ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 554 (เล่ม 65)

ได้ แต่คนกล้าย่อมชนะได้ และครั้นชนะแล้ว ย่อมได้สุขเกิดแต่มรรคและ
สุขเกิดแต่ผล.
บทว่า ยโต จตูหิ อริยมคฺเคหิ ความว่า ด้วยมรรค ๔ กล่าวคือ
เครื่องถึงพระนิพพาน ซึ่งไม่มีโทษในกาลใด.
บทว่า มารเสนา ความว่า กองทัพของมาร ผู้ทำตามคำสั่ง ได้
แก่ กิเลส.
บทว่า ปฏิเสนิกรา ความว่า กระทำความเป็นปฏิปักษ์.
บทว่า ชิตา จ ความว่า ให้ถึงซึ่งความปราชัย.
บทว่า ปราชิตา จ ความว่า ข่มขี่.
บทว่า ภคฺคา ความว่า ทำลาย.
บทว่า วิปฺปลุตฺตา ความว่า ทำให้แหลกละเอียด.
บทว่า ปรมฺมุขา ความว่า ให้ถึงความหลบหน้า.
บทว่า วิเสนิภูโต ความว่า เป็นผู้ปราศจากกิเลสตั้งอยู่.
บทว่า โวทานทสฺสี ความว่า ผู้เห็นพระนิพพานอันเป็นอารมณ์
ของโวทาน.
บทว่า ตานิ ฉทนานิ ความว่า เครื่องปิดบังคือ กิเลสมีตัณหา
เป็นต้นเหล่านั้น.
บทว่า วิวฏานิ ความว่า ทำให้ปรากฏ.
บทว่า วิทฺธํสิตานิ ความว่า นำออกไปจากฐานที่ตั้งอยู่.
บทว่า อุคฺฆาติตานิ ความว่า เพิกขึ้น.
บทว่า สมุคฺฆาติตานิ ความว่า เพิกขึ้นเป็นพิเศษ.

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 555 (เล่ม 65)

คาถาว่า น กปฺปยนฺติ เป็นต้น มีการเชื่อมความและเนื้อความ
ดังต่อไปนี้. จะกล่าวบางอย่างโดยยิ่ง ก็สัตบุรุษเหล่านั้น คือเช่นนั้น ย่อม
ไม่กำหนดด้วยความกำหนด ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมไม่ทำ
ตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า ด้วยการทำไว้ในเบื้องหน้าอย่างใดอย่าง
หนึ่ง สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวอกิริยทิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ ซึ่งมิใช่
ความหมดจดส่วนเดียวกัน ว่าเป็นความหมดจดส่วนเดียว เพราะเป็นผู้
บรรลุความหมดจดส่วนเดียวซึ่งเป็นปรมัตถ์.
บทว่า อาทานคนฺถํ คถิตํ วิสชฺช ความว่า ละ คือตัดคันถะ
เป็นเครื่องยึดมั่น อย่าง คือเกี่ยวเนื่องในจิตตสันดานของตน เพราะ
เป็นผู้ยึดมั่นธรรมมีรูปเป็นต้น ด้วยศัสตราคืออริยมรรค. บทที่เหลือปรากฏ
แล้วนั้นเทียว.
บทว่า อจฺจนฺตสุทฺธึ ความว่า ความหมดจดส่วนเดียวคืออย่างยิ่ง.
บทว่า สํสารสุทฺธึ ความว่า ความหมดจดจากสงสาร.
บทว่า อกิริทิฏฺฐิ ความว่า อกิริยทิฏฐิว่า ผู้กระทำบาป ชื่อว่า
ไม่เป็นอันกระทำ.
บทว่า สสฺสตวาทํ ความว่า ไม่กล่าว คือไม่พูดว่า เที่ยง ยั่งยืน
แน่นอน.
บทว่า คนฺถา ความว่า ชื่อว่า ผูกพัน เพราะอรรถว่า ผูกพัน
นามกาย คือสืบต่อในวัฏฏะด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ. อภิชฌานั้นด้วย
เป็นเครื่องผูกพันด้วยสามารถการสืบต่อนามกายด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า
เครื่องผูกพันทางกายคืออภิชฌา. ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า ยัง

