาสดาเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างใด พวกสาวกก็เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนั้น ฯลฯ นั้นชื่อ
ว่าอานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบมีในชาตินี้.
อานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ มีในชาติหน้า เป็น
ไฉน. นรชนนั้นย่อมหวังผลในอนาคตว่า ทิฏฐินี้ควรเพื่อความเป็นนาค
ฯลฯ นี้ชื่อว่าอานิสงส์ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบมีในชาติหน้า
นรชนย่อมเห็น คือแลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น อานิสงส์
๒ ประการเหล่านี้คำนี้ แม้ในความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ทราบ เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใด ในทิฏฐิของตนก็ดี ใน
อารมณ์ที่เห็นก็ดี อารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลและวัตรก็ดี ใน
อารมณ์ที่ทราบก็ดี.
[๑๕๓] คำว่า นรชนนั้นถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละในลัทธิ
ของตนนั้น มีความว่า คำว่า ตเทว ได้แก่ ซึ่งทิฏฐินั้น. คำว่า ตตฺถ
ได้แก่ ในทิฏฐิของตน ในความควรของตน ในความชอบใจของตน ใน
ลัทธิของตน คำว่า ถือมั่น ได้แก่ ถือ ถือเอา รับเอา ยึดมั่น ถือมั่น
ว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด บวร เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนนั้นถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละ ในลัทธิของ
ตนนั้น.
[๑๕๔] คำว่า ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว
มีความว่า นรชนนั้นย่อมเห็น คือ แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณา
เห็น ซึ่งศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น
โดยความเป็นของเลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะ

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 569 (เล่ม 65)

ฉะนั้นจึงชื่อว่า ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็นของเลว เพราะ
เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
นรชนย่อมเห็นอานิสงส์ใดในทิฏฐิของตนก็ดี ใน
อารมณ์ที่เห็นก็ดี ในอารมณ์ที่ได้ยินก็ดี ในศีลวัตรก็ดี
ในอารมณ์ที่ทราบก็ดี นรชนนั้น ถือมั่นทิฏฐินั้นนั่นแหละ
ในลัทธิของตนนั้น ย่อมเห็นสิ่งอื่นทั้งปวงโดยความเป็น
ของเลว.
[๑๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัยแม้นั้น
ว่า เป็นเครื่องร้อยรัด เห็นทัศนะอื่นว่าเลว เพราะฉะนั้น
แหละ ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์
ที่ทราบ หรือศีลและวัตร.
ว่าด้วยทัศนะของผู้ฉลาด
[๑๕๖] คำว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัย
แม้นั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด มีความว่า คำว่า ผู้ฉลาด ได้แก่ ผู้ฉลาด
ในขันธ์ ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฉลาด
ในสติปัฏฐาน ฉลาดในสัมมัปปธาน ฉลาดในอิทธิบาท ฉลาดในอินทรีย์
ฉลาดในพละ ฉลาดในโพชฌงค์ ฉลาดในมรรค ฉลาดในผล ฉลาดใน
นิพพาน ผู้ฉลาดเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ คือย่อมกล่าว บอก พูด
แสดง แถลง อย่างนี้ว่า ทัศนะนั้นเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด เป็นกิเลส

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 570 (เล่ม 65)

เครื่องยึดเหนี่ยว เป็นกิเลสเครื่องผูกพัน เป็นกิเลสเครื่องพัวพัน. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัย แม้
นั้นว่า เป็นเครื่องร้อยรัด.
[๑๕๗] คำว่า ทัศนะที่ตนอาศัยแล้ว เห็นทัศนะอื่นว่าเลว
มีความว่า คำว่า ทัศนะที่ตนอาศัยแล้ว ได้แก่ ภิกษุอาศัย อิงอาศัย
ติดพัน เข้าถึง ติดใจ น้อมใจถึงทัศนะใด คือ ศาสดา ธรรม ที่ศาสดา
บอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด คำว่า เห็นทัศนะอื่นว่าเลว
ได้แก่ ย่อมเห็น แลเห็น เหลียวเห็น เล็งเห็น พิจารณาเห็น ซึ่งทัศนะ
อื่น คือ ศาสดา ธรรมที่ศาสดาบอก หมู่คณะ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคอื่น
โดยความเป็นของเลว เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย. เพราะ
ฉะนั้นจึงชื่อว่า ทัศนะที่ตนอาศัยแล้ว เห็นทัศนะอื่นว่าเลว.
[๑๕๘] คำว่า เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุที่ไม่พึงอาศัยรูป
ที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีลและวัตร มีความว่า
เพราะฉะนั้น คือเพราะการณ์นั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะ
นิทานนั้น ภิกษุไม่พึงอาศัย ไม่พึงถือ ไม่พึงยึดมั่น ไม่พึงถือมั่น ซึ่งรูป
ที่เห็นบ้าง ความหมดจดเพราะรูปที่เห็นบ้าง เสียงที่ได้ยินบ้าง ความ
หมดจดเพราะเสียงที่ได้ยินบ้าง อารมณ์ที่ทราบบ้าง ความหมดจดเพราะ
อารมณ์ที่ทราบบ้าง ศีลบ้าง ความหมดจดเพราะศีลบ้าง วัตรบ้าง ความ
หมดจดเพราะวัตรบ้าง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เพราะฉะนั้นแหละ
ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ หรือศีล
และวัตร. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 571 (เล่ม 65)

ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวทัศนะที่ตนอาศัยแม้นั้นว่า
เป็นเครื่องร้อยรัด เห็นทัศนะอื่นว่าเลว เพราะฉะนั้นแหละ
ภิกษุไม่พึงอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ทราบ
หรือศีลและวัตร.
[๑๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้
ด้วยศีลและวัตร ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา ไม่
พึงสำคัญตนว่าเลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา.
ว่าด้วยภิกษุไม่พึงมีทิฏฐิมานะ
[๑๖๐] คำว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลกด้วยญาณ
หรือแม้ด้วยศีลและวัตร มีความว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดซึ่งทิฏฐิ
คือไม่พึงให้เกิด ไม่พึงให้เกิดพร้อม ไม่พึงให้บังเกิด ไม่พึงให้บังเกิด
เฉพาะ ด้วยญาณในสมาบัติ ๘ ด้วยญาณในอภิญญา ๕ ด้วยมิจฉาญาณ ด้วย
ศีล ด้วยวัตร หรือด้วยศีลและวัตร. คำว่า ในโลก ได้แก่ ในอบายโลก
มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก. เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือแม้ด้วย
ศีลและวัตร.
[๑๖๑] คำว่า ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา มีความว่า
ไม่พึงนำไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้เสมอเขาด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วย
ความเป็นบุตรแห่งสกุล ด้วยความเป็นผู้มีรูปงาม ด้วยทรัพย์ ด้วยการ

571
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 572 (เล่ม 65)

ปกครอง ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยหลักแหล่งแห่งศิลปศาสตร์ ด้วยวิทยฐานะ
ด้วยการศึกษา ด้วยปฏิภาณ หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา.
[๑๖๒] คำว่า ไม่พึงสำคัญตนว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่า
วิเศษกว่าเขา มีความว่า ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้เลวกว่า
เขาด้วยชาติ ด้วยโคตร ด้วยความเป็นบุตรแห่งสกุล ฯลฯ หรือด้วยวัตถุ
อื่น ๆ และไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เราย่อมเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ด้วย
ชาติ ด้วยโคตร ฯลฯ หรือด้วยวัตถุอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่พึง
สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา. เพราะเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ภิกษุไม่พึงกำหนดแม้ทิฏฐิในโลก ด้วยญาณหรือ
แม้ด้วยศีลและวัตร ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งตนว่า เสมอเขา
ไม่พึงสำคัญตนว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่าวิเศษกว่าเขา.
[๑๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
นรชนนั้นละตนแล้ว ไม่ถือมั่น ไม่ทำนิสัยแม้ใน
เพราะญาณ เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่น
ไปกับพวก ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ.
[๑๖๔] คำว่า ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น มีความว่า คำว่า ละตน
แล้ว ได้แก่ ละความเห็นว่าเป็นตน. คำว่า ละตนแล้ว ได้แก่ ละความ
ถือ. คำว่า ละตนแล้ว ได้แก่ ละ เว้น บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ทำ
ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความถือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไป ด้วย

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 573 (เล่ม 65)

สมารถแห่งตัณหา ด้วยสามารถแห่งทิฏฐิ. คำว่า ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น
ได้แก่ ไม่ถือมั่น คือไม่ยึด ไม่ยึดถือ ไม่ยึดมั่น ด้วยอุปาทาน ๔.
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ละตนแล้ว ไม่ถือมั่น.
[๑๖๕] คำว่า นรชนนั้น ไม่ทำนิสัยแม้ในเพราะญาณ มี
ความว่า นรชนนั้นไม่ทำตัณหานิสัยหรือทิฏฐินิสัย คือไม่ให้เกิด ไม่ให้
เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ ในเพราะญาณในสมาบัติ ๘
ในเพราะญาณในอภิญญา ๕ หรือในเพราะมิจฉาญาณ. เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า นรชนนั้น ไม่ทำนิสัยแม้ในเพราะญาณ.
[๑๖๖] คำว่า เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่น
ไปกับพวก มีความว่า เมื่อชนทั้งหลายแยกกัน แตกกัน ถึงความเป็น
สองฝ่าย เกิดเป็นสองพวกมีทิฏฐิต่างกัน มีความควรต่างกัน มีความชอบใจ
ต่างกัน มีลัทธิต่างกัน อาศัยทิฏฐินิสัยต่างกัน ถึงฉันทาคติ ถึงโทสาคติ
ถึงโมหาคติ ถึงภยาคติ นรชนนั้นย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ไม่ถึงโทสาคติ
ไม่ถึงโมหาคติ ไม่ถึงภยาคติ ไม่ถึงด้วยอำนาจแห่งราคะ โทสะ โมหะ
มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัย ไม่ไป ดำเนินไป เลื่อนลอยไป
แล่นไป เพราะธรรมทั้งหลายอันทำความเป็นพวก. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
เมื่อชนทั้งหลายแตกกัน นรชนนั้นก็ไม่แล่นไปกับพวก
[๑๖๗] คำว่า ไม่ถึงเฉพาะแม้ซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ มีความว่า
ทิฏฐิ ๖๒ อันนรชนนั้นละ ตัดขาด สงบ ระงับ ควรทำไม่ให้เกิดขึ้น
เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณนรชนนั้นไม่ถึงเฉพาะ ไม่มาถึงเฉพาะ ซึ่งทิฏฐิ

573