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 556 (เล่ม 65)

ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ถึงความพินาศ. พยาบาทนั้นด้วย เป็น
เครื่องผูกพันโดยนัยที่กล่าวแล้วด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า เครื่องผูกพันทาง
กายคือพยาบาท.
บทว่า สีลพฺพตปรามาโส ความว่า ความลูบคลำโดยประการอื่น
ว่า หมดจดด้วยศีล หมดจดด้วยวัตร ของเหล่าสมณพราหมณ์นอกศาสนา
นี้.
บทว่า อิทํสจฺจาภินิเวโส ความว่า การห้ามแม้ภาษิตของพระ-
สัพพัญญูเสียแล้ว ยึดมั่นโดยอาการนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่ง
อื่นเป็นโมฆะ ชื่อว่า ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง.
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺฐิยา ราโค ความว่า ฉันทราคะด้วยทิฏฐิ
ที่ตนยึดมั่นถือเอา.
บทว่า ปรวาเทสุ อาฆาโต ความว่า ความโกรธในเพราะคำ
ของคนอื่น.
บทว่า อปฺปจฺจโย ความว่า อาการที่ไม่ยินดี.
บทว่า อตฺตโน สีลํ วา ความว่า ศีลมีโคศีลเป็นต้นที่ตนสมา-
ทานแล้วก็ดี.
บทว่า อตฺตโน ทิฏฺฐิ ความว่า ทิฏฐิที่ตนถือคือลูบคลำ.
บทว่า เตหิ คนฺเถหิ ความว่า ด้วยกิเลสเครื่องสืบต่อนามกายที่
กล่าวแล้วเหล่านี้.
บทว่า รูปํ อาทิยนฺติ ความว่า ย่อมถือ คือจับรูปารมณ์ซึ่งมี
สมุฏฐาน ๔.

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 557 (เล่ม 65)

บทว่า อุปาทิยนฺติ ความว่า เข้าไปถือ จักด้วยตัณหา ถือมั่น
ด้วยทิฏฐิ ยึดมั่นด้วยมานะ.
บทว่า วฏฺฏํ ความว่า วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓.
บทว่า คนฺเถ ความว่า กิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า โวสฺสชฺชิตฺวา ความว่า สละโดยชอบ.
บทว่า คถิเต ความว่า กิเลสเครื่องผูกพัน
บทว่า คนฺถิเต ความว่า ที่ผูกพันด้วยกิเลสเครื่องผูกพัน.
บทว่า วิพนฺเธ ความว่า ที่ผูกพันเป็นพิเศษ.
บทว่า อาพนฺเธ ความว่า ที่ผูกพันหลายอย่าง.
บทว่า ปลิพุทฺเธ ความว่า กิเลสเครื่องผูกพันที่พ้นไม่ได้.
บทว่า โผฏยิตฺวา ความว่า ทำลายเครื่องผูกพัน คือตัณหามานะ
ทิฏฐิ.
บทว่า วิสชฺช ความว่า สละ.
ก็การนำกิเลสเครื่องผูกพัน ๔ อย่างเหล่านี้มาตามลำดับกิเลสก็ดี ตาม
ลำดับมรรคก็ดี ย่อมควรตามลำดับกิเลส. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือ
อภิชฌา ละได้ด้วยอรหัตตมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท
ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือสีลัพพตปรามาส
กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือ ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ละได้ด้วยโสดา
ปัตติมรรค. ตามลำดับมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกาย คือสีลัพพต-
ปรามาส กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือ ความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง ละได้ด้วย
โสดาปัตติมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือพยาบาท ละได้ด้วย

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 558 (เล่ม 65)

อนาคามิมรรค. กิเลสเครื่องผูกพันทางกายคือ อภิชฌา ละได้ด้วยอรหัตต
มรรค. ดังนี้แล. กิเลสเครื่องผูกพัน อย่างเหล่านี้มีอยู่แก่ผู้ใด ย่อมผูก
พัน คือสืบต่อผู้นั้นไว้ในวัฏฏะ ด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ ดังนั้นจึงชื่อว่า
กิเลสเครื่องผูกพัน. กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้นมี ๔ ประเภท สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมเพ่งเล็งด้วยอภิชฌานี้ คือตัวอภิชฌาเองเพ่งเล็งก็ตาม อภิชฌานี้เป็น
เพียงความเพ่งเล็งเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นจึงชื่อว่าอภิชฌา คือความโลภ
นั้นเอง. ชื่อว่ากิเลสเครื่องผูกพันทางกาย เพราะอรรถว่า ผูกพันนามกาย
คือ สืบต่อไว้ในวัฏฏะด้วยสามารถจุติและปฏิสนธิ.
ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องที่จิตถึงความพินาศ
คือถึงความเป็นจิตเสีย หรือทำอาจาระคือวินัย รูปสมบัติ ประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขเป็นต้น ให้ถึงความพินาศ.
ความลูบคลำว่า หมดจดด้วยศีล หมดจดด้วยวัตร ของเหล่าสมณ-
พราหมณ์นอกศาสนานี้ ชื่อว่า สีลัพพตปรามาส. ชื่อว่าความยึดมั่นว่า
สิ่งนี้จริง เพราะอรรถว่า ห้ามแม้ภาษิตของพระสัพพัญญูเสียแล้วยึดมั่น
โดยอาการเป็นต้นว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ.
พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงสิ่งที่ปรุงแต่งมีวอเป็นต้น เป็นเครื่อง
เปรียบเทียบในการแยกแยะกิเลสเครื่องผูกพันทั้งหลาย จึงกล่าวคำเป็นต้น
ว่า ยถา วยฺหํ วา ดังนี้.
บทว่า น ชเนนฺติ ความว่า ไม่ให้เกิดขึ้น.
บทว่า น สญฺชเนนฺติ ความว่า ไม่ให้บังเกิด. ท่านขยายบทว่า
นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ด้วยอุปสรรค.

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 559 (เล่ม 65)

บทว่า น สญฺชเนนฺติ ความว่า ไม่ยังลักษณะที่เกิดขึ้นให้บังเกิด.
บทว่า นาภินิพฺพตฺเตนฺติ ท่านกล่าวหมายเอาลักษณะที่เป็นไป.
พระอรหันต์ชื่อว่าล่วงแดนแล้ว เพราะล่วงแดนคือกิเลส ๔, และ
ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะลอยบาปเสียแล้ว และพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นอย่างนี้
รู้ด้วยปรจิตตญาณ และปุพเพนิวาสญาณ หรือเห็นด้วยมังสจักษุและทิพยจักษุ
จึงไม่มีความยึดถืออะไร ๆ. ท่านอธิบายว่า ตั้งมั่น.
อนึ่ง พระอรหันต์นั้น ชื่อว่ามิได้มีความกำหนัดในกามคุณเป็นที่
กำหนัด เพราะไม่มีกามราคะ. ชื่อว่ามิได้กำหนัดในสมาบัติเป็นที่คลาย
กำหนัด เพราะไม่มีรูปราคะและอรูปราคะ. เพราะพระอรหันต์นั้นเป็น
อย่างนี้ จึงไม่มีความนับถืออะไร ๆ ในที่นี้ว่า สิ่งนี้ยอดเยี่ยม. พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยเอกคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า จตสฺโส สีมาโย ความว่า เขตที่กำหนด ๔ อย่าง.
บทว่า ทิฏฺฐานุสโย ความว่า ทิฏฐินั้นด้วย เป็นอนุสัยเพราะ
อรรถว่ายังละไม่ได้ด้วย ดังนี้จึงชื่อว่าทิฏฐานุสัย แม้ในอนุสัยคือวิจิกิจฉา
เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
ชื่อว่า อนุสัย ด้วยอรรถว่าอะไร ?
ด้วยอรรถว่านอนเนื่อง.
ชื่อว่า มีอรรถว่านอนเนื่องนี้ เป็นอย่างไร ?
มีอรรถว่าละไม่ได้. เพราะกิเลสเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมนอนเนื่อง
ในสันดานของสัตว์นั้น ๆ เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้จึงเรียกว่า อนุสัย.

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 560 (เล่ม 65)

บทว่า อนุเสนฺติ ความว่า ได้เหตุที่สมควรย่อมเกิดขึ้น หากจะมี
คำถามว่า อาการที่ละไม่ได้ ชื่อว่ามีอรรถว่า นอนเนื่อง ก็ไม่ควรจะ
กล่าวว่า อาการที่ละไม่ได้ เกิดขึ้น ฉะนั้น อนุสัยทั้งหลายจึงไม่เกิดขึ้น
ในข้อนั้นมีคำตอบดังนี้ อาการที่ยังละไม่ได้ ไม่ใช่อนุสัย, แต่กิเลสที่มี
กำลัง ท่านเรียกว่า อนุสัย เพราะอรรถว่ายังละไม่ได้อนุสัยที่เป็นจิตต-
สัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ เป็นไปกับด้วยเหตุเพราะอรรถว่าเป็นไป
กับด้วยปัจจัย เป็นอกุศลโดยส่วนเดียว เป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง
เป็นปัจจุบันบ้าง ฉะนั้นจึงควรกล่าวว่า เกิดขึ้น นี้เป็นประมาณในข้อนั้น.
ในอภิสมยกถา คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ท่านถามก่อนว่า ละกิเลส
ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างไร ดังนี้แล้วกล่าวว่า ผู้มีกำลังย่อมละอนุสัยได้
เพราะอนุสัยทั้งหลายมีความเป็นปัจจุบัน.
ในบทภาชนะแห่งโมหะคัมภีร์ธัมมสังคณี ท่านกล่าวความที่โมหะเกิด
ขึ้นกับอกุศลจิตว่า อนุสัยคืออวิชชา การครอบงำคือ อวิชชา ลิ่มคือวิชชา
โมหะ เป็นอกุศลมูล โมหะนี้ มีในสมัยนั้น.
ในคัมภีร์กถาวัตถุ ท่านปฏิเสธวาทะทั้งหมดว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต
อนุสัยเป็นอเหตุกะ อนุสัยเป็นจิตตวิปปยุต. ในอุปปัชชนวาระบางแห่ง
แห่งมหาวาร ๗ ในอนุสยยมก ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า อนุสัยคือกามราคะ
เกิดขึ้นแก่ผู้ใด อนุสัยคือปฏิฆะก็เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นใช่ไหม ? เพราะฉะนั้น
คำที่ท่านกล่าวว่า บทว่า อนุเสนฺติ ความว่าได้เหตุที่สมควรย่อมเกิดขึ้นนั้น
พึงทราบว่า ท่านกล่าวดีแล้ว โดยประมาณที่เป็นแบบแผนนี้.

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 561 (เล่ม 65)

คำที่ท่านกล่าวแล้วว่า อนุสัยที่เป็นจิตตสัมปยุตเป็นไปกับด้วยอารมณ์
เป็นต้น แม้นั้นก็เป็นอันท่านกล่าวดีแล้วทีเดียว. ในข้อนี้พึงตกลงว่า
ก็ชื่อว่าอนุสัยนี้ สำเร็จแล้ว เป็นอกุศลธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต.
บรรดาอนุสัยเหล่านั้นทิฏฐานุสัย ท่านกล่าวไว้ในอนุสัยที่สัมปยุต
ด้วยทิฏฐิ ๔.
วิจิฉานุสัย กล่าวไว้ในอนุสัยที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา.
อวิชชานุสัย กล่าวไว้ในอกุศลจิต ๑๒ ดวง ด้วยสามารถแห่ง
สหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ทิฏฐิวิจิกิจฉาและโมหะแม้ทั้ง ๓ กล่าวไว้ในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓
ที่เหลือ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ก็ในที่นี้ กามราคานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่สหรคตด้วยโลภะทั้งหลาย
ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
โลภะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ ซึ่งเป็นที่
ชอบใจด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั้นแล.
ปฏิฆานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่สหรคตด้วยโทมนัส ด้วยสามารถแห่ง
สหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
โทสะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ ซึ่งไม่เป็นที่
ชอบใจ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์นั่นแล.
มานานุสัย กล่าวไว้ในจิตที่วิปปยุตด้วยทิฏฐิและสหรคตด้วยโลภะ
ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์.

561
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 562 (เล่ม 65)

มานะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นกามาวจรที่เหลือ และในธรรม
เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร ซึ่งเว้นจากทุกขเวทนา ด้วยสามารถแห่ง
อารมณ์นั้นแล.
ภวราคานุสัย แม้เมื่อเกิดขึ้น ก็กล่าวไว้ในจิตที่วิปปยุตด้วยทิฏฐิ ๔
ด้วยสามารถแห่งสหชาตธรรม.
แต่โลภะที่เกิดขึ้น กล่าวไว้ในธรรมเป็นรูปารูปาวจระด้วยสามารถ
แห่งอารมณ์นั่นแล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฐานุสโย ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อย่าง.
บทว่า วิจิกิจฺฉานุสโย ได้แก่ วิจิกิจฉามีวัตถุ ๘.
บทว่า ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ความว่า ตั้งอยู่โดยความเป็นอัน
เดียวกัน ด้วยสามารถเกิดร่วมกัน. และตั้งอยู่แห่งเดียวกัน คือ ด้วยสามารถ
ทิฏฐิและวิจิกิจฉาเกิดร่วมกันและตั้งอยู่แห่งเดียวกัน.
บทว่า มานานุสโย ได้แก่มานะ ๙ อย่าง.
บทว่า ปรจิตฺตญาเณน วา ญตฺวา ความว่า รู้ด้วยปัญญาเครื่อง
รู้วาระจิตของผู้อื่น. ท่านอธิบายว่า รู้ด้วยเจโตปริยญาณ.
บทว่า ปุพฺเพ นิวาสานุสฺสติญาเณน วา ความว่า รู้ด้วยญาณ
เครื่องระลึกถึงขันธ์ที่อยู่อาศัยในอดีต.
บทว่า มํสจกฺขุนา วา ได้แก่ด้วยจักษุปกติ (ตาธรรมดา)
บทว่า ทิพฺพจกฺขุนา วา ความว่า เห็นด้วยทิพยจักษุ ซึ่งคล้าย
ทิพย์หรืออาศัยทิพยวิหาร.
บทว่า ราครตฺตา ความว่า ยินดีด้วยราคะ

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 563 (เล่ม 65)

บทว่า เย ปญฺจสุ กามคุเณสุ ความว่า ชนเหล่าใดกำหนัดใน
ส่วนคือวัตถุกามมีรูปเป็นต้น ๕ อย่าง.
บทว่า วิราครตฺตา ความว่า กำหนัดยิ่ง คือติดแน่น ในรูป
สมาบัติและอรูปสมาบัติ กล่าวคือ วิราคะ.
บทว่า ยโต กามราโค จ ความว่า ในกาลใด กามราคะ แม้
ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้แหละ.
สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย มหานิทเทส
อรรถกถา สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
จบสูตรที่ ๔

563